Suankularb 84

www.suan84.com

Thursday, 6 October 2005

เรื่องของพี่ ๆ น้อง ๆ

บทความนี้ เป็นการโต้ตอบกระทู้ในเว็ป OSKNETWORK.COM นำมาเก็บไว้เป็นบทความซึ่งส่วนมากมีส่วนเกี่ยวข้องกับรุ่น 84 บ้างไม่มากก็น้อย


กระทู้ตรงนี้..ขอเป็นเรื่องราวที่จะเล่าถึง OSK รุ่นใกล้เคียงกับ 84 ที่มีหลายๆ คนสอบถามหรือแนะนำมา อย่างเช่นที่ Raining Man ถามค้างไว้ในกระทู้แรก
http://osknetwork.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=467

แต่สำหรับวันนี้..ขอค้างไว้ก่อนครับ..จะกลับมาตั้งข้อสังเกตถึง..พี่โตสัมโพธิ เทียนทอง (OSK82) เป็นนิสิตรุ่นที่ 5 ของนิเทศจุฬาฯ เป็นรุ่นหลัง พี่ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม (OSK82 เหมือนกัน..ไม่ใช่ 81 ครับ) เจ้าของ GMM Grammy โดย พี่ไพบูลย์ นั้นเรียนนิเทศฯ รุ่น 4 ครับ..ที่สำคัญ-พี่บูลย์ หรือรู้จักกันทั้งประเทศว่า "กู๋" นั้น..สมัยเรียนอยู่สวนกุหลาบ..แกใช้ "แซ่" ครับ ..พี่ไพบูลย์ แซ่อื้อ..ขออนุญาตนำมาเล่าขานกันตรงนี้ในครั้งต่อไปนะครับ


ผมรู้สึกดีใจมากครับที่ผมโชคดีถามได้ถูกที่และถูกคน ทำไมผมถึงขึ้นต้นอย่างนี้นะเหรอครับ ก็เพราะว่า(ผมต้องขออนุญาตแนะนำว่า)พี่นพของเราก็บังเอิญเป็นนิสิตเก่าของของนิเทศจุฬาฯ รุ่นที่ 7 ครับ เด็กสวนฯเก่งๆท่านอื่นที่เลือกเรียนนิเทศจุฬาฯ ก็ได้แก่... ปริเยศ คุ้มฉายา OSK110 ช้าง(เหน่อ) เผือกจากสุพรรณบุรี เด็กห้องคิงส์ที่ผันชีวิตไปอยู่สถาปัตย์จุฬาฯ 1 ปี และคาดว่าทำเกรดในปีแรกนี้ได้ประมาณ 3.8 .. แต่ได้พบสัจจธรรมว่าอยากเรียนนิเทศก็เลย Entrance ใหม่กลายเป็นนิสิตเก่าของนิเทศจุฬาฯ รุ่นที่ 29 ไป โดย "ปริเยศ" ครับ

อีกท่านเป็นข่าวใหญ่ในการสอบ Entrance ปีก่อน คือ น้องสวนกุหลาบ 121 ผู้สอบติดอันดับหนึ่งในสาขาวิชานิเทศศาสตร์จากทุกมหาวิทยาลัย นายนที ปิติวรรณ นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่ก้าวเข้าสู่รั้วจามจุรี ในคณะนิเทศศาสตร์ โดยทำคะแนนการคัดเลือกได้เป็นอันดับหนึ่งของสาขาวิชานิเทศจากผู้ผ่านการคัดเลือกในทุกมหาวิทยาลัย กับคะแนน 84.65% (สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์) นทีี่เคยได้ร่วมแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก จนได้รับเหรียญทองแดง แต่ใจชอบนิเทศฯ กล่าวว่า"จากความมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนในคณะนี้ให้ได้ ทำให้ตลอดมาพยายามที่จะอ่านหนังสือทบทวนสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1-2 ชั่วโมง โดยจะเวียนแต่ละวิชาไปเรื่อยๆ แต่ส่วนตัวไม่ได้เข้าเรียนกวดวิชากับสถาบันไหนเลย เพราะคิดไม่จำเป็นต้องกวดวิชา ถ้าตั้งใจเรียนในห้องและอ่านหนังสือทบทวนเป็นประจำก็พอแล้ว"

ทำไปทำมา..Raining Man ..ก็ระบุได้ถูกต้อง

ก่อนหน้านี้..ผมคิดอยู่ตลอดว่า-เก่งๆ แบบนี้ อีกไม่นานก็คงจะกระจ่าง เพราะขึ้นชื่อว่า..เด็กสวนฯ..อยู่ตรงไหน เวลาใด..จะเก่งกาจเสมอ เหมือนกับเมื่อสิบกว่าปีก่อน..มีเด็กวัยรุ่นนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ-สวมเชื้ตขาวปัก"ส.ก."..มานั่งคอยผมที่หน้าห้องทำงาน.. เมื่อพบและบอกวัตถุประสงค์ของการมาหาผมเรียบร้อยแล้ว..ผมจึงย้อนถามเขาไปว่า..
"แล้วรู้ได้ไงว่า..ฉันจบสวนกุหลาบ"
วัยรุ่นคนนั้น..ตอบด้วยมาดกวนโอ๊ยนิดๆ แต่ฉาดฉานชัดถ้อยชัดคำว่า..
"เพราะผมเก่งน่ะสิครับ..ไม่งั้นจะเป็นเด็กสวนฯ เหรอครับ?"
ปีถัดมา-เด็กคนนั้นแต่งชุดน้องใหม่-ผูกไทท์ปักพระเกี้ยว..มายืนยิ้มกวนๆเหมือนเดิมที่หน้าตึกทำงานของผม..และบอกว่า
"ผมเก่ง..จนได้มาเรียนอยู่ข้างๆ ตึกนี้แล้วครับ"
เด็กชายมาดกวนคนนั้น..เรียนจบได้ปริญญาครุ-อาร์ต ในอีก 4 ปีต่อมา..พร้อมทั้งเริ่มมีชื่อเสียงในวงการเพลงวัยรุ่น..ก่อนจะไป แสวงหาความรู้ต่อถึง Newyork..ถึงตรงนี้-หลายคนคงทายถูก !!..ว่า .. "นายป๊อด โมเดิร์นด๊อก" นั่นเอง เกริ่นนำ..เพื่อยืนยันตามที่ Raining Man บอกว่า..เด็กสวนฯ เก่ง..ครับ

ต่อจากที่ Raining Man แนะนำไว้..ทว่าเป็นเรื่องของ OSK รุ่นเก๋าตามสูตรของผมนะครับ เรื่องของคนที่อยู่สวนฯ เรียกเขาว่า "หลอ"..แต่ถ้าอยู่จุฬาฯ จะเรียกว่า "หมู" ในบรรดา osk ที่ไปเรียนต่อ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ หรือสมัยก่อนเรียกว่า ส.ม. (ย่อจาก แผนกอิสระสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์)..นอกจาก “กู๋-ไพบูลย์ & พี่โต” แล้ว..ยังมีคนดังไปสร้างชื่อไว้อีกหลายคนด้วยกัน นำร่องไปเป็นคนแรก..ได้แก่ พี่หลอ-ประภัทร์ ศรลัมพ์ อดีตประธานเชียร์สวนกุหลาบ ปี 2509 เพราะแกฟันหลอสองซี่คู่หน้า และสาบานว่า- จะไม่ใส่ฟันปลอมเด็ดขาด หากเรียนไม่จบสวนฯ..บรรดาเด็กสวนฯ เลยเรียกว่า-หลอ แกมาจากอุทัยธานี..เข้าเรียนสวนฯ ชั้นม.ศ.ปลาย ซึ่งตรงกับรุ่น 79..และเรียนเอาความรู้-ไม่ได้เรียนเอาชั้น..เลยมาจบม.ศ.5 พร้อมกับรุ่น 81 (ปีการศึกษา 2509) เพื่อนชื่อ สุวัสดิ์ ลิมโปดม เป็นคนยุให้สอบเอนทรานซ์เลือกเข้าส.ม. โดยมีครูฝึกสอนชื่อ ประภาศรี (สุดบรรทัด) สีหอำไพ..เป็นผู้แนะนำทางสว่างเส้นนี้ให้ ด้วยฝีมือบวกพรแสวงจึงสอบติดเข้ามาเรียน สม.เป็นรุ่นที่ 3..พวกที่จุฬาฯ จึงเรียกขานชื่อเล่นว่า-ไอ้หมู และ พี่หมู-เพราะใส่ฟันปลอมปิดรอยหลอเรียบร้อยแล้ว

ตอนอยู่ม.ศ.4..พี่หลอ เป็นเชียร์ลีดเดอร์และประชาสัมพันธ์คนดัง..นักเรียนนิยมชมชื่นกันมาก ถึงขนาดว่า-“ครูลลิดา ธนพุทธิ” เสนอชื่อให้เป็นประธานนักเรียน..แต่พอตอนหาเสียง พี่หลอ แกพูดสั้นๆ ว่า.. “หากรักผม..อย่าเลือกผมเป็นประธานนักเรียน”..เนื่องจากรู้ตัวเองว่า-ทำกิจกรรมตำแหน่งใหญ่แบบนั้นไม่ไหว..แต่ชอบทำกิจกรรมแบบสนุกสนานมากกว่า (แกมักถล่มตัวแบบนี้-ซึ่งยังติดเป็นนิสัยมาจนถึงทุกวันนี้) นักเรียนสวนฯ ส่วนใหญ่จึงหันไปเลือก อาภัสสร ประยูรโภคราช (ดรัมเมเยอร์สุดหล่อของวงดุริยางค์สวนฯ และของ วิศวะ จุฬาฯ) เป็นประธานนักเรียน ในปี 2509..ส่วนพี่หลอ ก็เป็นประธานเชียร์ไปตามฟอร์มและเมื่อมาอยู่ สม.ก็สร้างเกียรติประวัติอีกเช่นกัน-จากการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือกกรรมการ สโมสรนิสิตจุฬาฯ (สจม.) ปี 2514 ซึ่งมีอยู่เพียง 7 ตำแหน่งนั้น..พี่หลอ-ประภัทร์..ได้รับคะแนนเสียงจากนิสิตทั้งมหาวิทยาลัย เลือกให้เป็นประธานเชียร์ สจม. คนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ของคณะฯ..ที่ได้รับคะแนนความนิยมท่วมท้นแบบนี้ (เนื่องจาก ส.ม.เป็นคณะเล็กๆ มีนิสิตจำนวนไม่มาก..ไม่สามารถมีคะแนนจัดตั้งได้เป็นพันๆ เหมือน วิศวะ, วิทยา, ครุ หรือ บัญชี..หรอกครับ) และเช่นเคย..พี่หลอ-จะเรียนเอาความรู้มากกว่าเอาชั้นเรียน..แกจึงมาจบรับปริญญาพร้อมกับ ส.ม.รุ่น 4 (ตรงกับ OSK82) ซึ่งรุ่นนี้มีนักเรียนสวนฯ เข้าไปเรียนอยู่สองคนครับ..ได้แก่ กู๋-ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม (เปลี่ยนจากแซ่มาใช้นามสกุลแล้ว) กับ พี่วิทยา ชีวรุโณทัย (ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่-โอกิลวี่ฯ) เรียนจบแล้ว..พี่หลอ..ก็ปักหลักอยู่กับวิชาชีพสื่อฯ แขนงโทรทัศน์มาจนถึงทุกวันนี้..เริ่มจาก ททบ.5..แล้วไป-ไทยสกาย..จนปัจจุบัน เป็นผู้อาวุโสอยู่ที่ ช่อง 3..และใช้เวลาว่างแว่บไปจัดรายการวิทยุบ้าง-ที่ได้รับความนิยม ก็มีคลื่นลูกทุ่ง 90.0 มฮ.(MHz.) ช่วง " ลูกทุ่ง เอฟ.เอ็ม.กับประภัทร์ ศรลัมพ์" ทุกวันอังคาร เวลาประมาณ 9.00-11.00/10.00-12.00 น...ลองแวะไปติดตามกันได้ โทรศัพท์ของเพลงได้ที่ 0-2936-9861-3 (อภิชาติ ดำดี OSK92- ก็จัดรายการวิทยุที่คลื่นลูกทุ่ง 90.0 มฮ. นี้) นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งต่างๆ ในสังคมอีกมากมาย อย่างน้อยก็เคยดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมนิสิตเก่านิเทศศาสตร์ จุฬาฯ อยู่สมัยหนึ่ง..ซึ่งช่วงที่พี่หลอเป็นนายกฯ นั้น..สมาคมนี้มีงานบันเทิง (ตามถนัด)อยู่บ่อยๆ มากกว่ากิจกรรมที่เป็นสาระ..ตามคาแรคเตอร์ของพี่หลอนั่นเอง

ขอปิดท้ายเกร็ดคนดังอย่าง “พี่หลอ” ..ด้วยรายนามเพื่อนร่วมรุ่น OSK81 ซึ่งมีหลายท่านครับ..อาทิ ดอน ประมัตต์วินัย-ท่านทูตไทยประจำปักกิ่ง, อ.พิรุณ ฉัตรวณิชกุล-แอคติวิสต์ยุคเผด็จการครองเมือง, แสงไทย เค้าภูไทย-นักเขียนชื่อดัง, ชัยศิริ อนะมาน-ทูตไทยในมาเลย์ที่เคยมี จ.ม. ขู่ทำร้ายจากโจรใต้ดังที่เป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ประสาร มฤคพิทักษ์, ดร.วิโรจน์ มโนพิโมกข์, วีระพงษ์ สุรไพฑูรย์กร-เจ้าของโรงแรมอริสตั้น สุขุมวิท 24, บัณฑิต กฤตโยภาส-ผู้รักษาประตูมือกาว (ขณะนี้-กำลังป่วยหนัก), และประธานรุ่น 81 คือ..กรมวังผู้ใหญ่ พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์ รองหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ..ฉายา “บรองโก้” ครับ แต่ถ้าเป็นรุ่น 79 ที่สนิทสนมคงจะเป็น พี่ปิยะพันธ์ จัมปาสุต-อธิบดีกรมการขนส่งทางบก..ผู้ที่พี่หลอร่วมจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับเรื่องจราจรอยู่ด้วยกันเป็นประจำ

มาถึง พี่ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม..เรียน ส.ม.รุ่น 4 เพื่อนๆ ในรุ่นเรียกว่า “ยาว”..มาได้ฉายาเรียกขานว่า “กู๋” เมื่อตอนที่กิจการบริษัท แกรมมี่..โด่งดังร่ำรวยทะลุฟ้า..ราวๆ สิบกว่าปีก่อนหน้านี้น่ะเอง..เพราะเลขาฯ ส่วนตัวที่ทำงานด้วยกันตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัท..เป็นหลานของพี่ไพบูลย์-ชื่อเล่นว่า "งี้" มักเรียกพี่ไพบูลย์ตามศักดิ์ว่า “อากู๋” จนพนักงานในบริษัทเรียกตามแบบคุ้นเคย..และแพร่กระจายออกมาสู่วงนอก-จนกลายเป็นฉายาที่รู้จักกันทั้งประเทศ กู๋เป็นนักกิจกรรมตัวยง..เป็นประธานโต้วาทีของคณะฯ และ มหาวิทยาลัย..จนได้เป็นผู้แทนนิสิตของคณะฯ ในพ.ศ.2514 ..เรียนจบแล้ว ก็พาพรรคพวกโขยงใหญ่ไปทำงานโฆษณากับ บริษัท ฟาร์อีสต์ฯ ที่ นายห้างเทียม โชควัฒนา เจ้าของเครือสหพัฒน์ ก่อตั้งมาเพื่อให้คนหนุ่มสาวไฟแรงเข้ามาบุกเบิกกิจการด้านนี้ ต่อมา-ย้ายมาอยู่กับเครือเต๊กเฮงหยู..ทำงานด้านการตลาดในนาม-พรีเมียร์มาร์เก็ตติ้ง..พร้อมทั้งตั้งกิจการบริษัทเล็กๆ ชื่อ “Four Aces” ทำงานโฆษณากับเพื่อนสนิทไม่กี่คน ต่อมาจึงขยับขยายกิจการ..มาเป็น “แกรมมี่” ของตนเอง..จนโด่งดังร่ำรวยเป็นพันล้าน..ในชั่วระยะเวลาเพียงยี่สิบปี ..ทุกวันนี้.. “กู๋” สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของ สวนกุหลาบ และ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ มาโดยตลอด..สำหรับคนดัง OSK82 ร่วมรุ่นกับ "กู๋" มีอยู่หลายท่านเช่นกัน อาทิ..พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย-ผ.อ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (มือขวานายกทักษิณ), พี่เปรื่อง-เรืองเดช หลืองบริบูรณ์-เจ้าของร้านอาหาร "บ้านศิลป์" ซอยลาดพร้าว 83 แหล่งชุมนุม OSK หลากหลายรุ่น, พี่เปี่ยมศักดิ์ มิลินทจินดา-อธิบดีกรมวิเทศฯ กระทรวงต่างประเทศ, พี่วีระ วงศ์แสงนาค-รองอธิบดีกรมชลประทาน, ประธานรุ่น 82 : พี่ตั๋ง-ชัยณรงค์ เชาว์ดี-อัยการเขต, พล.ท.พิเศษพร พุทธานนท์, วันเสด็จ ถาวรสุข-ระดับสูงของการท่องเที่ยว, ฉัตรชัย ตรีวิทยาภูมิ-ที่ 5 ประเทศไทย (จบพร้อม OSK83), พล.ต.ต.วรเวทย์ วินิตเนตยานนท์ เป็นต้น

สำหรับ พี่โต-สัมโพธิ เทียนทอง เป็นเจ้าของบริษัท โพร-ลิงค์ และมีข่าวเกี่ยวกับลิขสิทธิ์อุลตร้าแมนดังว่า-โดยพี่โต..จบสวนฯ ทีหลังกู๋-ไพบูลย์ (พี่โต-จบพร้อม OSK83) จึงไปเข้า สม.รุ่น 5 (รุ่นเดียวกับ-สันติ วิริยะรังสฤษฏ์-นามปากกา : ไต้ฝุ่น/ลมเปลี่ยนทิศแห่งไทยรัฐ”)..ปัจจุบัน-พี่โต ได้ชื่อว่าเป็น พีอาร์.ฝีมือระดับชาติคนหนึ่ง แต่กับรุ่นพี่และเพื่อนฝูงร่วมรุ่น..ล้วนให้การการันตีกับลีลาโผงผางของพี่โตซึ่งไม่เหมือนใครว่า.."โต-ปอ.มอ." แถม..พี่หลอ-ประภัทร์..ยังเคยแซวแบบน่าหยิกอีกว่า "โชคดีนะ..ที่ไอ้โต..เป็นลูกครูพังงา-ซึ่งสอนวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม..ไม่งั้น ???" ..(ตรงนี้ต้องขอโทษนะครับพี่โต/-จากผู้เขียน)


เว้นไปหนึ่งปี..เด็กสวนฯ จึงยกพลไปเข้า ส.ม.อีก 4 คนรวดในรุ่น 7 ..ที่พอมีชื่อเสียงอยู่เห็นจะได้แก่ มานพ แย้มอุทัย OSK84 จบการศึกษาที่นั่นแล้ว ก็เป็นอาจารย์ประจำอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ไล่เรียงต่อมาสำหรับ OSK ที่เข้าไปเรียน ส.ม.จนก้าวมาเป็น นิเทศศาสตร์ คณะยอดฮิตนั้น ได้แก่ เล็ก-สุริยะ OSK88, พลากร (หน่อง) สมสุวรรณ OSK89-ผู้บริหารระดับสูงของช่อง 7 สี, อภิชาติ ศักดิ์เศรษฐ-บรรณาธิการอาวุโสมติชน เจ้าของวิทยานิพนธ์รางวัลกำพล วัชรพล เมื่อหลายปีก่อน, สมปอง (จุ่น) จังทองศิริ -แห่งรายการเจาะสนาม, ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ (รุ่นเดียวกับ-อภิชาติ ดำดี)-เจ้าของ “นินจาเอนเตอร์เทนเม้นท์” ที่โด่งดังเรื่องคอนเสิร์ตไล่ไปจนถึง OSK รุ่นเหยียบร้อย ที่เข้าไปเรียนนิเทศฯ จนจบออกมาประกอบวิชาชีพโด่งดัง ก็ได้แก่ ยุทธนา บุญอ้อม (ป๋าเต็ด-ของวัยรุ่นที่นิยมเพลง),วาสนพงษ์ (ผู้บริหารคลื่นวิทยุ 99.5), พงษ์นรินทร์ อุลิศ(เสี่ยจ๋อง-ผู้ถนัดเรื่องหนัง)ขอเล่าเกร็ดคนเด่น OSK ช่วงที่เกี่ยวข้องกับ นิเทศ จุฬาฯ เพียงแค่นี้ก่อน ไม่งั้นจะกลายเป็นเรื่องเฉพาะกิจไป ส่วนเรื่องของ OSK ท่านอื่นๆ ที่ถามถึง จะทะยอยเขียนมาอีกในที่นี้นะครับ



การจะเรียนวิชานี้..คงแนะนำอะไรไม่ได้มากหรอกครับ..เพราะวัยมันห่างกันมาก OSK ที่สอนประจำอยู่ที่นี่ ก็เก๋ากึ้กแล้วทั้งนั้น เช่น รศ.ปรมะ สตะเวทิน, ผศ.โอฬาร วงศ์บ้านดู่ ..เป็นต้น สำหรับเด็กสวนฯ ที่เข้าไปเรียน ปี 1 นิเทศ จุฬาฯ และเพิ่งเปิดเทอมเมื่อวานนี้ ปีนี้มีจำนวน 4 คน..ผมได้สอบสัมภาษณ์ซะหนึ่งคน..ถามดูจึงรู้ว่า-มี OSK เข้ามา 4 คน ส่วนคนอื่นๆ ที่ยังเรียนอยู่ อย่าง-นที ปิติวรรณ นั้น..จะพยายามเมียงมองหาต่อไป..แต่ถ้าเป็น “ปริเยศ” คงต้องตามไปเจอกันในงานนิสิตเก่า..จริงๆ แล้ว..เคยคุ้นเคยกับ OSK รุ่นก่อนๆ นี้หลายคน..ตามที่เอ่ยชื่อเอาไว้-และมักจะลากให้มาทำกิจกรรมกับ กลุ่มศิษย์เก่าสวนฯ อยู่เสมอๆ เช่น..นินจา-ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ นั้น..ยืนยันได้ว่า-เขาไม่เคยเป็นบ้า อย่างที่ตกเป็นข่าวเลย

ก่อนหน้านี้..เขาสอบเข้ามาเรียนได้เป็นที่ 2 ของรุ่น..และเรียนจบด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยม (หากไม่ถูก-กฏกติกางี่เง่าทำร้ายซะก่อน) ..ตอนนี้ นินจา ทำงานอยู่ใกล้ชิดกับ “กู๋-ไพบูลย์” ที่ GMM ครับ ทั้ง นินจา, เต็ด-ยุทธนา, วาสนพงษ์, เจิ๋น-สรรเสริญ โภคาสมบัติ (OSK รุ่นเดียวกับ-เต็ด / แต่จบ ม.กรุงเทพ) ล้วนแต่ถูกผมดึงตัวไปเป็น Staff งานในส่วนพิธีการ ของงาน “มุทิตาจิต ปี 2535” ..ซึ่งจัดอย่างยิ่งใหญ่อลังการ แด่ 16 ครูเกษียณ..ที่ แกรนด์ฮอลล์ เซ็นทรัลลาดพร้าว..ไงครับ

สำหรับ..อ.กมล เฮงเกียรติศักดิ์ OSK85 นั้นอยู่รุ่นติดกัน-ทว่าไม่ค่อยคุ้นเคยครับ..หากเจอหน้าคงร้องอ๋อ แต่ สุนิติ์ ทีวะเวช OSK88 ..คุ้นกันมากและคุ้นมานาน-เคยร่วมงานทำหนังสือด้วยกันบ่อยๆ ตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว..สมัยที่ สุนิติ์ ยังอยู่-เครือมติชน..หลังๆ นี้ห่างเหินกันไป..จะมีโอกาสเจอะเจอบางคราวตามงานต่างๆ คิดว่า..สุนิติ์ ยังคงมีผลงานตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่นะ..ส่วนผมนั้น..วางมือ (ปากกา) จากการเขียนประจำมายี่สิบปีเต็มแล้วครับ เมื่อเขียนถึง สุนิติ์ แล้ว..ก็นึกถึง อภิชาต ศักดิ์เศรษฐ, ฐากูร บุนปาน, เอกศักดิ์ พรหมลัทธิ์, สมชาย ขันอาษา ฯลฯ ซึ่งเคยวนเวียนร่วมงานกันในแวดวงน้ำหมึก..และครั้งหนึ่ง..พี่ธนิต ธรรมสุคติ แห่ง เบียร์ช้าง..ท่านไหว้วานให้ผมรวบรวม OSK ที่อยู่ในแวดวงสื่อมวลชนให้แก..ผมจะลองค้นหาดู..ถ้าพบ-จะรีบเอามาแจ้งให้ทราบตรงนี้

"แมลงวันในไร่ส้ม"



รู้สึกว่าจะเป็นสำนวนล้อเลียนซะมากกว่า จริงๆ ต้อง “นกน้อยในไร่ส้ม” ครับ..เป็นวลีเรียกขานถึงผู้ประกอบวิชาชีพนักข่าว-เป็นฐานันดรที่ 4 ..ซึ่งมีศักดิ์และศรีของตัวเอง..เป็นที่พึ่งของมวลชนทุกระดับ..เป็นการเปรียบเทียบมาแต่ยุคโบร่ำโบราณแล้วครับ อีกทั้งยังมีเพลงชื่อดังกล่าว..ร้องกันในหมู่วิชาชีพนี้ครับ..


เนื้อเพลงว่า..
“พวกเราสูงศักดิ์ สูงนักสูงหนา ร่อนเร่เคหาไม่มี ค่ำไหน นอนนั่น เราไม่หวั่น เราไม่หวาด รักษาเอกราชเสรี เรา..เหล่าสกุณา ร่วมไม้ชายคา เราก็กล้านอน เราก็กล้านอน บ่ห่อน เกรงภัยใดๆ ค่ำลง บันเทิง เริงใจ ฮะฮะ เริงใจ ชีวิต ชะเอย สดใส เหมือนนกที่ในไร่ส้ม เราไม่ปรารมต่อสิ่งใดๆ มีกินมีใช้เป็นพอ ไม่ขอรบกวนผู้ใด มีเงินมีทอง ไม่ต้องคิดอะไร..ซื้อเหล้าใส่ไหไว้กิน กับแกล้มไม่ต้อง เป็นของไม่ดี กับแกล้ม ไม่ต้อง เป็นของไม่ดี หมดเปลืองใช่ที่ ถ้ามีก็เอา..ว..ว”


ไม่ทราบว่า-ผู้อาวุโสท่านใดเป็นผู้ประพันธ์..เฉพาะเวลาร้องตรงท่อนท้ายนั้น เป็นที่มันปากของบรรดานกน้อย..นกเฒ่า..นักข่าวทุกรุ่นยิ่งนัก และส่งผลให้นักข่าวรุ่นเก๋ากึ้กทั้งหลาย..มักจะปฏิบัติตนและธำรงชีวิต..ตามแบบฉบับที่เนื้อเพลงกล่าวไว้อย่างภาคภูมิใจยิ่งนัก..นั่นคือ..หลายต่อหลายราย-เป็นปีศาจสุรา..และหลายท่านที่มีชื่อเสียงในยุทธจักรนี้ มักเสียชีวิตจากไปด้วย-สุราเช่นกัน

ส่วนที่เรียกขานว่า “แมลงวัน” นั้น ..เป็นลักษณะเปรียบเปรย-แดกดันอาชีพนักข่าวมากกว่า เนื่องจาก วิสัยแมลงวัน มักจะชอบรุมตอม (ไม่ใช่-ดมดอม) !! การรุมตอม..มักใช้กับของสกปรก เน่าเหม็น..ผิดกับ-ดมดอม..ที่ใช้กับของหอม เช่น ในเนื้อเพลง-มนต์รักลูกทุ่ง ของครูไพบูลย์ บุตรขัน วรรคหนึ่งเขียนไว้ว่า “..อยากจะเด็ดมาดอมหอมหน่อย....” จึงเหมือนกับว่า..วิสัยนักข่าวนั้น มักจะเที่ยวตระเวนไปตอมของเหม็น..เรื่องราวที่เหลวแหลกในแวดวงต่างๆ ทั้งทุจริตคอรัปชั่น, ทั้งตอหลดตอแหลใส่กัน ฯลฯ แต่ที่สำคัญชนิดว่า-แดกดัน-ได้ถึงขั้นสะอึกคือ- “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวันด้วยกัน”..คงสามารถนึกภาพตามได้โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ..และตรงนี้แหละ..ที่บ่งบอกถึง-สันดานของนักข่าวไร้จรรยาบรรณ-เป็นอย่างดีว่า ประพฤติปฏิบัติและวางตัวได้เหมาะสมกับที่สังคมเขายกย่องให้เป็น..ฐานันดรสี่..หรือเปล่า?? หลักวิชานิเทศศาสตร์..สอนสั่งถึงจรรยาเรื่องนี้..เป็นหัวใจสำคัญมาตลอดครับ

เรื่องตระกูล “ลิมโปดม” นั้น..เคยเช็คดูแล้ว..เก่งๆ ทั้งนั้นครับแต่หากสำรวจจริงๆ คิดว่า “มณีอินทร์” น่าจะโหลกว่า เพราะมีโอกาสเปิดทำเนียบ 120 ปี..นับแล้ว..แซงหน้าทุกตระกูล-มีแทบทุก Generation ผมยังเคยเอาไปแซวว่า "โหลจริงๆ"..ในงานสังสรรค์ “กอล์ฟ-สานสามัคคี ส.ก.” อยู่บ่อยๆ เลยครับ

สุดท้ายของครั้งนี้.... ถูกต้องแล้วครับ..

ยุคโน้น แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีองค์กรเพื่อทำกิจกรรมของนิสิตนักศึกษาเรียกชื่อว่า “สโมสร” เหมือนๆ กัน จึงมักย่อชื่อคล้ายๆ กัน เช่น สจม., สมธ., สมก., สมช. เป็นต้น และมาเปลี่ยนรูปแบบองค์กรกันใหม่..ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ครับ ..เด็กสวนฯ มักจะได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด “นายกสโมสร” ของแต่ละมหาวิทยาลัยอยู่เสมอๆ อาทิ อ.พิรุณ ฉัตรวินิชกุล-สจม. / พิศักดิ์ จักกะพาก-นายกฯ ส.เกษตรฯ (ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจไทยผู้มีชื่อเสียงในซานฟรานซิสโก-อดีตนายกสมาคมไทยในแคลิฟอร์เนียเหนือ) ฯลฯ ที่น่าสนใจและสืบเนื่องมาจนกลายเป็นเสี้ยวหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยคือ อ.ธีรยุทธ บุญมี OSK83 จากคณะวิศวฯ สมัครรับเลือกตั้งเป็น-นายก สจม.ในปี 2516 ปรากฎว่า-แพ้เลือกตั้งครั้งนั้น ..แต่ท่านกลับได้รับเลือกตั้งให้เป็น-เลขาธิการศูนย์นิสิตนักศึกษา ในปีนั้นแทน..และกลายเป็นผู้นำชื่อดัง ที่นำพาพลังนิสิตนักศึกษาเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการเมืองไทยในที่สุด !!

ตบท้าย..ถึงแม้ในแต่ละมหาวิทยาลัย มี สโมสรนิสิต-นักศึกษา..แต่ก็ยังไม่เท่เท่า..ในแต่ละแห่งมีกลุ่มก๊วนที่เรียกขานชื่อกลุ่มตามถิ่นที่อยู่ว่า.. สวน-โดม, สวน-นนทรี, สวน-จามจุรี, สวน-ดอย ฯลฯ ..สาวๆ มักกรี๊ดกับสมาชิกกลุ่มเหล่านี้..เป็นพิเศษครับ

ลืมตอบเรื่อง คอลัมน์..ไปครับ
Column เมื่อเขียนเป็นภาษาไทยต้องเขียน..ใช้ "น์" ครับ จะไม่ใช้ "ภ์" เด็ดขาด คำนี้ใช้ได้หลายความหมาย
- ใช้เรียกประเภทของ หัวเรื่องที่มีอยู่เป็นประจำ..เขียนโดยนักเขียนประจำ ในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารายคาบต่างๆ เช่นคอลัมน์เหหะพาที / คอลัมน์หมายเหตุประเทศไทย / คอลัมน์ซอนสวนพลู เป็นต้น ดังนั้น..ผู้รับผิดชอบเขียนเป็นประจำในพื้นที่ของตนจึงเรียกทับศัพท์ไปว่า..คอลัมนิสต์..โดยจะใช้นามจริงหรือนามแฝงก็ได้
- ใช้เรียกจำนวนหรือขนาด การแบ่งพื้นที่พิมพ์ (ด้วยตาราง GRID) ในหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารหรือหนังสือเล่มทั่วไป
เช่น ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ แบ่งหน้าออกเป็น 3 คอลัมน์ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แบ่งหน้าออกเป็น 12 คอลัมน์ปกติ หรือ รวบเป็น 4 คอลัมน์ในแต่ละหน้า เมื่อแบ่งพื้นที่ซอยแถวออกเป็นคอลัมน์แล้ว..จะช่วยให้ผู้อ่าน ติดตามอ่านเนื้อหาได้สะดวก รวมไปถึงการเรียกขาน-ขนาดพื้นที่พิมพ์ด้วยครับ..โดยจะเรียกขนาดกว้างเป็นคอลัมน์ คูณด้วยส่วนสูงเป็นนิ้ว (inches)..โดยจะไม่ใช้หน่วยความสูงเป็นเมตริกเช่น ชิ้นโฆษณาขนาด 2 คอลัมน์ (Cl หรือ ค.ล.) x 3 นิ้ว, หรือภาพข่าว-ภาพประกอบขนาด 4 Cl x 5 นิ้ว เป็นต้น และหากเป็นพื้นที่โฆษณา เขาก็จะเอาความกว้างที่เป็นจำนวนคอลัมน์ คูณ กับ ความสูงเป็นนิ้ว ผลลัพท์ออกมาจะเรียกหน่วยเป็น "คอลัมน์นิ้ว" เช่น เราลงแจ้งความประกาศคนหาย กว้าง 3 คอลัมน์ x 4 นิ้ว..คำนวณแล้วได้ 12 คอลัมน์/นิ้ว (จะเรียกแบบนี้แทนการเรียกว่า-ตารางนิ้ว) ต่อมาก็เอามาคำนวณกับราคาค่าใช้จ่ายที่แต่ละสำนักพิมพ์ตั้งราคาไว้ เช่น มติชนคิดค่าโฆษณาคอลัมน์นิ้วละ 450 บาท / เราก็ต้องจ่ายค่าโฆษณาชิ้นที่มีพื้นที่ 12 คอลัมน์-นิ้วนั้นเป็นเงิน 450x12 เท่ากับ 5,400 ต่อการพิมพ์หนึ่งวันครับ.

ขอบคุณกับ..ความ..ที่ Raining Man บรรยายถึงผม
โดยธาตุแท้..ที่มีรากฐานมาจากรั้วชมพู-ฟ้า..น่ะแหละครับ..ทำให้ผมเป็นแบบนี้ ..เชื่อว่า-เด็กสวนฯ ทุกรุ่นทุกคน-คงเป็นแบบนี้เช่นกัน ตรงตามที่หลายๆ คนในสังคม รู้จัก..และมักบอกกล่าวเรียกพวกเราว่า..พวก "S.K.LISM" ขอบคุณ และ ดีใจ ไปพร้อมๆ กัน..กับการได้รู้จักตัวตนของ Raining Man ผู้เก่งกาจและหลากหลายความสามารถ..มากขึ้นในคราวนี้ ..หลังจากที่ผมเริ่มต้นเดินทาง-ท่องมาตามประโยคว่า.. "กุหลาบเปลี่ยนกระถาง ไม่จางสี"..ของ "ย่าเชี่ยน" ในห้องสนทนาของ Pantip เมื่อ 27 พค.47..แท้ๆเทียว จึงทำให้ผม "ได้" มากมายมหาศาล..แล้วยังมีโอกาสเจือจานไปยังเพื่อนร่วมรุ่น 84 อีกหลายๆ คนด้วยครับ..เราจะเดินหน้าต่อไปด้วยกัน ผมจะจัดตารางเวลาที่เหลือว่างในแต่ละวัน (ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว) เข้ามาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ..เชื่อมสายใยคนหลายๆ รุ่น เฉพาะอย่างยิ่ง OSK) อย่างที่บอกมาครับ โดยส่วนตัวผมก็มักจะ "บังเอิญ..เจอ.."..พี่-น้อง-เพื่อนฝูง เลือดชมพู-ฟ้า..แบบไม่คาดคิดมาก่อน ทั้งวันเวลา-ทั้งสถานที่บนโลกเบี้ยวใบนี้อยู่เสมอๆ คงจะได้ทะยอยเสวนากันต่อๆ ไปครับ และขอบคุณอีกด้วย..กับความรู้เรื่อง "นกน้อยฯ" และ "ฐานันดรสี่" ที่เพิ่มเติมมาให้ ส่วน ringtone เพลง "นกน้อยฯ" ที่ยกมานั้น..ผมเปิดฟังแล้ว แม่งๆ ..จึงไม่แน่ใจว่าเป็นเพลงเดียวกันหรือเปล่า..หรือว่า-มีชื่อเพลงซ้ำกัน

ที่ Raining Man เขียนมาใน Confirmation นั้น..

ส่งผลให้ต้องมาเพิ่มเติมเรื่องราวต่ออีกหน่อย..เพราะมีทั้งภาพและชื่อของ ตั๊ก วงศ์รัฐปัญญา OSK82 รวมอยู่ด้วย สำหรับท่านนี้-เป็นรุ่นพี่ที่สนิทสนมในสายน้ำหมึกมายาวนานทีเดียว-เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ไปคลุกคลีตีโมงอยู่ที่โรงพิมพ์ "ภาพพิมพ์" (เจ้าของชื่อ ธงชัย อินทุวิศาลกุล OSK84) ..ระยะหลังๆ มานี้ พี่ตั๊ก สุขภาพไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าไร ..ที่พบกันบ่อยก็เวลารุ่น 82 มีงานตีกอล์ฟเท่านั้น นอกจากนี้-ผมยังสนิทกับ "สนานจิต บางสะพาน" น้องของพี่ตั๊กอีกด้วย (สนานจิต-นักเขียนอิสระที่ผมตั้งฉายา-เตี้ย ป.ม.-ให้) แล้ว "เตี้ย-สนานจิต" ก็จับพลัดจับผลูไปเป็นเพื่อนสนิทกับ "พี่สมพล สังขะเวส" OSK79 ผ้ล่วงลับไปเมื่อสองปีที่ผ่านมานี้เอง ที่ต้องวกมาอย่างนี้ก็เพราะ ใน OSK79 ..ซึ่งนอกจากจะมี พี่วิทยากร เชียงกูล, พี่ปิยะพันธ์ จำปาสุต ซึ่งมีชื่อเสียงด้านงานประพันธ์แล้ว..ก็มี พี่สมพล นี่แหละที่โด่งดังในยุทธจักรนักเขียนอีกคนหนึ่ง สมัยเรียนมัธยมปลาย-พี่สมพล..สอบภาษาอังกฤษตกแล้วตกอีก..แต่ในที่สุด ก็กลายมาเป็นนักแปลผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของเมืองไทย-โดยมีผลงานพ็อคเก็ตบุ้คแปลเรื่องดังอยู่มากมาย ต่อมาหันไปประกอบวิชาชีพภาพยนตร์..เป็นผู้ช่วยผู้กำกับฯ ฝ่ายไทยให้แก่หนังฮอลลีวู้ดหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ Deer Hunters,Good morning Vietnam, Air America, OO7-Tomorrow Never Die เป็นต้น พี่สมพลมีอัธยาศัยน่ารัก เป็นคนสนุกสนานเฮฮา..เมื่อเรียนจบสวนฯ ก็จับพลัดจับผลูไปเป็นโรบินฮู้ดอยู่ที่สหรัฐฯ..ลุยแหลกแถวแอล.เอ.และซานฟรานฯ..เป็นเพื่อนซี้กับ OSK พี่พิศักดิ์ จักกะพาก-อดีตนายกสมาคมไทยแคลิฟอร์เนียเหนือ ซึ่งปัจจุบันเป็นนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงมากมายอยู่ที่นั่น (ตอนงานเผาศพพี่สมพล-ท่านบินด่วนมาร่วมงานโดยเฉพาะ) และก็แปลกอีกเหมือนกัน พี่สมพล-ยังสนิทสนมกับนักแปลชื่อดังอีกคนหนึ่งชื่อ "ธนิต ธรรมสุคติ" (OSK จบปี 2503)คนที่ผมเคยเขียนนำไว้ว่า-เป็นผู้ที่ขอให้ผมรวบรวมรายชื่อ OSK ที่ทำงานสื่อมวลชนให้ที..และก็ได้นำมาเสนอตรงนี้-จนต่อเนื่องมาถึงเดี๋ยวนี้แหละ พี่ธนิต-พี่สมพล และ พี่เล็ก-ชาลี OSK80 (น้องชายของพี่สมพล) เคยร่วมกันตั้งสำนักพิมพ์รู้สึกว่าจะชื่อ "สามเกลอ" เมื่อครั้งที่ตลาดพ็อคเก็ตบุ้คในเมืองไทยกำลังเฟื่องฟูเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว..สำนักพิมพ์ตั้งอยู่ตรงหน้าโรงพักนางเลิ้ง (จำได้ว่า-พอพวกพี่ๆ เขาเลิกกิจการ..ที่ตรงนี้ก็กลายร้างเป็นแหล่งรวมหนังสือลามกอนาจารไปซะนี่..เล่นเอาผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าพี่ๆ เขามีเอี่ยวซะด้วย) ต่อมาจึงแยกย้ายกันไป..พี่ธนิต ไปปักหลักอยู่ บ.สุรามหาราษฎร์-จนก้าวสู่ผู้บริหารระดับสูงในเวลานี้ และรู้จักมักคุ้นกันดีในภาพ "เบียร์ช้าง" ส่วนพี่สมพล กับพี่ชาลี..มุ่งสู่โลกเซลลูรอยด์ ดังกล่าว..จนพี่สมพลถึงแก่กรรมไปแล้ว..ส่วนพี่ชาลี-คิดว่ายังคงอยู่ในแวดวงเดิม

ที่แปลกซ้ำสองคือ..สมัยพี่สมพล เรียนอยู่มัธยม 4 (ปีการศึกษา 2503) ปรากฎว่า-พี่ธนิต กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยม 8 (ชั้นสูงสุด-ปีสุดท้ายของหลักสูตร) แล้ว เพราะจากบันทึกของ พี่ณัฐพล (สถาพร) บุญมาก OSK79-รุ่นเดียวกับพี่สมพล (ต่อเนื่องจากครั้งก่อน)..ตอนหนึ่งบันทึกเมื่อปี 2503 เอาไว้ว่า..ผมเข้าเรียนสมัยอาจารย์ใหญ่ชื่อ อ.จ.ถวิล สุริยนต์ เป็นข้าราชการชั้นเอก..เวลานั้นนักเรียนสวมเสื้อขาว กางเกงสีกากี เวลาเช้าเข้าแถวหน้าเสาธง ใช้ดนตรีบรรเลงเพลงชาติ นักเรียนไม่ต้องร้องเพลง มีอาจารย์พลศึกษาคือ อ.จ.ผล ใจสว่าง เป่านกหวีดปรี๊ดตะโกน.. "เคารพธงชาติ ทั้งหมด-ตรง" ช่วงแรกมีอาจารย์คอยนำสวดมนต์บนตึกยาว มีเครื่องขยายเสียง-นักเรียนสวดตาม อาจารย์ชวน อังศุละโยธิน เป็นคนธรรมะธรรมโม อายุราว 50 ปีเศษ ท่านสวดลากเสียงยาว "นะ มะ สา อา อา อา..มิ" เพื่อนที่ยืนข้างผมชื่อ เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ (พล.ต.-รอง ผอ.ททบ.5) ขำจนหัวเราะตัวงอทุกครั้ง จน อ.จ.ชวลักษณ์ คงสมจิตร (อาจารย์ประจำชั้น) ต้องหยิกแขนบ่อยๆ คอยเตือนว่า "พ่อเลิศฤทธิ์" อ.จ.ชวนท่านอายุยืนมากถึง 92 ปี เพิ่งถึงแก่กรรมและพระราชทานเพลิงเมื่อ 20 มิย.2540 ที่วัดประยูรวงศาวาส ต่อมา-ท่านฝึกหัวหน้านักเรียน ชั้นมัธยม 8 เป็นผู้นำสวดมนตร์ จำได้ว่าชื่อ "ธนิต ธรรมสุคติ" (ขณะนี้ทราบว่าเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์เบียร์ยี่ห้อหนึ่ง) นำสวดแทน จนพี่ธนิตเรียนจบก็เปลี่ยนผู้นำสวดเป็นคนอื่นต่อ...ฯลฯ

จากบันทึกนี้..จึงได้พบเรื่องบังเอิญหลายๆ อย่าง..ที่ต่อเนื่องสายใยชมพู-ฟ้า..โยงไปโยงมาได้เป็นอย่างดี..และอีกส่วนหนึ่งในบันทึกของ พี่ณฐพล-ก็ไม่ลืมที่จะกล่าวถึง-ความปลิ้มปิติของพวกเรา-ชาวสวนกุหลาบ-ที่ทุกคนซึมซาบกันดี..จาก.. พระราชดำรัส “สวนกุหลาบต้องไว้ลาย”

มีเรื่องซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวสวนกุหลาบทุกคนคือ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ปี 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสนพระทัยการประดิษฐ์พานดอกไม้ จึงตรัสถามนักเรียนสวนกุหลาบคนหนึ่งที่กำลังตกแต่งพานว่า “ครูสอนหรือ?”นักเรียนผู้นั้นไม่คาดคิดว่าจะรับสั่งด้วย จึงตอบด้วยความตกใจว่า “ครับ” พระองค์ท่านจึงมีพระราชดำรัสว่า.. “สวนกุหลาบต้องไว้ลาย” ทำให้ชาวสวนกุหลาบปลาบปลื้มใจในพระราชดำรัสยิ่งนัก สำนวนที่พระองค์ท่านทรงใช้คำว่า “สวนกุหลาบต้องไว้ลาย” น่าจะมาจากครั้งที่พระองค์ท่านเคยเสด็จทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลระหว่างโรงเรียนสวนกุหลาบ กับโรงเรียนปานะพันธุ์ โดยครั้งนั้น พวกเราร้องเพลงเชียร์ว่า.. “สวนกุหลาบ-สู้สู้..สวนกุหลาบ-สู้ตาย..สวนกุหลาบ-ไว้ลาย..สวนกุหลาบ-สู้สู้” พระองค์คงสนพระทัยและทรงจำได้ จึงมีพระราชดำรัสเช่นนี้กับนักเรียนสวนกุหลาบนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นต่อชาวสวนกุหลาบทุกคน และน้อมรับพระราชกระแสใส่เกล้าใส่กระหม่อม..นับแต่นั้นมาจนบัดนี้นานเกือบ 40 ปีแล้ว

จากบันทึกนี้..นอกจากพระราชดำรัสดังกล่าวเป็นจุดใหญ่แล้ว..ยังมีจุดสังเกตเล็กๆ ตรงตามที่ผมเคยรายงานไว้ครั้งหนึ่งว่า..สวนกุหลาบ เคยแข่งฟุตบอลกับ ร.ร.ปานะพันธุ์ (ตั้งอยู่ที่ปากทางถนนลาดพร้าว-และเลิกกิจการไปแล้ว) ในปี 2507 และ ล้นเกล้าฯ เสด็จทอดพระเนตร อีกด้วย จริงๆ แล้ว..ตรงนี้มิได้เป็นเพียงบุคคลที่เกี่ยวกับแวดวงนักนิเทศฯ..อย่างที่ อ.จ.ป๋อง ตั้งข้อสังเกตนะครับ..เพราะเริ่มต้นนั้น ตั้งชื่อกระทู้ไว้ว่า แวดวงพี่ๆ น้องๆ ชาวสวนกุหลาบ ที่จริง-เจตนาเดิม ก็จะพูดคุยกันถึงพี่-น้อง OSK รุ่นต่างๆ อยู่แล้ว..เผอิญตลอดเวลาที่ผ่านมา..การโต้-ตอบกลับเรื่อยเฉื่อย..เน้นไปทางแวดวงสื่อมวลชนมากไปหน่อย..แต่ก็เป็นสื่อมวลชนที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอของเลือดชมพู-ฟ้าอยู่มากกว่า..และกำลังจะกลับไปสู่เป้าหมายเดิมแล้วละ..

จึงขอวกมาที่ ดร.สุริยา ทัศนียานนท์ หนึ่งในยี่สิบปริญญาเอกของ OSK84 ..ท่านเป็นปริญญาเอกคนแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย..จากหลักสูตร...?? (ขอให้เจ้าตัวช่วยเฉลย-ที่ถูกต้องให้ด้วย..ผมเกรงว่าจะผิดพลาด) สมัยโน้น..เด็กนักเรียนเก่งๆ จะมุ่งเรียนแพทย์และวิศวะ กันมากเด็กสวนกุหลาบแต่ละรุ่น..จะสอบเอนทรานซ์ติดสองคณะยอดนิยมนี้เป็นจำนวนมาก อย่างเช่น OSK84 เรียนแพทย์ทั้งหมด 36 คน (เท่ากับจำนวนนักเรียนหนึ่งห้องในสมัยนั้น) และเรียนวิศวะอีกไม่ต่ำกว่า 60 คน (เกือบสองห้องเรียน) สำหรับ OSK ที่เรียนวิศวะ ทว่าทิศทางเบี่ยงเบนไปก่อนเพื่อน (อาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์ไกล) ได้แก่ ..ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม สอบติดวิศวะ จุฬาฯ ..เข้าไปเรียนได้แหมบเดียว-เปลี่ยนใจไปสอบชิงทุนแบงค์ชาติ ไปร่ำเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ จนจบปริญญาเอกซะนี่ ใกล้เคียงกับเพื่อนร่วมรุ่นอีกท่านหนึ่งคือ ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม ..แต่คนนี้เรียนวิศวะจนจบหลักสูตรที่ จุฬาฯ ..ทว่าไปต่อยอดจนได้คำนำหน้า-ดร. ในสาขาเศรษฐศาสตร์ สองท่านนี้-เวลาเจอะเจอและเสวนากัน..เพื่อนฝูงจะนั่งฟังอย่างสนุกสนาน-เพราะทั้งสองถือตำราคนละทวีป ..เที่ยวนี้-กลับมาว่าถึงเรื่องพี่ๆ น้องๆ แล้วครับ..แต่-แฮ่ !! หากินใกล้ตัวไปหน่อย..ไม่ว่ากันนะครับ ว่างเว้นจากกระทู้นี้ไปร่วมเดือน..เผอิญมีโอกาสได้คัดลอกบันทึกของ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ที่เขียนถึงเพื่อนๆ คนดังรุ่น OSK83 ในหนังสือที่ระลึกงาน กตเวทิตา สามัคคี สก.0711 เมื่อ 5 มิ.ย.47 ..จึงนำมาฝากกันไว้ตรงนี้ โดยตัดตอนเฉพาะที่กล่าวถึงเพื่อนๆผนวกข้อคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆครับ ชีวิตที่สวนกุหลาบ

ผมเข้าเรียนสวนกหุลาบโดยบังเอิญ เพราะวัยเด็ก ผมอยู่ในแวดวงชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่เคยมีใครคิดฝันจะส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยดีๆ ของประเทศ ตอนจบ ป.7 ผมจึงเกือบจะไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ควรจะไปสมัครเรียนที่ไหน มาตัดสินใจเลือกสวนกุหลาบ เพราะฟังจากเพื่อนฝูง และพ่อแม่มั่นใจว่าจะสอบเข้าได้ ชีวิตวัยเด็ก เป็นวัยที่เปิดกว้างและเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต มิตรภาพของคนเราเกิดในช่วงนี้มาก ผมสังเกตว่า ในช่วงแก่ตัวลง คนเรามักคบเพื่อนน้อยลง เพราะยุ่งอยู่กับภารกิจหรืองานอาชีพ เฟื่อนฝูงมักเกี่ยวข้องกับแวดวงอาชีพหรือธุรกิจของตัวเอง..ตอนแก่ คนเรามักจะเครียด โกรธง่าย เสียเพื่อนง่าย ทั้งๆ ที่รักกันมานานกลับโกรธกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง และมักจะหยิ่งเกินกว่าที่จะให้อภัยซึ่งกันและกัน หรือเพียงแต่ยกโทรศัพท์หากัน ปัญหาก็จะคลี่คลายลงไปได้ ชีวิตส่วนที่ผมประทับใจมากที่สุด จึงเป็นวัยเด็กที่เราปล่อยให้สิ่งที่ดีงาม น้ำใจ ความห่วงใย อารมณ์ขัน มาเกิดในช่วงนี้

ชีวิตที่สวนกุหลาบ ผมได้รับสิ่งนี้มากที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตสนุกที่สุดคือ ช่วงเตะฟุตบอลพลาสติกกับเพื่อนๆ เพื่อนที่อยู่ทีมพวกเรียนเก่งหน่อยและที่ฝีเท้าดีกว่าเพื่อน ก็มี (ไอ้) คุณสุวิทย์ เหรียญรุ่งเรือง, ชูชาติ (กั๊ก) ตันอังสนากุล, เอกรัฐ (ป๋อง), หมอราเมศวร์ วัชรสินธุ์ ..แต่ที่ลงเตะแล้วจะสร้างความขบขันให้กับเพื่อนมาก ก็มี หมอภิญโญ ชยสิริโสภณ, สมบูรณ์ ชินสวนานนท์, หมอสุชาติ (แช) ไชยเมืองราช, หมอพนัส เฉลิมแสนยากร, หมอจรูญ เจตศรีสุภาพ ..ที่ขบขันที่สุดจะเป็นเวลา ดร.สมศีล ญานวังศะ (ราชบัณฑิต) ลงเตะด้วย ...ส่วนทีมที่เล่นเก่งกว่าพวกเรา คือพวกอยู่ห้อง ฉ.ช. ที่จำได้ก็มี (ไอ้) คุณแบน-ธีรพล นิยม, คุณปรี-ปรียพันธ์ โกศล, คุณผู้กำกับฯ มานิตย์-วีรวิทย์ จันทร์จำเริญ, คุณเหล่-นายอำเภอ สุพจน์ หอมชื่น ฯลฯ ในฐานะเป็นเด็กเรียนดีที่ชอบเตะบอล จึงเป็นที่รู้จักกันดีกับพวกนักเตะรุ่นพี่ที่เป็นนักเตะอาชีพจริงๆ ผมจำได้ว่าคุ้นเคยกับรุ่นพี่อย่าง เกรียงศักดิ์ (ตา) นุกูลสมปรารถนา, อ้อง ตันตินิพันธกุล, ธวัชชัย สัจจกุล แม้จบไปแล้วก็ยังมาร่วมแจมด้วยบ่อยๆสมัยอยู่สวนกุหลาบ เป็นช่วงที่มีโอกาสผจญภัยทางปัญญาในด้านวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ที่สุด เพราะสวนกุหลาบปีประเพณีส่งเสริมนักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์ต่างๆ เข้าแข่งขันในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ..รวมทั้งการสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ ซึ่งพวกเรียนเก่งของรุ่นได้ช่วยกันแข่งขัน จนได้ถ้วยมาเต็มตู้ในห้องกลางของตึกยาว โดยส่วนตัว เพื่อนสนิทคนหนึ่งคือ หมอภิญโญ ชยสิริโสภณ ที่ช่วยกันค้นคว้า เข้าไปในคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ชั้นสูง ตั้งแต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ จนถึง ควอนตัมฟิสิกส์ และได้มีโอกาสไปพบปะนักวิทยาศาสตร์อย่าง ดร.ระวี ภาวิไล, ดร.สิปนนท์ เกตุทัตนับเป็นความสุขของคนที่ชอบวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ..เดี๋ยวนี้ผมเองก็ยังตามอ่านหนังสือพวกนี้อยู่

สวนกุหลาบ มีวัฒนธรรมการบ่มเพาะให้นักเรียนได้ทำกิจกรรม ได้ฝึกความคิดริเริ่ม ความรับผิดชอบ การติดต่อประสานงานภายใน-ภายนอกโรงเรียน (สตรีวิทยา, ราชินี, สตรีมหาพฤฒาราม, ศึกษานารี ฯลฯ) นักเรียนที่ทำกิจกรรม ได้รับความเกรงใจจากครูอาจารย์ แทนที่จะถูกดุว่าไม่ค่อยเข้าเรียน ..สังเกตว่า นี่เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ที่สวนกุหลาบให้กับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันหลายคน เพื่อนสวนกุหลาบที่พยายามทำอะไรดีๆ ให้สังคม ทั้งในสาขาอาชีพของตน หรือที่ขยันทำเป็นพิเศษอย่างน่านับถือมีอยู่จำนวนหนึ่งเป็นโชคดีที่เพื่อนกลุ่มนี้ และในวงกว้างๆ ยังพบปะกันเป็นประจำ น้ำใจที่บ่มเพาะตั้งแต่สมัยนั้น ยังมีคุณค่าทางจิตใจและการเอื้ออาทรต่อกัน ..นี่อาจเป็นบทเรียนที่ดีที่นักเรียนสวนกุหลาบรุ่นน้องๆ ควรจะได้ศึกษาครุ่นคิดดู อจ.ธีรุยทธ ยังได้กล่าวถึงครู-อาจารย์คนดังหลายๆ ท่าน ในบันทึกชิ้นนี้อีกด้วย'สำหรับ "นที ปิติวรรณ" นั้น ..ผมทราบเรื่องความเก่งกาจของเขาเป็นอย่างดี เพราะช่วงที่เข้ามาเรียนชั้นปีหนึ่ง-เทอมต้นนั้น เขาเป็น advisee อยู่ในความดูแลของผมพอดี แต่ผมไม่ได้บอกเขาว่า-ผมจบสวนกุหลาบ และมี I.D. อย่างไรบ้าง เพียงแต่แอบชื่นชมนิยมความเก่งกาจของเขา.. ตอนที่มหาวิทยาลัย แจ้งว่า-ให้ตามตัวเขามาดำเนินการลาออกอย่างเป็นทางการ เพื่อเดินทางไปศึกษาต่อนั้น ผมจึงได้กล่าวชมเชยและแสดงความยินดีแก่เขาครับ แล้วก็วกกลับมาถึงเรื่องที่ย้อนเข้ามาที่กระดานนี้อีกครั้ง เพราะจะนำเอาเรื่องราวของ osk คนเก่งระดับประเทศ ที่เสนอไว้ให้อ่านในที่นี้..มาเพิ่มเติมต่อเนื่องอีก ไปเจอะเจอในคอลัมน์ "พายัพ วนาสุวรรณ ..ตอบคำถาม" ใน "ผู้จัดการ-ออนไลน์" จึงรวบรวมมาให้อ่านกันที่ตรงนี้ และยังมีเรื่องของ OSK คนดังอื่นๆ (อาทิ คุณวีระ ธีรภัทร เป็นต้น) อยู่ในคอลัมน์ดังกล่าวอีก ..หากสนใจก็เข้าไปดูกันได้ แต่ตอนนี้ อ่านเรื่องของ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ..กันพลางๆ ก่อน

อจ.ธีรยุทธ บุญมี คนดัง

คำถาม
อยากทราบประวัติอจ.ธีรยุทธ บุญมี (นสพ.บางฉบับก็ใส่ดร.ให้) เคยฟังอจ.ที่สอนวิชาประวัติการเมืองไทยบรรยายที่หาวิทยาลัย บรรยายว่าอจ.ธีรยุทธ เคยไปศึกษาระดับดุษฎีที่ฮอลแลนด์แต่เรียนไม่จบจริงรึเปล่าครับ ถ้าจริงเพราะเหตุใดครับ ไปเรียนสาขาใด ทุนของใครครับอจ.ธีรยุทธ บุญมีสนิทสนมกับสื่อมวลชนสายใดเป็นพิเศษครับนอกจากสอนหนังสือมีการทำธุรกิจ กิจการอื่นใดรึเปล่าครับสนิทสนมกับนายอานันท์รึไม่ครับ ถ้าใช่เพราะเหตุใด (ชัย 20 ม.ค.46)


คำตอบ
ธีรยุทธ บุญมีเป็นอดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย รุ่นปี 2515 มีบทบาทโด่งดังขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์รายวันตั้งแต่xu 2515 ครั้งรณรงค์ต่อต้าน "ภัยเหลือง" ต่อต้านการใช้สินค้าญี่ปุ่น เรียกร้องให้ใช้สินค้าไทย โดยใช้ "ผ้าดิบ" เป็นสัญลักษณ์ จากนั้นมาเป็น 1 ใน 100 ผู้ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และเป็น 1 ใน 13 คนที่ถูกจับกุมในข้อหากบฏภายในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2516 อันเป็นมูลเหตุสำคัญของการก่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก่อนหน้านั้นก็โด่งดังจากความนักเรียนเก่งของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สอบได้ที่ 1 ของประเทศไทยระดับมัธยมปลายสายวิทยาศาสตร์ในปีการศึกษา 2511 ก่อนที่จะสอบเข้าเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบออกมาเข้าทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัทศรีอู่ทองอยู่พักหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ประสานงานกลุ่มประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ปช.ปช.) กับเป็นที่ปรึกษาพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยด้วย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ตัดสินใจเข้าป่า ใช้ชีวิตแถวภูสูง จังหวัดน่าน นานถึง 4 ปีครึ่ง ในตำแหน่งเลขานุการคณะกรรมการประสานงานผู้รักชาติรักประชาธิปไตยออกจากป่าไปศึกษาค้นคว้าต่อยังประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยตัดสินใจเลือกที่จะทำงานวิจัยช่วงสั้น ๆ เพียง 2-3 ปี มากกว่าที่จะเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก เพราะที่นั่นต้องใช้เวลานาน 6-7 ปี เขาเลือกทำงานเป็นนักวิจัยสถาบันสังคมของกรุงเฮก (INSTITUTE OF SOCIAL STUDY THE HAGUIE) และทำงานวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย BETLFELD ของเยอรมนีด้วยสุดท้ายได้เป็น Ph.D CANDIDATE ทางสังคมมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยไนเมเกน เนเธอร์แลนด์ช่วงที่อยู่ในยุโรปนี้เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาและเรื่องของเมืองไทยมากที่สุด กลับมาเมืองไทยปี 2528 กลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง ในลักษณะ “นักคิด” ไม่ใช่ "นักเคลื่อนไหว" เช่นในอดีต ใช้ความรู้ในเชิงทฤษฎีเข้ามาประยุกต์กับประสบการณ์ของนักปฏิบัติ ด้วยการทำการศึกษาวิจัยสังคมไทย ออกมาในรูปของบทความวิชาการและสำรวจประชามติในหัวข้อต่าง ๆ เช่นหัวข้อในเรื่อง "ประชามติต่อตัวนายกรัฐมนตรีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" หรือ "ประชามติต่อบทบาทใหม่ของทหาร" ในช่วงปี 2530 ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทำให้เกิดคำว่า “ธีรยุทธโพล” อันเป็นเสมือนปรอทวัดอุณหภูมิที่ประชาชนมีต่อการเมืองในแต่ละช่วงเวลา หลังจากนั้นก็มีงานวิเคราะห์วิจารณ์ที่ออกมาในรูปบทความ งานเขียน และมักมีผู้นำไปขยายต่อสู่วงกว้างเสมอ ๆ ช่วงปี 2541 เสนอแนวคิด "ปฏิรูปธรรมรัฐ" ว่าคือ "ปฏิรูปการเมืองขั้นที่ 2" โดยเชิญคุณอานันท์ ปันยารชุนมาร่วมอภิปราย เสวนาด้วยหลายครั้ง คุณอานันท์ ปันยารชุนเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และเป็นปัญญาชนคนหนึ่ง โอกาสที่จะสนิทสนมกับธีรยุทธ บุญมีและเพื่อนพ้องที่ถือเป็นปัญญาชนที่มีบทบาททางสังคม ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ธีรยุทธ บุญมีและเพื่อนพ้องได้เข้าไปหารือกรณีพื้นที่สร้างอนุสรณ์สถานวีรชน 14 ตุลาคม 2516 ที่ติดขัดอยู่ และได้รับความช่วยเหลือในระดับหนึ่ง เมื่อคุณอานันท์ ปันยารชุนมีปัญหาต้องตกเป็นจำเลยต่อศาลยุติธรรมในปี 2537 กรณีใช้อำนาจบริหารตัดสินใจกรณีวิกฤตตุลาการ เมื่อปี 2535 ประสาร มฤคพิทักษ์และเพื่อน ๆ ที่รู้จักคุ้นเคยกับธีรยุทธ บุญมี ก็เป็นแกนสำคัญในกลุ่มเพื่อนอานันท์ (FOA : Friends of Anand) ก็เลยมีความสนิทสนมต่อเนื่องกันมา

คำถาม
อยากทราบแนวคิดและตัวตนของคุณธีรยุทธ บุญมี ตามที่คุณพายับทราบ (โสภณ 12 พ.ค.46)

คำตอบ
ธีรยุทธ บุญมี ..วันนี้อายุ 53 ปีเต็มแล้ว (ตอบเมื่อปี 2546) เกิดเมื่อวันอังคารที่ 10 มกราคม 2493 มีพี่น้องรวม 5 คน เป็นชาย 4 หญิง 1 เป็นลูกคนที่ 3 แต่พี่สาวเสียชีวิต จึงเหลือเพียง 4 พี่น้องชายล้วนเกิดในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน คุณพ่อเป็นทหารชั้นผู้น้อย ยศแค่จ่าสิบเอก ชื่อ “ฉิม” ส่วนคุณแม่เป็นแม่ค้าขายขนมอยู่ในตลาดราชวัตร ชื่อ “สมจิตร” สมัยเด็ก ๆ จึงมักต้องไปช่วยแม่วิ่งขายขนมต่าง ๆ ทั้งขนมใส่ไส้ ข้าวต้มมัด กล้วยปิ้ง ฯลฯ ในตลาดราชวัตรอยู่เป็นประจำในช่วงเย็น ๆ หลังเลิกเรียน เขาเคยเล่าถึงความคิดที่ฝังอยู่ในหัวสมองเขาตั้งแต่เยาว์วัยว่า "อาจเป็นเพราะเรายากจน ชีวิตเราก็ทุกข์ยากพออยู่แล้ว ผมจึงไม่ชอบความไม่ยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆแล้ว"เรียนหนังสือเก่งมาก เขาจึงได้ สอบผ่านชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสตรีเนติศึกษา ย่านราชวัตร ด้วยผลการเรียนเป็นที่ 1 ก่อนจะไปเรียนต่อในชั้นม.ศ.1 - 5 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และจบออกมาด้วยคะแนนสอบได้เป็นที่ 1 ของประเทศไทยสายวิทยาศาสตร์เมื่อปี 2511 พื้นฐานนอกจากจะเป็นคนสนใจคณิตศาสตร์อย่างยิ่งแล้ว ยังชอบวาดรูปอีกต่างหาก "ตอนเด็ก ๆ ผมวาดรูปเก่ง และก็ยังเก่งวิชาคำนวณ เก่งคณิตศาสตร์ ผมอ่านหนังสือของไอน์สไตน์ ทำโจทย์คำนวณตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นม.ศ. 2 ตอนนั้น..ผมก็ฝันอยากจะเป็นนักฟิสิกส์อย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์"และนี่เองที่เป็นเส้นทางที่ทำให้เขาได้พบกับนักคิดคนสำคัญ เช่น ศ.ระวี ภาวิไล ว่ากันว่าอาจารย์ระวี ภาวิไลถึงกับ “ขอดูตัว” เลยทีเดียว หลังจากนั้นธีรยุทธได้เข้าเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2512 ที่ถือเป็น “ยุคแสวงหา” ของเหล่านักศึกษาปัญญาชน แต่ขณะนั้นในหมู่กลุ่มนักศึกษาก้าวหน้า หรือที่เรียกว่า “ฝ่ายซ้าย” ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกลุ่มที่ชื่อ “โซตัสใหม่” ที่มี ธเนศ เจริญเมือง และพิรุณ ฉัตรวานิชกุล เป็นแกนนำนั้น ไม่ปรากฏว่าเขาเข้าร่วมกิจกรรมแต่ประการใด บทบาทธีรยุทธ บุญมีกลับไปเด่นที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่วางรากฐานก่อตั้งมาตั้งแต่เป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษาอาสาสมัครสังเกตการณ์เลือกตั้งในปี 2511 เขาเข้ามาเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยในปี 2515 ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือการเป็นผู้นำในการรณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นสนับสนุนการใช้สินค้าไทย โดยเฉพาะผ้าดิบ ในเดือนพฤศจิกายน 2515 นำมาสู่การเพิ่มบทบาทของขบวนการนักศึกษาในการเมืองไทยขึ้นมาอีกยุคหนึ่งภายหลังจากหายไปเมื่อมีการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในปี 2500 เขามีบทบาทนำอีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2516 ที่มีการชุมนุมข้ามคืนที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยคัดค้านการที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงลบชื่อนักศึกษาออก 9 คน เพราะไปเขียนข้อความล้อเลียนจอมพลถนอม กิตติขจรที่ต่ออายุราชการ จากนั้นก็เป็นบทบาทในการร่วมจัดตั้งกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และออกเดินรณรงค์แจกเอกสารเรียกร้องรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ตุลาคม 2516 โดยรวมพลที่อนุสาวรีย์ทหารอาสา จนกระทั่งถูกจับกุม และเหตุการณ์พัฒนามาจนเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516ดังที่รับทราบกัน หลังเหตุการณ์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ร่วมกับเพื่อน ๆ จัดตั้งกลุ่มอิสระชื่อ “ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หรือ “ปช.ปช.” บทบาทของกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดคือการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีเจ้าหน้าที่เข้าเผาหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ที่รู้จักกันกรณีบ้านนาทรายว่ากันว่า ภายหลังจากการเคลื่อนไหวครั้งนั้นทำให้ภาพของธีรยุทธ บุญมีมีความเป็น “ซ้าย” มากขึ้นกว่าเดิม และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาต้องเข้าป่า ร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในฐานะ “แนวร่วม” คนสำคัญ เขาเข้าป่าพร้อมกับภรรยา ไปทางภาคเหนือ ผ่านไปทางจังหวัดน่าน ข้ามไปสปป.ลาว ไปอยู่ที่สำนัก A 30 อยู่ในเขตลาวค่อนไปทางจีน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการกรรมการแนวร่วมรักชาติรักประชาธิปไตย ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น 3 ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่แถบภาคอีสาน แถวเทือกเขาภูพาน กลับเข้าเมืองอีกครั้งในปี 2524 เพราะมีปัญหาโรคมาเลเรียเรื้อรัง นอนโรงพยาบาลรักษาตัวอยู่พักใหญ่ จากนั้นตัดสินใจเหินฟ้าพร้อมครอบครัวไปทำงานวิจัยอิสระที่มหาวิทยาลัยไมเนเก้น กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อมศึกษาค้นคว้างานด้านปรัชญาอยู่ที่นั่น 3 ปี ก่อนจะย้ายไปที่ประเทศเยอรมนีในปี 2527 ทำงานวิจัยอยู่ที่ศูนย์ศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัยบีเลฟิลด์ เมืองบีเลฟิลด์ อีก 1 ปี แล้วจึงบินกลับมาไทยแลนด์แดนมาตุภูมิเมื่อปี 2528 กลับมาเริ่มงานที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บทบาที่โดดเด่นที่สุดในช่วงนั้นคือการทำแบบสำรวจความคิดเห็นที่เรียกกันว่า “ธีรยุทธโพลล์” ออกมาปีละครั้ง ด้วยความสามารถในการประเมินสถานการณ์ได้เฉียบคมและมีศิลปะในการนำเสนอ เมื่อประกอบกับพื้นฐานชื่อเสียงส่วนตัวในอดีต ว่ากันว่าทุกโพลล์ที่ประกาศออกมาสร้างความหนักใจให้แก่ผู้บริหารในยุคนั้นเป็นอันมาก ถึงขนาดบางคนวิเคราะห์ว่า “ธีรยุทธโพลล์” เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกระแส “เบื่อป๋า-เซ็งเปรม” ที่เริ่มก่อตัวขึ้น หลังจากนั้น ข้ามฟากมาเป็น “อาจารย์ประจำ” ที่แผนกวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อมีตำแหน่งว่างและเขาเข้ามาสมัครตามปกติ บทบาทในการเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์สังคมที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งยังคงตามติดมาด้วย ว่ากันว่า ธีรยุทธ บุญมีเป็นนักวิชาการเพียงไม่กี่คนที่สามารถเรียกนักข่าวมาฟังแถลงกรณ์ของตนเอง และสามารถขึ้นหน้า 1 ได้ทุกฉบับ ถ้าจะพูดด้วยความเป็นธรรม บทบาทในการวิจารณ์-ชี้แนะของเขามีมาอย่างคงเส้นคงวา ไม่มีเว้นวรรครัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง ไม่ใช่เพิ่งมาวิจารณ์-ชี้แนะในยุคนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ถ้ายอมรับ “ความเป็นธีรยุทธ บุญมี” ที่มีเอกลักษณ์ไม่แพ้ “ความเป็น ส. ศิวรักษ์” ก็ไม่น่าจะต้องตื่นเต้นอะไรมากนัก หากจะโต้แย้งก็ควรทำให้พอเหมาะพอสม มิเช่นนั้นจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ! แต่อย่างครั้งล่าสุดนี่ ถ้ามีแค่สุรนันท์ เวชชาชีวะที่ออกมาโต้ว่าเป็นการมองจากมุมของ Romanticism ไม่ใช่ Post-Modernism อย่างที่ธีรยุทธ บุญมีทุ่มเทศึกษาจนออกหนังสือใหม่มาได้ 4 เล่มเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็น่าจะสมน้ำสมเนื้อกันดีและเป็นการจุดประกายทางปัญญาในการอภิปรายแลกเปลี่ยนทางสังคมอีกต่างหาก ! เพราะนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรก็ไม่ได้ออกมาพูดถึงแต่ประการใด ปัญหาก็คือบรรดานักการเมืองของพรรคไทยรักไทยที่ออกมารุมวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้มีการประสานงานกันนี่แหละ “ชื่อ-ชั้น” ที่ “ไม่ถึง” เมื่อเปรียบเทียบกับธีรยุทธ บุญมี กลับยิ่งไป “ยกชั้น” งานวิพากษ์วิจารณ์ของเขาให้ “สูงขึ้น” โดยไม่จำเป็นหนหน้า

– นึกถึงคำพังเพยที่ว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ไว้บ้างก็ดี


นพ 84