เที่ยววัด กราบพระ ก่อนลากลับ
18 มกราคม 2552
เราจะไปดูตัวเองที่วัดโพธิ์
วัดอลังการที่สุดในโลก
เราคือใคร
นับจากตั้งชาติไทย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ชีวิตความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ จริตกิริยา ความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ยังอยู่ครบสมบูรณ์ แต่ทันทีที่เราเปิดประเทศอ้าซ่า เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมก็ปั่นป่วน ไทยกลายเป็นฝรั่งในพริบตา ไม่เหลือรากเหง้าความเป็นไทยให้เห็นอีกเลย
ยังดี เรามีวัดเป็นศูนย์รวมวัตถุธรรม ซึ่งยึดถือขนบธรรมเนียมเคร่งครัด จึงรักษาร่องรอยนิสัยใจคอความเป็นไทยไว้ได้ หากเราอยากรู้จักตัวเอง อยากรู้จักกำพืดของเรา และอยากรู้จักความเป็นไทย ต้องไปดูจริตกิริยาของปู่ย่าตายาย ที่ทิ้งไว้ให้เห็นตามวัดต่างๆ
ทันทีที่เราเปิดประเทศอ้าซ่า เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมก็ปั่นป่วน ไทยกลายเป็นฝรั่งในพริบตา วัฒนธรรมไทย 800 ปี สูญสิ้น
กว่าจะเกิดเป็นโลก
เมื่อ 15,000 ล้านปีก่อน ทุกอย่างว่างเปล่า นึกออกไหม ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ไม่มีอะไรเลย อยู่ๆ ก็เกิดระเบิดมหากัมปนาท เกิดเป็นเอกภพไพศาลสุดประมาณ เกิดเวลา เกิดดาราจักรยุ่บยั่บ
ผ่านไปหนึ่งหมื่นล้านปี จึงเกิดดวงอาทิตย์ เกิดสุริยะจักรวาล ดวงอาทิตย์ที่เราเห็นจึงมีอายุแก่กว่าปู่เย็น ห้าพันล้านปี
4,550 ล้านปีก่อน โลกเป็นลูกไฟที่กระเด็นหลุดออกมาจากดวงอาทิตย์
กว่าจะเกิดเป็นชีวิต
3,800 ล้านปีก่อน ไฟเริ่มดับ โลกเป็นก้อนหินควันกรุ่น ภูเขาไฟระเบิดตูมตามทุกวัน เกิดก๊าซกับไอน้ำพอกโลกจนหนา แล้วบีบอัดเป็นฝนตกลงมา ตกทั้งวัน ตกทุกวัน ต่อเนื่องกันเป็นพันๆ ปี ท่วมโลกเป็นมหาสมุทร เหลือพ้นน้ำอยู่นิดหนึ่ง
ในมหาสมุทรนี้ ต่อมามีสารเคมีบางชนิดถูกฟ้าผ่ากลายเป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่ง สารโปรตีนนี้รวมตัวกัน ซับซ้อนขึ้น กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว นามว่าสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน นี่ไง ชีวิตแรกของพิภพ
กว่าจะเกิดเป็นคน
550 ล้านปีที่แล้ว สาหร่ายแตกพันธุ์ กลายเป็นหนอนชนิดหนึ่ง อีก 40 ล้านปีต่อมา หนอนก็แตกเป็นปลา เป็นแมงป่อง เป็นตะขาบ เต็มทะเล แล้วแมงป่องก็ไต่ขึ้นบก แตกพันธุ์เป็นสัตว์ต่างๆ เต็มโลก รวมถึงนกและไดโนเสาร์
66 ล้านปีก่อน เกิดกระรอกชนิดหนึ่ง แล้วใช้เวลาอีก 36 ล้านปี เพื่อแตกเป็นลิง 4 ขา
เมื่อ 5 ล้านปีที่แล้ว มีลิงตัวหนึ่ง ลองยืน 2 ขา พอยืดคอก็เห็นเหยื่อก่อนใคร นับเป็นสัตว์ตัวแรกที่ประสบความสำเร็จ ในการยกลำตัวตั้งฉากกับพื้นโลก (นกเพนกวินขั้วโลกเถียงว่ามันทำก่อน)
อีก 4 ล้าน 8 แสนปีต่อมา ลิงพวกนี้ก็แตกสายพันธุ์กลายเป็นมนุษย์วานร ตัวเหมือนคน หน้าเหมือนลิง มีชีวิตอยู่เมื่อ 200,00 ปีที่แล้ว
พอ 150,000 ปีที่แล้ว ก็เกิดมนุษย์พันธุ์ใหม่ล่าสุด ตัวเป็นคน หน้าเหมือนคน สมมตินามตามท้องเรื่องว่า มนุษย์โครมันยอง พวกนี้แหละต่อมาครองโลก และเป็นบรรพบุรุษของเรา (หวัดดีฮะ-ปู่) พวกอื่นสูญพันธุ์หมด
จากสาหร่ายกลายเป็นคน ใช้เวลา 600 ล้านปี
กว่าจะเกิดเป็นคนไทย
ฉลาดกว่าเพื่อน มนุษย์จึงตายยาก มีอำนาจเหนือสัตว์ทั้งปวง แพร่พันธุ์ครอบครองแผ่นดินทั่วพิภพ
ทีแรกก็เร่ร่อนจับสัตว์กินไปวันๆ ต่อมารู้จักปลูกพืชเลี้ยงสัตว์จึงต้องปักหลัก รวมกลุ่มกันตั้งถิ่นฐาน ที่สุดกลายเป็นชุมชน เป็นเมือง เป็นอาณาจักร
7,000 ปีที่แล้ว มีอารยธรรมเกิดขึ้นบนดินแดนเมโสโปเตเมีย แถวตะวันออกกลาง 5,000 ปีที่แล้ว เกิดอารยธรรมอียิปต์ในแอฟริกาเหนือ ในเวลาเดียวกันก็เกิดอารยธรรมจีน ทางภาคตะวันออกไกล
3,000 ปีที่แล้ว เกิดอารยธรรมกรีก ในยุโรปตะวันออก เวลาเดียวกันชนเผ่าอารยันเดินทางเข้าไปในอินเดีย รุกรานชนพื้นเมือง ตามตำนานพระรามไล่ฆ่าทศกัณฑ์
2,500 ปีที่แล้ว พระพุทธเจ้าประสูตในอินเดีย ขณะเดียวกับอาณาจักรโรมันเริ่มรุ่งเรืองขึ้นในยุโรปกลาง
2,000 ปีที่แล้ว มีกลุ่มคนพูดภาษาไทย ด่าพ่อล่อแม่กันด้วยถ้อยคำแบบไทยๆ –ไอ้เหี้ยไอ้สัตว์- ตั้งถิ่นฐานเป็นแนวยาว ระหว่างหุบเขาสลับซับซ้อน โดดเดี่ยว บริเวณชายแดนจีนตอนใต้ ต่อกับพม่า ลาว และเวียดนาม คนพวกนี้เป็นนักปลูกข้าว เป็นนักเลี้ยงควาย นับถือผี ปลูกบ้านใต้ถุนสูง ริมแม่น้ำลำธาร ไม่ยุ่งกับใคร
กว่าจะเกิดเป็นประเทศไทย
กล้องเลื่อนลงมาที่แผนที่ประเทศไทย เช้าวันที่พระพุทธเจ้าเดินบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์นั้น มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนขวานทองนี้ ก็กำลังนุ่งผ้าเตี่ยว คว้าหอกออกไปไล่ทิ่มอีเก้งมาปิ้งกินแก้หิว พวกนี้หัวหยิกหน้ากร้อคอสั้น เหมือนเงาะป่าซาไก เหมือนผีตองเหลือง บางกลุ่มก็ตั้งเป็นหมู่บ้าน รู้จักปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า ปั้นหม้อ หลอมโลหะ พูดจากันด้วยภาษาโบราณชนิดหนึ่ง เสียงกร้วมๆ คล้ายๆ มอญ คล้ายๆ เขมร
หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 500 ปี คนอินเดียก็รู้จักแล่นเรือตามลมมรสุมมาแถวนี้ - ดินแดนใหม่อันอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทีแรกก็เป็นนักแสวงโชค ต่อมาตั้งเป็นสถานีการค้า ที่สุดก็ตั้งตัวเป็นหัวหน้าเผ่า ปกครองคนป่าด้วยวัฒนธรรมอินเดีย สอนให้รู้จักศิลปะวิทยาการ ให้รู้จักนับถือศาสนา สอนให้สร้างบ้านสร้างเมือง สร้างอาณาจักร
1,300 ปีที่แล้ว ขวานทองด้ามนี้ มีบ้านใหญ่ 2 หลัง หลังหนึ่งตั้งอยู่ภาคกลาง อีกหลังตั้งอยู่อีสานใต้ต่อเข้าไปในเขมร
หลังแรก กินบริเวณตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงเพชรบุรี คนนับถือศาสนาพุทธ พูดภาษามอญโบราณ ชื่ออาณาจักรทวารวดี
อีกหลัง ตั้งแต่โคราชไปถึงทะเลสาบเขมร นับถือศาสนาพราหมณ์ พูดภาษาเขมรโบราณ เรียกอาณาจักรขอม
เมื่อ 1,000 ปี ที่แล้ว ขอมแผ่อิทธิพลเข้ามาภาคกลาง มอญต้องย้ายบ้านไปอยู่ลำพูน
แต่ 800 ปี ที่ผ่านมานี้เอง พวกขอมบ้าสร้างปราสาทหินจนขาดใจตาย สูญพันธุ์หมดสิ้น มอญโบราณที่ลำพูนก็อ่อนระโหย มีกลุ่มคนที่พูดภาษาไทย ด่าพ่อล่อแม่กันด้วยถ้อยคำแบบไทยๆ -ไอ้เหี้ยไอ้สัตว์” โผล่มาจากไหน มาเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้ ปรากฎขึ้นพร้อมกัน 3 จุด เหนือสุด ยึดลำพูนตั้งอาณาจักรล้านนา ตอนกลางยึดสุโขทัยตั้งกรุงสุโขทัย ตอนล่างตั้งอาณาจักรอยุธยา
นับแต่นั้น 800 ปีมาแล้ว ขวานทองด้ามนี้ก็เป็นบ้านของคนไทย ที่ด่ากันด้วยภาษาไทย กลายเป็นประเทศไทยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถึงทุกวันนี้
กว่าจะเกิดเป็นเรา
พอกรุงศรีอยุธยาแตก บ้านเมืองเป็นเถ้าถ่าน คนแตกฉาน พระเจ้าตากตั้งตำบลบางกอกเป็นเมืองหลวง พวกทหารเดนตาย ข้าราชการที่รอดชีวิต รวมทั้งชาวกรุงเก่าบางส่วน ก็อพยพมาตั้งหลักแหล่งรวมกับชาวสวนดั้งเดิม ที่ฝั่งธน
เมื่อรัชกาลที่ 1 ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างพระบรมมหาราชวังตรงท่าช้าง ให้คนจีนที่อยู่ตรงนั้นกระเถิบไปอยู่สะพานหัน แต่คนฝั่งธนไม่ได้ข้ามตามมา
ทางฝั่งพระนครนี้นอกจากคนจีนสะพานหันแล้ว ก็มีคนญวนสามเสน มีเชลยลาวเชลยเขมรที่มาขุดคลอง มีแขกจามบ้านครัว มีแขกมักกะสัน มีมอญปากเกร็ด มอญพระประแดง มีจีนจากซัวเถาเข้ามาสมทบเป็นช่วงๆ กรุงเทพพระมหานครจึงเป็นแหล่งหลอมรวมคนร้อยพ่อพันธุ์แม่ เกิดเป็นคนไทยพันธุ์ใหม่ คือคนกรุงเทพ เกิดภาษาไทยสำเนียงใหม่ คือสำเนียงกรุงเทพ
200 ปีผ่านมา คนกรุงเทพรุ่นแรกก็มีลูกสืบสันดานลงมาทีละรุ่น ทีละรุ่น จากลูกเป็นหลาน จากหลานเป็นเหลน จากเหลนเป็นโหลน พอถึงรุ่นโหลน อันเป็นรุ่นที่ 5 นั้น ก็มีเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารัก สติปัญญาเฉลียวฉลาด จำนวน 300 คน สอบเข้าสวนกุหลาบได้ เมื่อ พ.ศ.2500
เราคือใคร
นับจากตั้งชาติไทย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ชีวิตความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ จริตกิริยา ความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ยังอยู่ครบสมบูรณ์ แต่ทันทีที่เราเปิดประเทศอ้าซ่า เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมก็ปั่นป่วน ไทยกลายเป็นฝรั่งในพริบตา ไม่เหลือรากเหง้าความเป็นไทยให้เห็นอีกเลย
ยังดี เรามีวัดเป็นศูนย์รวมวัตถุธรรม ซึ่งยึดถือขนบธรรมเนียมเคร่งครัด จึงรักษาร่องรอยนิสัยใจคอความเป็นไทยไว้ได้ หากเราอยากรู้จักตัวเอง อยากรู้จักกำพืดของเรา และอยากรู้จักความเป็นไทย ต้องไปดูจริตกิริยาของปู่ย่าตายาย ที่ทิ้งไว้ให้เห็นตามวัดต่างๆ


อาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2552
เราไปลูบคลำ
พระเจดีย์ 99 ยอด

พระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล บริเวณพระมณฑป รวมกับพระมหาสถูป 4 มุมที่ลานพระอุโบสถ รวมกับพระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว 20 องค์ รวมกับเจดีย์รายรอบพระอุโบสถอีก 71 องค์ รวมเป็น 99 องค์พอดี
พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว ประดิษฐานอยู่ตรงมุมวิหารคดทั้งสี่ด้าน รวม 4 หมู่ แต่ละหมู่ประกอบด้วยพระเจดีย์องค์ใหญ่ เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองเพิ่มมุม อยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยพระเจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสองขนาดย่อมอีกสี่องค์ ทุกองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ภายใน
ส่วนพระเจดีย์ราย ประดิษฐานต่อเนื่องเป็นระยะ โดยรอบพระระเบียงชั้นนอก เป็นเจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสอง เช่นเดียวกัน
ทั้งพระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว และพระเจดีย์รายนี้ ทุกองค์ประดับกระเบื้อง เครื่องถ้วยตัด ประดิษฐ์ลวดลายดอกไม้ ประดับทีละกลีบอย่างวิจิตรบรรจง อันเป็นรูปแบบเฉพาะที่สำคัญ ซึ่งนิยมกันในสมัยรัชกาลที่ 3 เท่านั้น
เมื่อมองเขตพุทธาวาสจากมุมสูง จะเห็นยอดแหลมของพระเจดีย์ ระดะแซงกันแน่น ให้รู้ว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีพระเจดีย์มากที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทย
40 ตุ๊กตายักษ์

ในบรรดารูปตุ๊กตาจีนหลายร้อยตัว ที่ติดตั้งอยู่ทั่ววัดโพธิ์นั้น มีที่โดดเด่นอยู่ 40 ตัว เป็นตุ๊กตาขนาดยักษ์ สูงถึง 8 ศอก ใหญ่กว่ามนุษย์สองเท่าครึ่ง สลักจากศิลาทรายสีเขียว ยืนทะมึนอยู่รอบวัด
32 ตัวแรก เป็นรูปลั่นถัน แต่งตัวแบบนักรบโบราณระดับขุนพล มีเสื้อเกราะรัดตัวทะมัดทะแมง มือหนึ่งท้าวเอว อีกมือถือศาสตราวุธ หน้าตาดุร้าย ยืนเฝ้าประตูวัดทั้ง 16 ประตู ประตูละ 2 ตัว ซ้ายขวา
ที่แปลกออกไป คือตุ๊กตาจีนขนาดยักษ์อีก 4 คู่ ยืนเฝ้าช่องประตูกำแพงแก้วที่คั่นเขตกลางวัด 2 ประตู ทั้งด้านนอกและด้านใน ด้านละคู่ แต่งกายแบบฝรั่งรุ่นแรกๆ ที่เดินทางเข้าไปในประเทศจีนสมัยราชวงศ์หงวน สวมหมวกทรงกระถาง มือท้าวตะบองขนาดใหญ่ ดุร้ายไม่แพ้กัน แม้เสื้อผ้าทรงผมและหนวดเคราจะดูเป็นฝรั่ง แต่หน้าตาก็ยังเป็นจีนอยู่ดี

ตุ๊กตายักษ์เหล่านี้ลงเรือจากเมืองกวางตุ้ง ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเมืองไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ทีแรกก็เป็นอับเฉา คอยถ่วงเรือมิให้โคลง ต่อมามีหน้าที่เป็นทวารบาล จ้องมองทุกคนที่เดินเข้ามาในวัด ยืนตากแดดตากฝนอยู่อย่างนี้ เกือบ 200 ปีแล้ว
หอสมุดโบราณ
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น การพิมพ์หนังสือยังไม่เกิด คนมีวิชามักปกปิดหวงแหน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต และนายช่างต่างๆ ที่มีความรู้ความชำนาญแต่ละสาขาวิชา จัดทำตำรา จารึกลงบนแผ่นศิลา ประดับไว้ทั่วทุกบริเวณของวัดโพธิ์ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางการศึกษาแห่งชาติ
ความรู้สำหรับประชาชน ที่จารึกไว้นี้ เป็นวิชาชีพชั้นสูง ทางอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และแพทยศาสตร์ เป็นสติปัญญาของบรรพบุรุษที่สั่งสมมา ส่วนหนึ่งมีเขียนเป็นตำราอยู่แล้ว รวมกับอีกส่วนหนึ่งที่แต่งขึ้นใหม่
ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนมีทั้งความเรียงและบทกลอน แบ่งออกเป็น 7 หมวด ได้แก่ พุทธศาสนา วรรณคดี ทำเนียบราชการ ประเพณี ประวัติศาสตร์ สุภาษิต และการแพทย์ แต่ละหมวดมีความสั้นยาวมากน้อยต่างกัน แต่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ คือหมวดวรรณคดี บนเสาระเบียงรอบโบสถ์ ทั้งชั้นนอกและชั้นใน ประกอบด้วย ตำราฉันท์วรรณพฤติ ตำราฉันท์มาตราพฤติ ตำราเพลงยาวกลบท และตำราโคลงกลบท

จารึกแต่ละแผ่นที่เห็นนี้ ใช่ว่าจะสำเร็จโดยง่าย ต้องเริ่มจากอาลักษณ์เขียนตัวอักษรร่างลงบนแผ่นหินชนวน ให้ช่างสลักวางเหล็กจาร ตอกเป็นร่องลึกลงไปในเนื้อหิน ไม่ว่าเส้นตรง เส้นโค้ง หรือวงกลมเล็กๆ ที่เป็นหัวอักษร ต้องประณีตงดงามตามลายมือทุกประการ
ไม่ต้องสงสัยว่า ตัวอักษรนับพันบนจารึกแต่ละแผ่น และจารึกจำนวนเกือบพันแผ่นทั่วบริเวณวัดนั้น จะต้องใช้เวลา ความสามารถ และความอุตสาหะ สักเพียงใด
อักษรตัวบรรจงแบบลายมืออาลักษณ์นี้ กลายเป็นต้นแบบให้ฝรั่งไปหล่อตะกั่ว ทำเป็นตัวเรียงสำหรับใช้พิมพ์หนังสือสอนศาสนาในประเทศไทย และเป็นแม่แบบอักษรสำหรับเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย ที่กำเนิดขึ้นอีกหลายปีต่อมา
ศิลาจารึกจำนวนมากมายที่มองเห็นทั่ววัดพระเชตุพน คือส่วนที่รอดพ้นจากความแตกหักเสียหาย แต่ก็ได้รักษาสติปัญญาความรู้ของบรรพบุรุษเอาไว้ มิให้สูญไปจากแผ่นดิน เป็นคุณูปการต่อลูกหลาน คุ้มกับแรงที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตกลั่นออกมาจากความคิด อาลักษณ์ลงแรงเขียนลงบนแผ่นศิลา และสุดท้าย ช่างสลักจารลงเป็นร่องลึกถาวร เพื่อต่อสู้กับกาลเวลา ให้อักษรทุกตัว ถ้อยคำทุกคำ แจ่มชัดคู่บ้านคู่เมือง ตลอดไป ...
ฝ่าพระพุทธบาทพระพุทธไสยาส

เมื่อคราวปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ช่างสิบหมู่ของหลวง สร้างพระพุทธไสยาส ยาวที่สุดของกรุงเทพฯ มีพระองค์เจ้าลดาวัลย์-พระราชโอรส ทรงกำกับการสร้าง
ส่วนสะดุดตาที่สุดของพระพุทธไสยาส ได้แก่ ฝ่าพระพุทธบาทยาว 5 เมตร สูง 3 เมตร ลักษณะถูกต้องตามตำรามหาปุริสลักษณะ คือนิ้วพระบาทยาวเท่ากันหมด และฝ่าพระบาทเรียบเสมอกัน
รอยฝ่าพระพุทธบาทประดับมุกไฟ เป็นภาพมงคล 108 คือ เครื่องหมายแห่งสวัสดิมงคลหรือโชคลาภ มีภาพพรหม 16 ชั้น สวรรค์ 6 ชั้น สัตว์ป่าหิมพานต์ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และสมบัติแก้ว 7 ประการ ของพระเจ้าจักรพรรดิ ตรงกลางเป็นรูปธรรมจักร อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพุทธศาสนา

ภาพมงคล 108 นี้ ฝีมือประดับมุกวิจิตรประณีตยิ่งนัก เป็นภาพที่ประกาศเกียรติคุณกระบวนช่างมุกของไทย ที่ละเอียดถี่ถ้วน ประกอบด้วยความเพียรอันยิ่งยวด สมกับเป็นงานที่สร้างขึ้นเพื่อพุทธบูชาโดยแท้ ...
เรื่องโดย : นพชัย แดงดีเลิศ (ผู้จัดทำโครงการ - เที่ยววัด กราบพระ ก่อนลากลับ)
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดโพธาราม วัดเก่าที่เมืองบางกอกครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถยังเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย
มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกไว้ว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังแล้ว ทรงพระราชดำริว่า มีวัดเก่าขนาบพระบรมมหาราชวัง 2 วัด ด้านเหนือ คือ วัดสลัก (วัดมหาธาตุฯ) ด้านใต้ คือ
วัดโพธาราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ขุนนาง เจ้าทรงกรม ช่างสิบหมู่ อำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์ เริ่มเมื่อปี พ.ศ.2331
การบูรณะใช้เวลาถึง 7 ปี 5 เดือน 28 วัน จึงแล้วเสร็จ และโปรดฯ ให้มีการฉลองเมื่อ พ.ศ.2344 พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลาวาศ" ต่อมารัชกาลที่ 4ได้โปรดฯ ให้เปลี่ยนท้ายนามวัดเป็น
"วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม"
ครั้นรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ นานถึง 16 ปี 7 เดือน ขยายเขตพระอารามด้านใต้และตะวันตกคือ ส่วนที่เป็นพระวิหารพระพุทธไสยาสสวนมิสกวัน สถาปนาขึ้นใหม่ พระมณฑป ศาลาการเปรียญ และสระจระเข้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่เป็นโบราณสถานในพระอารามหลวงที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้
แม้การบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดเมื่อฉลองกรุงเทพฯ 200 ปี พ.ศ.2525 เป็นเพียงซ่อมสร้างของเก่าให้ดีขึ้น แต่มิได้สร้างเสริมสิ่งใดๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม
เราจะไปดูตัวเองที่วัดโพธิ์
วัดอลังการที่สุดในโลก
เราคือใคร
นับจากตั้งชาติไทย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ชีวิตความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ จริตกิริยา ความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ยังอยู่ครบสมบูรณ์ แต่ทันทีที่เราเปิดประเทศอ้าซ่า เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมก็ปั่นป่วน ไทยกลายเป็นฝรั่งในพริบตา ไม่เหลือรากเหง้าความเป็นไทยให้เห็นอีกเลยยังดี เรามีวัดเป็นศูนย์รวมวัตถุธรรม ซึ่งยึดถือขนบธรรมเนียมเคร่งครัด จึงรักษาร่องรอยนิสัยใจคอความเป็นไทยไว้ได้ หากเราอยากรู้จักตัวเอง อยากรู้จักกำพืดของเรา และอยากรู้จักความเป็นไทย ต้องไปดูจริตกิริยาของปู่ย่าตายาย ที่ทิ้งไว้ให้เห็นตามวัดต่างๆ
ทันทีที่เราเปิดประเทศอ้าซ่า เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมก็ปั่นป่วน ไทยกลายเป็นฝรั่งในพริบตา วัฒนธรรมไทย 800 ปี สูญสิ้น
กว่าจะเกิดเป็นโลก
เมื่อ 15,000 ล้านปีก่อน ทุกอย่างว่างเปล่า นึกออกไหม ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ไม่มีอะไรเลย อยู่ๆ ก็เกิดระเบิดมหากัมปนาท เกิดเป็นเอกภพไพศาลสุดประมาณ เกิดเวลา เกิดดาราจักรยุ่บยั่บ
ผ่านไปหนึ่งหมื่นล้านปี จึงเกิดดวงอาทิตย์ เกิดสุริยะจักรวาล ดวงอาทิตย์ที่เราเห็นจึงมีอายุแก่กว่าปู่เย็น ห้าพันล้านปี
4,550 ล้านปีก่อน โลกเป็นลูกไฟที่กระเด็นหลุดออกมาจากดวงอาทิตย์
กว่าจะเกิดเป็นชีวิต
3,800 ล้านปีก่อน ไฟเริ่มดับ โลกเป็นก้อนหินควันกรุ่น ภูเขาไฟระเบิดตูมตามทุกวัน เกิดก๊าซกับไอน้ำพอกโลกจนหนา แล้วบีบอัดเป็นฝนตกลงมา ตกทั้งวัน ตกทุกวัน ต่อเนื่องกันเป็นพันๆ ปี ท่วมโลกเป็นมหาสมุทร เหลือพ้นน้ำอยู่นิดหนึ่ง
ในมหาสมุทรนี้ ต่อมามีสารเคมีบางชนิดถูกฟ้าผ่ากลายเป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่ง สารโปรตีนนี้รวมตัวกัน ซับซ้อนขึ้น กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว นามว่าสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน นี่ไง ชีวิตแรกของพิภพ
กว่าจะเกิดเป็นคน
550 ล้านปีที่แล้ว สาหร่ายแตกพันธุ์ กลายเป็นหนอนชนิดหนึ่ง อีก 40 ล้านปีต่อมา หนอนก็แตกเป็นปลา เป็นแมงป่อง เป็นตะขาบ เต็มทะเล แล้วแมงป่องก็ไต่ขึ้นบก แตกพันธุ์เป็นสัตว์ต่างๆ เต็มโลก รวมถึงนกและไดโนเสาร์
66 ล้านปีก่อน เกิดกระรอกชนิดหนึ่ง แล้วใช้เวลาอีก 36 ล้านปี เพื่อแตกเป็นลิง 4 ขา
เมื่อ 5 ล้านปีที่แล้ว มีลิงตัวหนึ่ง ลองยืน 2 ขา พอยืดคอก็เห็นเหยื่อก่อนใคร นับเป็นสัตว์ตัวแรกที่ประสบความสำเร็จ ในการยกลำตัวตั้งฉากกับพื้นโลก (นกเพนกวินขั้วโลกเถียงว่ามันทำก่อน)
อีก 4 ล้าน 8 แสนปีต่อมา ลิงพวกนี้ก็แตกสายพันธุ์กลายเป็นมนุษย์วานร ตัวเหมือนคน หน้าเหมือนลิง มีชีวิตอยู่เมื่อ 200,00 ปีที่แล้ว
พอ 150,000 ปีที่แล้ว ก็เกิดมนุษย์พันธุ์ใหม่ล่าสุด ตัวเป็นคน หน้าเหมือนคน สมมตินามตามท้องเรื่องว่า มนุษย์โครมันยอง พวกนี้แหละต่อมาครองโลก และเป็นบรรพบุรุษของเรา (หวัดดีฮะ-ปู่) พวกอื่นสูญพันธุ์หมด
จากสาหร่ายกลายเป็นคน ใช้เวลา 600 ล้านปี
กว่าจะเกิดเป็นคนไทย
ฉลาดกว่าเพื่อน มนุษย์จึงตายยาก มีอำนาจเหนือสัตว์ทั้งปวง แพร่พันธุ์ครอบครองแผ่นดินทั่วพิภพ
ทีแรกก็เร่ร่อนจับสัตว์กินไปวันๆ ต่อมารู้จักปลูกพืชเลี้ยงสัตว์จึงต้องปักหลัก รวมกลุ่มกันตั้งถิ่นฐาน ที่สุดกลายเป็นชุมชน เป็นเมือง เป็นอาณาจักร
7,000 ปีที่แล้ว มีอารยธรรมเกิดขึ้นบนดินแดนเมโสโปเตเมีย แถวตะวันออกกลาง 5,000 ปีที่แล้ว เกิดอารยธรรมอียิปต์ในแอฟริกาเหนือ ในเวลาเดียวกันก็เกิดอารยธรรมจีน ทางภาคตะวันออกไกล
3,000 ปีที่แล้ว เกิดอารยธรรมกรีก ในยุโรปตะวันออก เวลาเดียวกันชนเผ่าอารยันเดินทางเข้าไปในอินเดีย รุกรานชนพื้นเมือง ตามตำนานพระรามไล่ฆ่าทศกัณฑ์
2,500 ปีที่แล้ว พระพุทธเจ้าประสูตในอินเดีย ขณะเดียวกับอาณาจักรโรมันเริ่มรุ่งเรืองขึ้นในยุโรปกลาง
2,000 ปีที่แล้ว มีกลุ่มคนพูดภาษาไทย ด่าพ่อล่อแม่กันด้วยถ้อยคำแบบไทยๆ –ไอ้เหี้ยไอ้สัตว์- ตั้งถิ่นฐานเป็นแนวยาว ระหว่างหุบเขาสลับซับซ้อน โดดเดี่ยว บริเวณชายแดนจีนตอนใต้ ต่อกับพม่า ลาว และเวียดนาม คนพวกนี้เป็นนักปลูกข้าว เป็นนักเลี้ยงควาย นับถือผี ปลูกบ้านใต้ถุนสูง ริมแม่น้ำลำธาร ไม่ยุ่งกับใคร
กว่าจะเกิดเป็นประเทศไทย
กล้องเลื่อนลงมาที่แผนที่ประเทศไทย เช้าวันที่พระพุทธเจ้าเดินบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์นั้น มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนขวานทองนี้ ก็กำลังนุ่งผ้าเตี่ยว คว้าหอกออกไปไล่ทิ่มอีเก้งมาปิ้งกินแก้หิว พวกนี้หัวหยิกหน้ากร้อคอสั้น เหมือนเงาะป่าซาไก เหมือนผีตองเหลือง บางกลุ่มก็ตั้งเป็นหมู่บ้าน รู้จักปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า ปั้นหม้อ หลอมโลหะ พูดจากันด้วยภาษาโบราณชนิดหนึ่ง เสียงกร้วมๆ คล้ายๆ มอญ คล้ายๆ เขมร
หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 500 ปี คนอินเดียก็รู้จักแล่นเรือตามลมมรสุมมาแถวนี้ - ดินแดนใหม่อันอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทีแรกก็เป็นนักแสวงโชค ต่อมาตั้งเป็นสถานีการค้า ที่สุดก็ตั้งตัวเป็นหัวหน้าเผ่า ปกครองคนป่าด้วยวัฒนธรรมอินเดีย สอนให้รู้จักศิลปะวิทยาการ ให้รู้จักนับถือศาสนา สอนให้สร้างบ้านสร้างเมือง สร้างอาณาจักร
1,300 ปีที่แล้ว ขวานทองด้ามนี้ มีบ้านใหญ่ 2 หลัง หลังหนึ่งตั้งอยู่ภาคกลาง อีกหลังตั้งอยู่อีสานใต้ต่อเข้าไปในเขมร
หลังแรก กินบริเวณตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงเพชรบุรี คนนับถือศาสนาพุทธ พูดภาษามอญโบราณ ชื่ออาณาจักรทวารวดี
อีกหลัง ตั้งแต่โคราชไปถึงทะเลสาบเขมร นับถือศาสนาพราหมณ์ พูดภาษาเขมรโบราณ เรียกอาณาจักรขอม
เมื่อ 1,000 ปี ที่แล้ว ขอมแผ่อิทธิพลเข้ามาภาคกลาง มอญต้องย้ายบ้านไปอยู่ลำพูน
แต่ 800 ปี ที่ผ่านมานี้เอง พวกขอมบ้าสร้างปราสาทหินจนขาดใจตาย สูญพันธุ์หมดสิ้น มอญโบราณที่ลำพูนก็อ่อนระโหย มีกลุ่มคนที่พูดภาษาไทย ด่าพ่อล่อแม่กันด้วยถ้อยคำแบบไทยๆ -ไอ้เหี้ยไอ้สัตว์” โผล่มาจากไหน มาเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้ ปรากฎขึ้นพร้อมกัน 3 จุด เหนือสุด ยึดลำพูนตั้งอาณาจักรล้านนา ตอนกลางยึดสุโขทัยตั้งกรุงสุโขทัย ตอนล่างตั้งอาณาจักรอยุธยา
นับแต่นั้น 800 ปีมาแล้ว ขวานทองด้ามนี้ก็เป็นบ้านของคนไทย ที่ด่ากันด้วยภาษาไทย กลายเป็นประเทศไทยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถึงทุกวันนี้
กว่าจะเกิดเป็นเรา
พอกรุงศรีอยุธยาแตก บ้านเมืองเป็นเถ้าถ่าน คนแตกฉาน พระเจ้าตากตั้งตำบลบางกอกเป็นเมืองหลวง พวกทหารเดนตาย ข้าราชการที่รอดชีวิต รวมทั้งชาวกรุงเก่าบางส่วน ก็อพยพมาตั้งหลักแหล่งรวมกับชาวสวนดั้งเดิม ที่ฝั่งธน
เมื่อรัชกาลที่ 1 ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างพระบรมมหาราชวังตรงท่าช้าง ให้คนจีนที่อยู่ตรงนั้นกระเถิบไปอยู่สะพานหัน แต่คนฝั่งธนไม่ได้ข้ามตามมา
ทางฝั่งพระนครนี้นอกจากคนจีนสะพานหันแล้ว ก็มีคนญวนสามเสน มีเชลยลาวเชลยเขมรที่มาขุดคลอง มีแขกจามบ้านครัว มีแขกมักกะสัน มีมอญปากเกร็ด มอญพระประแดง มีจีนจากซัวเถาเข้ามาสมทบเป็นช่วงๆ กรุงเทพพระมหานครจึงเป็นแหล่งหลอมรวมคนร้อยพ่อพันธุ์แม่ เกิดเป็นคนไทยพันธุ์ใหม่ คือคนกรุงเทพ เกิดภาษาไทยสำเนียงใหม่ คือสำเนียงกรุงเทพ
200 ปีผ่านมา คนกรุงเทพรุ่นแรกก็มีลูกสืบสันดานลงมาทีละรุ่น ทีละรุ่น จากลูกเป็นหลาน จากหลานเป็นเหลน จากเหลนเป็นโหลน พอถึงรุ่นโหลน อันเป็นรุ่นที่ 5 นั้น ก็มีเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารัก สติปัญญาเฉลียวฉลาด จำนวน 300 คน สอบเข้าสวนกุหลาบได้ เมื่อ พ.ศ.2500
เราคือใคร
นับจากตั้งชาติไทย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ชีวิตความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ จริตกิริยา ความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ยังอยู่ครบสมบูรณ์ แต่ทันทีที่เราเปิดประเทศอ้าซ่า เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมก็ปั่นป่วน ไทยกลายเป็นฝรั่งในพริบตา ไม่เหลือรากเหง้าความเป็นไทยให้เห็นอีกเลย
ยังดี เรามีวัดเป็นศูนย์รวมวัตถุธรรม ซึ่งยึดถือขนบธรรมเนียมเคร่งครัด จึงรักษาร่องรอยนิสัยใจคอความเป็นไทยไว้ได้ หากเราอยากรู้จักตัวเอง อยากรู้จักกำพืดของเรา และอยากรู้จักความเป็นไทย ต้องไปดูจริตกิริยาของปู่ย่าตายาย ที่ทิ้งไว้ให้เห็นตามวัดต่างๆ

18 มกราคม 2552 เราจะเริ่มต้นด้วยวัดโพธิ์
วัดอลังการที่สุดในโลก

อาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2552
เราไปลูบคลำ
- ♠ เจดีย์ 99 ยอด
- ♠ 40 ตุ๊กตายักษ์
- ♠ หอสมุดโบราณ และ
- ♠ ฝ่าพระพุทธบาทสวยที่สุดของโลก
หมุนโลกกลับไปสัก 180 ปี เป็นสมัยรัชกาลที่ 3 ตอนนั้นพ่อของทวดเรายังเป็นเด็กหัวจุกอยู่เลย วัดโพธิ์เพิ่งซ่อมเสร็จ พอเดินเข้าประตู โอ้โห โบสถ์ที่ไหนจะมโหฬารเท่าที่นี่ ยอดเจดีย์ดุจดงหนามล้อมเขาพระสุเมรุ แวววาวด้วยความงามของสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ฝีมือช่างหลวงแท้ๆ ครบครันด้วยจารึกศิลาสารพัดวิชาความรู้ วางเป็นหมวดหมู่ทั่วบริเวณวัด แม้แต่เชิงบานหน้าต่าง ก็เต็มไปด้วยตำรับตำรา อัดแน่น ระยิบระยับทุกตารางนิ้ว ไม่มีตรงไหนที่ปล่อยให้อยู่ว่างๆ เลย ...
31 ปี ภายหลังการปฏิสังขรณ์ครั้งแรกเมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 วัดพระเชตุพนที่เคยใหม่เอี่ยมก็เริ่มทรุดโทรมลง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้บูรณะอีกครั้ง คราวนี้เป็นการปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญ นอกจากซ่อมแซมทุกส่วนที่ชำรุด และสร้างวิหารเจดีย์เพิ่มเติมแล้ว ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ คือการเผยแพร่วิทยาการสู่ปวงชน ให้คนไทยมีโอกาสเรียนรู้สรรพวิชาตามความสนใจ จะเปรียบก็เหมือนห้องสมุดประชาชน อันเป็นห้องสมุดเปิดกลางแจ้ง สำหรับคนไทยทุกคน ใครก็ได้ จะอ่าน จะจด จะคัดลอก เมื่อไหร่ก็ได้ ตามต้องการ อะฮ้าการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบเสรี ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ตั้งแต่คราวนั้น ...
พระเจดีย์ 99 ยอด

พระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล บริเวณพระมณฑป รวมกับพระมหาสถูป 4 มุมที่ลานพระอุโบสถ รวมกับพระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว 20 องค์ รวมกับเจดีย์รายรอบพระอุโบสถอีก 71 องค์ รวมเป็น 99 องค์พอดี
พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว ประดิษฐานอยู่ตรงมุมวิหารคดทั้งสี่ด้าน รวม 4 หมู่ แต่ละหมู่ประกอบด้วยพระเจดีย์องค์ใหญ่ เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองเพิ่มมุม อยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยพระเจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสองขนาดย่อมอีกสี่องค์ ทุกองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ภายใน
ส่วนพระเจดีย์ราย ประดิษฐานต่อเนื่องเป็นระยะ โดยรอบพระระเบียงชั้นนอก เป็นเจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสอง เช่นเดียวกัน
ทั้งพระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว และพระเจดีย์รายนี้ ทุกองค์ประดับกระเบื้อง เครื่องถ้วยตัด ประดิษฐ์ลวดลายดอกไม้ ประดับทีละกลีบอย่างวิจิตรบรรจง อันเป็นรูปแบบเฉพาะที่สำคัญ ซึ่งนิยมกันในสมัยรัชกาลที่ 3 เท่านั้น
เมื่อมองเขตพุทธาวาสจากมุมสูง จะเห็นยอดแหลมของพระเจดีย์ ระดะแซงกันแน่น ให้รู้ว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีพระเจดีย์มากที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทย
40 ตุ๊กตายักษ์

ในบรรดารูปตุ๊กตาจีนหลายร้อยตัว ที่ติดตั้งอยู่ทั่ววัดโพธิ์นั้น มีที่โดดเด่นอยู่ 40 ตัว เป็นตุ๊กตาขนาดยักษ์ สูงถึง 8 ศอก ใหญ่กว่ามนุษย์สองเท่าครึ่ง สลักจากศิลาทรายสีเขียว ยืนทะมึนอยู่รอบวัด
32 ตัวแรก เป็นรูปลั่นถัน แต่งตัวแบบนักรบโบราณระดับขุนพล มีเสื้อเกราะรัดตัวทะมัดทะแมง มือหนึ่งท้าวเอว อีกมือถือศาสตราวุธ หน้าตาดุร้าย ยืนเฝ้าประตูวัดทั้ง 16 ประตู ประตูละ 2 ตัว ซ้ายขวา
ที่แปลกออกไป คือตุ๊กตาจีนขนาดยักษ์อีก 4 คู่ ยืนเฝ้าช่องประตูกำแพงแก้วที่คั่นเขตกลางวัด 2 ประตู ทั้งด้านนอกและด้านใน ด้านละคู่ แต่งกายแบบฝรั่งรุ่นแรกๆ ที่เดินทางเข้าไปในประเทศจีนสมัยราชวงศ์หงวน สวมหมวกทรงกระถาง มือท้าวตะบองขนาดใหญ่ ดุร้ายไม่แพ้กัน แม้เสื้อผ้าทรงผมและหนวดเคราจะดูเป็นฝรั่ง แต่หน้าตาก็ยังเป็นจีนอยู่ดี
ตุ๊กตายักษ์เหล่านี้ลงเรือจากเมืองกวางตุ้ง ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเมืองไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ทีแรกก็เป็นอับเฉา คอยถ่วงเรือมิให้โคลง ต่อมามีหน้าที่เป็นทวารบาล จ้องมองทุกคนที่เดินเข้ามาในวัด ยืนตากแดดตากฝนอยู่อย่างนี้ เกือบ 200 ปีแล้ว
หอสมุดโบราณ
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น การพิมพ์หนังสือยังไม่เกิด คนมีวิชามักปกปิดหวงแหน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต และนายช่างต่างๆ ที่มีความรู้ความชำนาญแต่ละสาขาวิชา จัดทำตำรา จารึกลงบนแผ่นศิลา ประดับไว้ทั่วทุกบริเวณของวัดโพธิ์ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางการศึกษาแห่งชาติ
ความรู้สำหรับประชาชน ที่จารึกไว้นี้ เป็นวิชาชีพชั้นสูง ทางอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และแพทยศาสตร์ เป็นสติปัญญาของบรรพบุรุษที่สั่งสมมา ส่วนหนึ่งมีเขียนเป็นตำราอยู่แล้ว รวมกับอีกส่วนหนึ่งที่แต่งขึ้นใหม่
ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนมีทั้งความเรียงและบทกลอน แบ่งออกเป็น 7 หมวด ได้แก่ พุทธศาสนา วรรณคดี ทำเนียบราชการ ประเพณี ประวัติศาสตร์ สุภาษิต และการแพทย์ แต่ละหมวดมีความสั้นยาวมากน้อยต่างกัน แต่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ คือหมวดวรรณคดี บนเสาระเบียงรอบโบสถ์ ทั้งชั้นนอกและชั้นใน ประกอบด้วย ตำราฉันท์วรรณพฤติ ตำราฉันท์มาตราพฤติ ตำราเพลงยาวกลบท และตำราโคลงกลบท
จารึกแต่ละแผ่นที่เห็นนี้ ใช่ว่าจะสำเร็จโดยง่าย ต้องเริ่มจากอาลักษณ์เขียนตัวอักษรร่างลงบนแผ่นหินชนวน ให้ช่างสลักวางเหล็กจาร ตอกเป็นร่องลึกลงไปในเนื้อหิน ไม่ว่าเส้นตรง เส้นโค้ง หรือวงกลมเล็กๆ ที่เป็นหัวอักษร ต้องประณีตงดงามตามลายมือทุกประการ
ไม่ต้องสงสัยว่า ตัวอักษรนับพันบนจารึกแต่ละแผ่น และจารึกจำนวนเกือบพันแผ่นทั่วบริเวณวัดนั้น จะต้องใช้เวลา ความสามารถ และความอุตสาหะ สักเพียงใด
อักษรตัวบรรจงแบบลายมืออาลักษณ์นี้ กลายเป็นต้นแบบให้ฝรั่งไปหล่อตะกั่ว ทำเป็นตัวเรียงสำหรับใช้พิมพ์หนังสือสอนศาสนาในประเทศไทย และเป็นแม่แบบอักษรสำหรับเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย ที่กำเนิดขึ้นอีกหลายปีต่อมา
ศิลาจารึกจำนวนมากมายที่มองเห็นทั่ววัดพระเชตุพน คือส่วนที่รอดพ้นจากความแตกหักเสียหาย แต่ก็ได้รักษาสติปัญญาความรู้ของบรรพบุรุษเอาไว้ มิให้สูญไปจากแผ่นดิน เป็นคุณูปการต่อลูกหลาน คุ้มกับแรงที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตกลั่นออกมาจากความคิด อาลักษณ์ลงแรงเขียนลงบนแผ่นศิลา และสุดท้าย ช่างสลักจารลงเป็นร่องลึกถาวร เพื่อต่อสู้กับกาลเวลา ให้อักษรทุกตัว ถ้อยคำทุกคำ แจ่มชัดคู่บ้านคู่เมือง ตลอดไป ...
ฝ่าพระพุทธบาทพระพุทธไสยาส

เมื่อคราวปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ช่างสิบหมู่ของหลวง สร้างพระพุทธไสยาส ยาวที่สุดของกรุงเทพฯ มีพระองค์เจ้าลดาวัลย์-พระราชโอรส ทรงกำกับการสร้าง
ส่วนสะดุดตาที่สุดของพระพุทธไสยาส ได้แก่ ฝ่าพระพุทธบาทยาว 5 เมตร สูง 3 เมตร ลักษณะถูกต้องตามตำรามหาปุริสลักษณะ คือนิ้วพระบาทยาวเท่ากันหมด และฝ่าพระบาทเรียบเสมอกัน
รอยฝ่าพระพุทธบาทประดับมุกไฟ เป็นภาพมงคล 108 คือ เครื่องหมายแห่งสวัสดิมงคลหรือโชคลาภ มีภาพพรหม 16 ชั้น สวรรค์ 6 ชั้น สัตว์ป่าหิมพานต์ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และสมบัติแก้ว 7 ประการ ของพระเจ้าจักรพรรดิ ตรงกลางเป็นรูปธรรมจักร อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพุทธศาสนา

ภาพมงคล 108 นี้ ฝีมือประดับมุกวิจิตรประณีตยิ่งนัก เป็นภาพที่ประกาศเกียรติคุณกระบวนช่างมุกของไทย ที่ละเอียดถี่ถ้วน ประกอบด้วยความเพียรอันยิ่งยวด สมกับเป็นงานที่สร้างขึ้นเพื่อพุทธบูชาโดยแท้ ...
วัดโพธิ์มีทุกอย่างที่สำคัญ ทั้งวัตถุพยานทางประวัติศาสตร์ วรรณคดี และศิลปะ แต่สิ่งสำคัญที่วัดอื่นไม่มี คือขุมปัญญาทางวิชาชีพชั้นสูง
จึงมิใช่คำพูดที่กล่าวเกินเลยว่า วัดโพธิ์คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ
เรื่องโดย : นพชัย แดงดีเลิศ (ผู้จัดทำโครงการ - เที่ยววัด กราบพระ ก่อนลากลับ)
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดโพธาราม วัดเก่าที่เมืองบางกอกครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถยังเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย
มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกไว้ว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังแล้ว ทรงพระราชดำริว่า มีวัดเก่าขนาบพระบรมมหาราชวัง 2 วัด ด้านเหนือ คือ วัดสลัก (วัดมหาธาตุฯ) ด้านใต้ คือวัดโพธาราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ขุนนาง เจ้าทรงกรม ช่างสิบหมู่ อำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์ เริ่มเมื่อปี พ.ศ.2331
หมู่พระมหาเจดีย์
ประจำรัชกาล 4 พระองค์
ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง 4
(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
การบูรณะใช้เวลาถึง 7 ปี 5 เดือน 28 วัน จึงแล้วเสร็จ และโปรดฯ ให้มีการฉลองเมื่อ พ.ศ.2344 พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลาวาศ" ต่อมารัชกาลที่ 4ได้โปรดฯ ให้เปลี่ยนท้ายนามวัดเป็น
"วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม"
ครั้นรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ นานถึง 16 ปี 7 เดือน ขยายเขตพระอารามด้านใต้และตะวันตกคือ ส่วนที่เป็นพระวิหารพระพุทธไสยาสสวนมิสกวัน สถาปนาขึ้นใหม่ พระมณฑป ศาลาการเปรียญ และสระจระเข้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่เป็นโบราณสถานในพระอารามหลวงที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้
แม้การบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดเมื่อฉลองกรุงเทพฯ 200 ปี พ.ศ.2525 เป็นเพียงซ่อมสร้างของเก่าให้ดีขึ้น แต่มิได้สร้างเสริมสิ่งใดๆ
เกร็ดประวัติศาสตร์ของการสถาปนาและการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์แห่งนี้ บันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ 1 และที่ 3 ขุนนาง เจ้าทรงกรมช่างสิบหมู่ ได้ระดมช่างในราชสำนัก ช่างวังหลวง ช่างวังหน้า และช่างพระสงฆ์ที่อยู่ในวัดต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญงานศิลปกรรมสาขาต่างๆ ได้ทุ่มเทผลงานสร้างสรรค์พุทธสถานและสรรพสิ่งที่ประดับอยู่ในวัดพระอารามหลวง ด้วยพลังศรัทธาตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านที่ให้เป็นแหล่งรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์
เปรียบเป็นมหาวิทยาลัยแห่งสรรพวิชาไทย
(มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก) ที่รวมเอาภูมิปัญญาไทยไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้กับอย่างไม่รู้จบสิ้น

พระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ
ข้อมูลเพิ่มเติม
Labels: ทัวร์วัด


0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
Links to this post:
Create a Link
<< Home