Suankularb 84

www.suan84.com

Monday, 25 August 2008

ภาพงานสัมมนาภาษีอากร ปี 2551






งานสัมมนาภาษีอากร จัดโดย
สมาคมศิษย์เก่าสก.
สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสวนกุหลาบฯ
โดยศิษย์เก่าสก.รุ่น 107
วิทยากร อาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์



ภาพงานสัมมนาภาษีอากร ณ โรงแรมเอเชีย วันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค. 2551















ภาพโดย : RTK 25807(OSK103)
http://www.osk103.com/contents/agora.cgi?cart_id=1128010.16222*UD6TV5&p_id=00138&xm=on&ppinc=search-details


video



Friday, 22 August 2008

สตอร์มเซิร์จ เรื่องจริง หรือ "เกมการเมือง" ?

“สตอร์มเซิร์จ” (Strom Surge) กลายเป็นศัพท์ภัยธรรมชาติใหม่ที่คนไทยเพิ่งเริ่มได้ยินจากคำกล่าวถึงของ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ในการไปบรรยายพิเศษภายใต้หัวข้อ "ความเสี่ยงของภัยพิบัติทางธรรมชาติในภาคใต้" ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ว่า มีแนวโน้มที่หลายพื้นที่ในภาคใต้และกรุงเทพฯ มีโอกาสเกิดสตอร์ม เซิร์จ หรือภัยธรรมชาติที่เกิดจากความรุนแรงของพายุโหมพัดน้ำจากทะเลเข้าถล่มชายฝั่งซึ่งเป็นหนึ่งในผลของภาวะโลกร้อน

กระแสข่าวที่สร้างความสนใจและตื่นตระหนกให้กับทุกคนในพื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงว่าอาจต้องประสบภัยจากสตอร์มเซิร์จ และทันทีที่ ดร.สมิทธ เตือนภัย สตอร์มเซิร์จ ผู้ว่ากทม. อภิรักษ์ โกษะโยธิน ก็ออกมารับลูกทันทีถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์พายุคลื่นยักษ์ซัดชายฝั่ง (Storm Surge) ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตย่านฝั่งธนบุรี จำนวน 15 เขต และผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ

โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากในย่านฝั่งธนบุรีมีพื้นที่ติดกับชายฝั่งทะเลและติดกับจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดสมุทรปราการ ทำให้มีพื้นที่สีแดงหรือพื้นที่เสี่ยงที่จะประสบกับสตอมเซิร์จ

ได้แก่ เขตบางขุนเทียน ทุ่งครุ ราษฎร์บูรณะ จอมทอง และเขตบางนา ซึ่งมีรัศมีจากชายฝั่งประมาณ 15-20 กิโลเมตร กำหนดตามแนวคลองสนามไชยที่ต่อเนื่องกับคลองมหาไชย และแนวถนนพระราม 2

"แอคชั่นแพลน" แผนปฏิบัติการรวดเร็วปานฟ้าแลบของฟากกทม. จึงถูกต้องตั้งข้อสังเกตทันทีว่า หรือนี่อาจจะเป็น "เกมการเมือง" จัดฉากหาเสียงในจังหวะของการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.

เพราะดูเหมือนการให้ข่าวภัยธรรมชาติใหม่นี้ เป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับที่จะมีการ "เลือกตั้ง" ผู้ว่าฯ กทม สมัยหน้าพอดี หลังจากที่ผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน อภิรักษ์ โกษะโยธิน จะหมดภาวะลงในวันที่ 28 สิงหาคม นี้

รวมทั้งจากที่ผู้ว่าฯ คนดังกล่าวได้ออกมารับลูกอย่างทันท่วงทีกับที่มีกระแสข่าวออกมา จึงน่าสนใจว่า กระแสที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีโอกาส "เกิดขึ้นจริง" หรือเป็นเพียงวาระการตลาดทาง "การเมือง" เท่านั้น

แม้ว่า ดร. สมิทธ อาจไม่ได้ลงเล่นการเมือง หรือไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้สมัครลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ก็ตาม แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้มองถึงกลยุทธ์ในการสื่อสารทางการเมืองที่ "แนบเนียน" มากกว่าที่จะมีโอกาสเกิดขึ้นจริง

นอกจากการรับลูกทันท่วงแล้ว หากย้อนดูเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว พายุที่มีความรุนแรงมากในระดับที่สามารถเคลื่อนน้ำให้กลายเป็นพลังโหมซัดเข้าฝั่งจนได้รับความเสียหายมีน้อยมาก ซึ่งที่ผ่านมาสตอร์ม เซิร์จ รุนแรงมีเพียง พายุไต้ฝุ่นเกย์ และ พายุลินดา เท่านั้น

โดยแหล่งข่าวในแวดวงการเมืองที่ตั้งข้อสังเกตได้ให้ข้อมูลว่า พลังที่ผลักดันให้น้ำเคลื่อนที่ได้อย่างรุนแรงมีด้วยกัน 2 พลังงาน คือ พลังงานจากแผ่นดินไหว และพลังงานจากพายุ โดยพลังงานจากแผ่นดินไหว ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนบนพื้นผิวหากมีแรงสั่นสะเทือนในอัตราที่สูงมาก สามารถทำให้เกิดคลื่นยักษ์ใกล้ชายฝั่งทะเลแบบที่เรียกว่า "สึนามิ"

ส่วนพลังงานจากพายุ เป็นพลังของลม ที่หากมีความรุนแรงมากก็สามารถพัดน้ำให้กลายเป็นคลื่นยักษ์ที่เรียกว่า สตอร์มเซิร์สได้เช่นกัน

แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศของไทยมีแนวปะทะป้องกันการโจมตีของพายุจากประเทศเพื่อนบ้านรอบข้าง ทำให้ไทยได้รับความเสียหายที่น้อยกว่าประเทศใกล้เคียง หรือความรุนแรงของพายุที่เคลื่อนที่มายังไทยจะถูกลดความรุนแรงลงไประดับหนึ่งแล้ว โอกาสที่จะเกิดสตอร์มเซิร์จจึงมีน้อยลง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ

ส่วนในบางพื้นที่ของไทย เช่น จังหวัดชุมพร ที่ประสบกับภัยของพายุไต้ฝุ่นเกย์บ่อยครั้ง ที่ผ่านมายังไม่รุนแรงถึงระดับที่เรียกได้ว่าเป็นสตอมเซิร์จ

อย่างไรก็ตาม การที่มีผู้ออกมาเตือนในเรื่องดังกล่าวไว้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่สร้างความแตกตื่น หรือสับสนระหว่าง "สตอร์ม เซิร์จ" กับ "น้ำกัดเซาะชายฝั่ง" ให้กับประชาชนด้วย

เพราะกรณีน้ำทะเล “กัดเซาะชายฝั่ง” ที่คนในจังหวัดสมุทรปราการพบเจออยู่ทุกปีนั้น เป็นคนละประเด็นกับสตอมเซิร์จ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากความรุนแรงของพลังลมที่พัดน้ำถล่มชายฝั่ง แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ที่เป็นเรื่องต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่อาจมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนคนในพื้นที่น่ากังวล

แต่กระแสข่าวสตอร์มเซิร์จที่ออกมากลายเป็นว่ารวมประเด็นการกัดเซาะชายฝั่งทะเลไว้เป็น "เรื่องเดียวกัน" ทำให้มองเห็นภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรุงเทพฯ และสร้างความวิตกกังวลให้กับคนในพื้นที่เสี่ยงเป็นอย่างมาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกมาชี้แจง ให้ข้อมูลกับประชาชนให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริง และปรับตัวกับสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสตอร์ม เซิร์จ หรือน้ำกัดเซาะชายฝั่ง แต่สิ่งที่ประชาชนในบริเวณสมุทรปราการที่อยู่กับภาวะน้ำทะเล "กัดเซาะชายฝั่ง" ที่น้ำทะเลกลืนกินพื้นที่อยู่อาศัยในแต่ละปีสูงมาก ทำให้ประชาชนในบริเวณนี้ ตื่นตัวกับเรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลานานแล้ว

โดย ไพโรจน์ ดีมูล หัวหน้าฝ่ายบริการ ห้างหุ้นส่วนจำกัดบาดาลน้ำทิพย์ หนึ่งในผู้พักอาศัยในย่านสมุทรปราการ กล่าวให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านย่านปากน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงทะเลอ่าวไทย ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำกัดเซาะชายฝั่งมาเวลานานแล้ว ทำให้อยู่ในภาวะที่ปรับตัวได้

แต่เมื่อมีกระแสข่าวว่าสมุทรปราการเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติสตอร์มเซิร์จ ชาวบ้านสนใจต่อข่าวที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และมองว่าสตอมเซิร์จเป็นเรื่องของน้ำท่วมสูง ไม่ได้คิดว่าต้องป้องกันภัยใดหรือระวังเป็นพิเศษ รวมถึงไม่คิดที่จะโยกย้ายที่พักอาศัยไปอยู่บริเวณอื่น เพราะมีอาชีพอยู่ในบริเวณที่พักอาศัย หากต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ก็ไม่มั่นใจว่าจะไปประกอบอาชีพใด

นักวิชาการชี้ต้องแนะวิธีป้องกันภัยด้วย

ด้าน รองศาตราจารย์ มานพ พงศทัต อาจารย์ประจำภาควิชาเคหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวให้ความเห็นว่า การออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องสตอร์มเซิร์จเป็นเรื่องที่ดีในแง่การเตือนภัย แต่มีผลเสียในส่วนที่ทำให้ประชาชนตระหนกตกใจมาก

โดยเฉพาะการออกมาพูดถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว บอกเพียงให้ระมัดระวัง แต่ไม่กล่าวถึงวิธีการระมัดระวังหรือป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นได้

"ดร.สมิทธ์พูดเพียบสเต็ปเดียว แต่ไม่พูดถึงสเต็ปต่อไปว่า คนในพื้นที่เสี่ยงต้องทำอย่างไรบ้าง คนไทยไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ พอได้ฟังก็ตกใจ ต้องบอกวิธีรับมือให้กับเขาด้วย"

ขณะที่ทางด้าน กรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุพายุคลื่นยักษ์ซัดชายฝั่งในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้ มีค่อนข้างน้อยไม่ถึงร้อยละ 10 เหตุการณ์พายุคลื่นยักษ์ซัดชายฝั่งจะแตกต่างจากการเกิดสึนามิ ซึ่งก่อนเกิดเหตุจะทราบล่วงหน้า 4-6 วัน ทำให้มีเวลาเพียงพอต่อการรับมือ

แล้วคุณล่ะคิดว่า สตอร์ม เซิร์จ เป็นเรื่องจริง หรือแค่เกมการเมือง

----------------------------------------------------------------------

ข้อเท็จจริง กรมอุตุฯ

สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภัยธรรมชาติอย่างกรมอุตุนิยมวิทยา หลังจากที่ได้ออกมากล่าวให้ความคิดเห็นแล้วว่าโอกาสที่ไทยจะเจอกับภาวะสตอร์มเซิร์จมีน้อยมาก

นอกจากนี้ยังได้ออกประกาศฉบับพิเศษ เรื่อง ข้อเท็จจริงของการเกิดสตอร์มเซิร์จ (Storm Surge) ในอ่าวไทยตอนบน ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเกิดสตอมเซิร์จ คาดว่าจะเกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลรอบอ่าวไทย โดยความรุนแรงเท่ากับพายุไซโคลนนาร์กีส ก่อให้เกิดความแตกตื่นของประชาชนทั่วไปนั้น


ภาพจำลองพายุคลื่นซัดฝั่ง




พื้นที่สีแดง ซึ่งคาดว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมสูง




กรมอุตุนิยมวิทยาในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจดังนี้

1. จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติในรอบ 57 ปี ที่ผ่านมาพบว่า มีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาในอ่าวไทยตอนบน ในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน แต่ความแรงลมของพายุมักน้อยกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

2. จากการเคลื่อนตัวของพายุในอ่าวเบงกอลที่ประเทศพม่า เกิดจากลมที่มีความชื้นมาก ทำให้พายุมีกำลังแรงขึ้นก่อนขึ้นฝั่ง แต่พายุที่เคลื่อนตัวเข้าอ่าวไทยเกิดจากลมที่มีความชื้นน้อย ซึ่งจะทำให้พายุอ่อนกำลังลง และมีแรงลมน้อยกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

3. สตอร์มเซิร์จที่เป็นอันตราย ส่วนมากเกิดจากพายุที่มีแรงลมมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

4. ลักษณะภูมิประเทศของพม่าเป็นแบบเปิดรับลมแรงจากพายุพัดเข้าฝั่ง ส่วนอ่าวไทยตอนบนเป็นแบบแคบและปิด รวมทั้งลมแรงที่พัดเข้าหาพายุเป็นลมที่พัดออกจากฝั่ง มิได้พัดเข้าบริเวณก้นอ่าวไทย

5. พื้นที่ชายฝั่งทะเลรอบอ่าวไทยตอนบน เคยเกิดสตอร์มเซิร์จ เมื่อครั้งพายุไต้ฝุ่นเกย์ ที่ขึ้นฝั่งจังหวัดชุมพร ในปี 2532 และพายุไต้ฝุ่นลินดาที่ขึ้นฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปี 2540 แต่ไม่รุนแรง

กรมอุตุนิยมวิทยายืนยันว่า ถ้าจะมีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาอีก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงมาก จะใกล้เคียงกับที่เคยเกิดจากอิทธิพลของพายุเกย์และพายุลินดา

6. จากการติดตามการก่อตัวของพายุ กรมอุตุนิยมวิทยายังไม่พบปัจจัยในการก่อตัวของพายุที่จะเคลื่อนตัวเข้าอ่าวไทยในระยะนี้ หากพบการก่อตัวของพายุ และมีแนวโน้มว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย กรมอุตุนิยมวิทยาสามารถแจ้งเตือนให้ทราบล่วงหน้าเพื่อเตรียมป้องกันได้ไม่น้อยกว่า 15 วัน

ปัจจัยที่เป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อนมีผลให้อากาศแปรปรวนเป็นสิ่งที่เรารับรู้ได้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ภัยธรรมชาติใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นหน้าที่ที่คนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภัยนั้นๆ อย่างรอบคอบ

รวมถึง ศึกษาถึงผลกระทบ และแนวทางการปรับตัว ป้องกันภัยอย่างต่อเนื่อง เพราะหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงแล้ว ก็เป็นผลดีที่มีการปรับตัวและป้องกันไว้ล่วงหน้า แต่หากความรุนแรงของพายุไม่ถึงระดับที่ทำให้เกิดสตอร์มเซิร์จได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอีกเช่นกัน

----------------------------------------------------------------------

"กรุงเทพ" มากสุดแค่น้ำท่วม

สตอร์ม เซิร์จ เกิดขึ้นจริงดังคำพยากรณ์หรือไม่ ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่ถ้าถามว่า ในเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ "เสี่ยงภัย" ที่จะถูกพายุคลื่นซัดฝั่งซัดแล้ว นักธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่า พายุแรงๆ เช่นนั้นจะพัดเข้ามาลึกถึงกรุงเทพได้

ทั้งนี้ หลังจากที่มีกระแสข่าวดังกล่าว ทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการว่า เชื่อ หรือไม่เชื่อ และเตรียมรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

นายประเสิรฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่เกิดกระแสข่าวดังกล่าว ทำให้โครงการที่อยู่อาศัยในย่านที่แจ้งว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อชะลอการตัดสินใจทันที จากการให้เหตุผลว่า ต้องการรอดูสถานการณ์ก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์สตอร์มเซิร์จจริงหรือไม่

แต่ความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว มองว่า โอกาสที่จะเกิดภัยจากสตอร์มเซิร์จในกรุงเทพฯ ค่อนข้างยาก เพราะมีแนวป้องกันการปะทะความรุนแรงของพายุที่จะเข้ามาสู่ไทยจนอาจก่อให้เกิดสตอร์มเซิร์จได้ หรือหากจะเกิดขึ้นจริงในไทยแล้ว ไม่น่าจะใช่พื้นที่ในกรุงเทพฯ

สำหรับ นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวให้ความเห็นว่า พิจารณาจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติในอดีตของไทยแล้ว ยังไม่เคยปรากฎว่าไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดสตอมเซิร์จได้ จึงไม่มั่นใจว่าข่าวที่เกิดขึ้นนั้นจะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง และจากกระแสข่าวที่เกิดขึ้นแล้ว ลูกค้าที่อยู่ในโครงการติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาต่างมีความคิดเห็นที่คล้ายกันว่า ไม่น่ากังวลและไม่ตื่นตัวกับเรื่องดังกล่าวเท่าไรนัก

ไม่แตกต่างกันนักสำหรับ นาย วิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส มองว่า อุทกภัยแรงๆ อย่างสตอร์ม เซิร์จ ไม่น่าจะเกิดในกรุงเทพได้

"จริงอยู่มันไม่เคยเกิดขึ้นเลย ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่สภาพการณ์มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะมีความเร็วลมขนาด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาถึงกรุงเทพ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมาถึง

อ่าวไทยเราเป็นช่องแคบๆ ถ้าเข้าประจวบ ชุมพรมีโอกาสสูง ซึ่งสมัยก่อนก็เคยเกิดพายุเข้าที่แหลมตะลุมพุกพัดเสียหาย แต่ถ้าเกิดอย่างนาร์กีส ในกรุงเทพไม่น่าจะเห็น แต่น้ำอาจจะท่วมสูงได้ ซึ่งปี 2483 น้ำท่วมสูงเป็นเมตรได้ ถามว่าจะเกิดไม๊ ไม่ทราบ แต่ถ้าจะเกิดอาจจะเป็นน้ำท่วม ซึ่งก็อาจจะเกิดจากลมฝนรุนแรง หรือน้ำไหลจากภาคเหนือลงมามากระบายไม่ทัน ก็เป็นได้"

โดยมองว่า การเตือนภัยเรื่องธรรมชาติควรบอกกล่าวด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้มีการปล่อยปละละเลยจนเกินไป

แต่ก็ต้องไม่ยึดถือเกินไปว่าต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน

เพราะการพยากรณ์อากาศ ความแม่นยำมีต่อเมื่อเข้าใกล้เวลาที่เกิดเหตุ เนื่องจากสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

สำหรับการเตรียมพร้อม นายวิเชียร กล่าวว่า เตรียมเท่าที่เตรียมได้
เพราะหากพายุความแรงขนาดนาร์กิส เชื่อได้วา ระบบการสื่อสารต้องล่มเป็นวงกว้าง ถึงจะเตรียมการดีแค่ไหนก็ทานไม่อยู่

นอกจากนี้เขายังมองว่า การเตรียมการที่ดีต้องมาจากทุกภาคส่วน นำโดยหน่วยงานพิเศษ ซึ่งต่างประเทศมีหน่วยงาน emergency management ขณะที่ประเทศไทยมีเพียง คณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งถึงเวลาจริงๆ หน่วยงานนี้ทำอะไรได้แค่ไหน

"ฉะนั้นสิ่งทีเราต้องช่วยตัวเองได้มากที่สุด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดก็คือต้องเตรียมการให้ดี แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นภัยธรรมชาติก็ต้องแก้ไขไปตามสภาวการณ์ที่มี ก็ทำได้แค่นั้น" นายวิเชียร กล่าวทิ้งท้าย

----------------------------------------------------------------------

ย้อนรอยพายุหมุนในไทย

หลังจากที่ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานอำนวยการ ศูนย์เตือนภัยพิบัตแห่งชาติ ออกเตือนภัยเกี่ยวกับ สตอร์ม เซิร์จ หรือพายุคลื่นซัดฝั่ง เรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นร้อนๆ ที่ใครๆ ก็อยากรู้

และมีกระทู้เฉพาะ storm serge มากถึง 314 กระทู้

แม้ว่าบางคนจะมองโลกในแง่ดีว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับฉันหรอก แต่ลึกๆ ก็แอบกังวลว่า ถ้าเกิดขึ้นสตอร์ม เซิร์จ จริงๆ แล้วจะทำอย่างไรดี

ถ้าเป็นแผนรับมือก็อาจจะต้องเข้าไปที่ เวบไซต์ กรุงเทพมหานคร


ซ้อมรับมือ storm surge
กทม.เตรียมแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจากกรพายุคลื่นซัดฝั่ง




รับมือ storm surgre
กทม.แจกแผ่นพับกว่า 1 แสนแผ่น ให้ความรู้รับมือ storm surgre



http://office.bangkok.go.th/weather/storm_surge.html
ศึกษาไว้แต่เนิ่นๆ ว่าจะรับมืออย่างไร

เพราะจะว่าไปแล้ว ก็ใช่ว่า สตอร์ม เซิร์จ จะไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เพียงแต่อาจจะไกลจากเมืองหลวงเท่านั้น

หลายคนคงจำ “พายุไต้ฝุ่นเกย์” ที่เข้าถล่มจังหวัดชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ได้ ไต้ฝุ่นเกย์ อาจจะไม่ใช่สตอร์ม เซิร์จ ลูกแรกที่พัดเข้าประเทศไทย แต่เป็นพายุที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก จนเป็นที่จนจำชั่วลูกชั่วหลาน

จากบันทึกประวัติศาสตร์ ระบุว่า ไต้ฝุ่นเกย์ พัดผ่านอ่าวไทยเข้าสู่ภาคใสต้ตอนบนด้วยความเร็วลม 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ของเช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 และพัดกระหน่ำอยู่นาน 4 ชั่วโมง

ความเร็วลม บวกกับความแรงของพายุ ทำให้เกิดคลื่นสูงในทะเลประมาณ 5-10 เมตร และทำให้บ้านเรือนกว่าร้อยหลังคาเรือนหายไปกับคลื่น ถนนและสะพานขาด

ถือเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ยอดผู้เสียชีวิต 458 คน สูญหาย 900 คน บ้านเรือนเสียหาย 29,533 หลัง มีประชาชนเดือดร้อน 1.53 แสนคน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 8.88 แสนไร่ พื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำเสียหายกว่า 2.2 หมื่นไร่ ประเมินความเสียหายจากพายุ “เกย์” ไม่ต่ำกว่า 7.2 พันล้านบาท ครอบคลุมใน 10 จังหวัด

และอีกครั้งหนึ่ง ในปี 2540 “พายุลินดา” พัดเข้ามาด้วยความแรงลมใกล้เคียงกัน คือ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่พัดเข้าถล่มซ้ำที่เดิม นั่นคือ ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และขยายวงไปถึงพื้นที่เพชรบุรี แม้ว่าความเสียหายจะน้อยกว่า

ส่วนการน้ำท่วมครั้งอื่นๆ เป็นแค่พายุโซนร้อน แม้จะสร้างความเสียหาย แต่ก็ไม่หนักเท่าสตอร์ม เซิร์จ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังไม่มีประวัติว่าสตอร์ม เซิร์จ เคยพัดเข้ามาถึงเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ

----------------------------------------------------------------------

สตอร์ม เซิร์จ อ่าวไทย "เกิดยาก"

จากกระแสข่าวเรื่องการเกิดสตอร์ม เซิร์จ (Storm surge) หรือ คลื่นซัดฝั่งอันเนื่องมาจากพายุไต้ฝุ่นเขตร้อนที่บริเวณอ่าวไทยรูปตัว "ก" ทำให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวเกิดความตื่นตระหนกนั้น

จากการศึกษาข้อมูลงานวิจัยการพยากรณ์แนวทางเดินและความแรงของพายุในเขตร้อนร่วมกับแบบจำลองสมุทรศาสตร์ในอ่าวไทย โดยทีมวิจัยด้านแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) พบว่า การเกิด "สตอร์ม เซิร์จ" ในบริเวณอ่าวไทยรูปตัว "ก" จนส่งผลกระทบต่อจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม มีความเป็นไปได้น้อยมาก

รศ.ดร.ปรุงจันทร์ วงศ์วิเศษ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า การเกิดพายุไต้ฝุ่นซึ่งมีความเร็วลมมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะมีผลต่อการยกตัวขึ้นของระดับน้ำ (ระดับน้ำหนุนสูง) ประกอบกับคลื่นที่สูงขึ้นจากแรงลม ทำให้คลื่นเคลื่อนที่เข้ากระทบฝั่งที่ความสูงมากกว่าระดับน้ำทะเลปกติมาก ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า สตอร์ม เซิร์จ

ทั้งนี้ จากการวิจัยแบบจำลองการพยากรณ์แนวทางเดินของพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก และส่งผลกระทบต่อประเทศไทยตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา พบพายุไต้ฝุ่นเพียง 2 ลูกเท่านั้นที่ผ่านเข้ามาในบริเวณอ่าวไทย คือ พายุไต้ฝุ่นเกย์ และพายุไต้ฝุ่นลินดา

ซึ่งทั้งสองครั้งเส้นทางเดินของไต้ฝุ่นจะผ่านบริเวณจังหวัดชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้น การเกิดพายุไต้ฝุ่นในอ่าวไทยรูปตัว ก แทบไม่มีความเป็นไปได้

"บริเวณอ่าวไทยตอนบนนั้นมีลักษณะทางกายภาพที่ค่อนข้างแคบ (รูปตัว ก) และขัดกับเส้นทางพัดของลม ทำให้ช่วยลดความเร็วลมของพายุลง พายุที่เข้ามาถึงอ่าวไทยจึงไม่รุนแรงและมีลักษณะเป็นเพียงพายุดีเปรสชั่นเท่านั้น เช่นเดียวกับพายุไต้ฝุ่นมุ่ยฟ้าที่พัดถล่มประเทศอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2547 แต่กลับอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นเมื่อเคลื่อนเข้าสู่อ่าวไทยตอนบน

อย่างไรก็ดี หากลมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงพัดเข้าปะทะกับกระแสน้ำจากทะเลจีนใต้ที่มีอิทธิพลจากลมตะวันออกเฉียงเหนือที่มีกำลังแรง อาจทำให้เกิดพายุในอ่าวไทยตอนบนได้ แต่เนื่องจากลมตะวันตกเฉียงใต้มักจะอ่อนกำลังลงในช่วงปลายเดือนกันยายน และลมตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มมีกำลังแรงขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม

จึงมีความเป็นไปได้น้อยมากที่ลมจากทั้งสองทิศจะมีอิทธิพลรุนแรงขึ้นพร้อมกันจนสามารถทำให้เกิดพายุไต้ฝุ่น และสตอร์ม เซิร์จ ขึ้นได้” รศ.ดร.ปรุงจันทร์ กล่าว

ด้าน ดร.นิติมา อัจฉริยะโพธา อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และนักวิจัย JGSEE ผู้ศึกษาแบบจำลองสมุทรศาสตร์ในอ่าวไทย กล่าวว่า แม้ในอดีตพายุไต้ฝุ่นเกย์ และลินดา จะทำให้เกิดสตอร์ม เซิร์จที่มีความรุนแรง และสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง

แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาแบบจำลองที่สามารถพยากรณ์เส้นทางเดินของพายุไต้ฝุ่น ตำแหน่งคลื่นขึ้นกระทบฝั่ง และความสูงของคลื่นที่จะกระทบฝั่งได้อย่างแม่นยำ โดยหากมีการก่อตัวของพายุดีเปรสชั่นขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการรายงานข้อมูลการเกิดพายุ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เมื่อนำมาใช้คำนวณกับแบบจำลองการพยากรณ์แนวทางเดินของพายุไต้ฝุ่นจะสามารถทำนายเส้นทางของพายุ ไต้ฝุ่น และหากเส้นทางพายุไต้ฝุ่นใกล้เข้าสู่ประเทศไทย

แบบจำลองสมุทรศาสตร์ในอ่าวไทยจะสามารถทำนายบริเวณที่คลื่นซัดฝั่งหรือสตอร์ม เซิร์จได้ โดยใช้ข้อมูลกระแสลมพายุ ข้อมูลอุณหภูมิ และความเค็มของน้ำทะเลในระดับความลึกต่างๆ อีกทั้งยังสามารถทำนายความสูงของน้ำทะเลที่เกิดจากการยกตัวของน้ำจากระดับปกติ และความแรงของคลื่นที่ซัดชายฝั่งได้ด้วย

การพยากรณ์เส้นทางเคลื่อนที่ไต้ฝุ่นจะสามารถบอกทิศทางล่วงหน้า 2-3 วัน แต่จะแม่นยำที่สุดภายในเวลา 24 ชั่วโมง และจำเป็นต้องใส่ข้อมูลใหม่ทุกๆ ชั่วโมงเพื่อให้ทราบว่าไต้ฝุ่นจะเคลื่อนที่ไปทิศทางใด

ขณะที่การพยากรณ์การเกิดสตอร์ม เซิร์จ จะพยากรณ์เมื่อทราบเส้นทางเคลื่อนที่ของไต้ฝุ่น และจะแม่นยำที่สุดภายในเวลา 24 ชั่วโมงเช่นกัน ซึ่งเพียงพอต่อการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย และจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที

----------------------------------------------------------------------

เนเธอร์แลนด์ ต้นแบบ รับมือ Storm Surge

แม้ข่าวคราวเกี่ยวกับ Strom Surge ดูเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องเตรียมรับมือกับพลเมืองของกทม.ที่แทบไม่เคยประสบกับปัญหาภัยพิบัติรุนแรงมาก่อน แต่สำหรับเนเธอร์แบนด์ เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจาก Storm Surge ไม่ใช่เรื่องใหม่

เพราะประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เคยประสบภัยจาก Storm Surge ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์มาแล้วเมื่อปี 1953

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1953 เนเธอร์แลนด์ได้เผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่เมื่อเขื่อนในแถบตะวันตกเฉียงใต้เกิดแตกจากการโจมตีอย่างรุนแรงของลมตะวันตกเฉียงเหนือที่เกิดจากพายุเฮอริเคนและกระแสน้ำที่พุ่งขึ้นสูง น้ำได้ไหลทะลักเข้ามาในตอนกลางคืนโดยปราศจากการเตือนภัยล่วงหน้า มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,835 รายจากเหตุการณ์นี้และพื้นที่กว่า 200,000 เฮคเตอร์จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งรวมถึงบ้าน 3,000 หลัง และฟาร์มอีก 300 แห่งถูกทำลาย มันเป็นความหายนร้ายแรงที่สุดในรอบ 300 ปีของประเทศเนเธอร์แลนด์

ความช่วยเหลือจากทั่วโลกไหลบ่ามายังผู้ประสบภัย ซึ่งสภาพไม่แตกต่างจากประเทศที่เพิ่งแพ้สงคราม ขณะที่รัฐบาลได้ออกคู่มือเพื่อป้องกันภัยพิบัติหลังจากที่เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว พร้อมกับมีคำสั่งเร่งด่วนให้เริ่มแผนงานที่เรียกว่า "Delta Project"

"Delta Project" ระบบเขื่อนป้องกันน้ำท่วมจากพายุ เป็นหนึ่งในวิศวกรรมชลประทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา หลังจากเหตุการณ์ Strom Surge ในปี 1953 ทางรัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่า "Delta Commission" เพื่อให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

โครงการนี้ใช้เวลาก่อสร้างร่วม 40 ปีจึงแล้วเสร็จ โดยเริ่มแรกได้สร้างแนวป้องกัน storm surge ในปี 1958 ที่ Hollandse Ijssel ทางตะวันออกของร็อทเทอร์ดัม จากนั้นจึงสร้างประตูกั้นน้ำขนาดใหญ่ในปี 1961 เพื่อควบคุมทิศทางการไหลของน้ำจากแม่น้ำสายหลักที่ Veerse Gat และ Zandkreek

ในปี 1972 ทีมวิศวกรชาวดัตช์ได้เริ่มต้นสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีประตูกั้นน้ำที่ Haringvliet จากนั้นจึงสร้างเขื่อนในลักษณะเดียวกันนี้ที่ Brouwershavensche Gat ในปี 1972 และตามมาด้วยที่ The Philips และ Oester ในปี 1974 และ 1987 ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน แผนงานสำหรับสร้างเขื่อนปิดปากแม่น้ำแห่งสุดท้ายต้องชะงัก เนื่องจากมีการต่อต้านจากเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยนางรม และหอยกาบ รวมทั้งนักสิ่งแวดล้อมทั้งหลายที่บอกว่าการสร้างเขื่อนปิดปากแม่น้ำอาจทำลายการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้ำ และที่สำคัญคือ Eastern Scheldt เป็นแหล่งอนุบาลปลาหลายสายพันธุ์ของ North Sea แต่ในที่สุดก็ประนีประนอมกันสำเร็จ แนวป้องกัน Storm Surge ถูกสร้างขึ้น

โครงการเขื่อน Eastern Scheldt เป็นการก่อสร้างแนวป้องกัน เพื่อปิดกั้นช่องแคบที่มีความยาว 8 กิโลเมตร ถือเป็นส่วนก่อสร้างยากที่สุดใน Delta Project เพราะมีส่วนลึกสุดของช่องแคบถึง 40 เมตร มีปริมาณน้ำทะเลไหลผ่านถึง 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตรทุกครั้งที่น้ำขึ้น-ลง แนวป้องกันตรงนี้สร้างขึ้นทั้งหมด 3 แห่งความยาวรวม 5 กิโลเมตรแล้วเชื่อมด้วยตัวเขื่อนความยาวรวม 3 กิโลเมตร รวมขนาดทั้งหมดเป็น 8 กิโลเมตร แนวป้องกันที่สร้างเสร็จจะเปิดบานประตูไว้ตลอดเวลา เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมเดิมและการประมง จะปิดก็ต่อเมื่อมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมเท่านั้น

ส่วนโครงการล่าสุดที่ Maeslant ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นแนวป้องกันที่มีประตูโค้ง 2 บาน โดยแต่ละบานสูง 22 เมตร และยาวบานละ 210 เมตร รัศมีของบานเป็นท่อโลหะยาว 237 เมตร ซึ่งปกติบานประตูเปิดตลอดเวลาเพื่อให้เรือผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวก เว้นแต่เกิดพายุหรือน้ำทะเลขึ้นสูงเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมก็จะทำการปิดด้วยการหมุนเข้าหาบรรจบกัน

ด้วยสภาพภูมิประเทศบริเวณที่เกิดเหตุ Storm Surge ในเนเธอร์แลนด์แทบไม่ต่างจากพื้นที่ปากแม่น้ำไล่เรียงไปตั้งแต่สมุทรสาคร จนถึงบางปะกง ดังนั้นกรณีการป้องกันของเนเธอร์แลนด์จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษา และเตรียมป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ เพราะกว่าเนเธอร์แลนด์จะสร้างแนวป้องกันได้เสร็จสิ้นกินเวลาถึง 40 ปี แล้วกรณีของไทยต้องใช้เวลาแค่ไหนถึงจะสร้างได้สำเร็จ

----------------------------------------------------------------------

โหรฟันธง ไทยเกิดอาเภท แต่กรุงเทพไม่มีอุทกภัย

หมอดูดวงชื่อดังเมืองไทย ทายทักดวงเมืองเข้าสู่ยุค "กลียุค" โอกาสเกิดภัยพิบัติหนักขึ้นเรื่อยๆ เตือนระวังธรรมชาติจากน้ำและพายุใน 3 จังหวัดภาคใต้มีโอกาสเกิดมหัตภัยมากสุด ด้านหมอดูไพ่ยิปซี ทำนายจะไม่ปรากฎเหตุการณ์ร้ายแรงช่วง 1-2 ปีนี้

กฤษณนัยย์ พิรยารังสรรค์ นักโหราศาสตร์ไทย กล่าวว่า ถ้าพิจารณาตามดวงเมืองของไทยอยู่ในช่วง "กลียุค" กล่าวคือนับตั้งแต่ปี 2550-2560 โดยดวงเมืองได้รับอิทธิพลจากดาวเสาร์ มีราศีสิงห์เป็นเรือนบริวารของดวงเมือง เนื่องจากดาวเสาร์หมายถึงการเกิดอุบัติเหตุ และภัยพิบัติ จึงทำให้ประเทศมีโอกาสที่จะเกิดอาเภทต่างๆ ขึ้นได้ทุกเมื่อ

ในเชิงการวิเคราะห์ทางโหราศาตร์ไทยแล้ว ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเกิดพายุสตอร์ม เซิร์จ (Storm surge) ได้มาก โดยเฉพาะมีโอกาสที่จะเกิดพายุได้มากในพื้นที่เกาะ หรือจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเลทางภาคใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

“แต่โอกาสที่จะเกิดสตอร์ม เซิร์จ ในแผ่นดินไทย หรือเมืองหลวงนั้นมีน้อย เนื่องจากดาวเสาร์ มีราศีสิงห์ เป็นบริวารดวงเมือง ซึ่งเรือนบริวารหมายถึงเกาะและพื้นที่รอบๆ ขณะที่ดาวเสาร์หมายถึงอุบัติเหตุ ภัยภิบัติ

ฉะนั้น มีโอกาสที่จะภัยธรรมชาติร้ายแรงทางจังหวัดชายฝั่งภาคใต้มีสูง โดยเฉพาะใน 3 จังหวัด คือ สงขลา สุราษฎร์ธานี และประจวบ จะต้องระมัดระวังเอาไว้ด้วย”

กฤษนัยย์ กล่าวต่อว่า ถ้าดูจากสถิติหรือเหตุการณ์ร้ายแรงทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในโลกก่อนหน้านี้ จะพบว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่และร้ายแรงต่างๆ ทุกครั้ง มักจะเกิดอาเภททางธรรมชาติ สัตว์ล้มตาย การเกิดโรคภัยร้ายแรง หรืออื่นๆ มา “เตือน” ก่อนเสมอ

“เช่น กรณีสึนามิ ได้เกิดไข้หวัดนกก่อนหน้า หรือก่อนที่จะเกิดพายุนากิสถล่มพม่า ได้เกิดอาเพศทางการเมืองขึ้นโดยรัฐบาลพม่าได้ทุบตี และฆ่าพระ"

รวมถึงการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจีน ผู้คนตายจำนวนมาก ก่อนหน้านั้นรัฐบาลจีนได้ทุบตีพระในทิเบต เป็นต้น

"คำว่าอาเภทนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เนื่องจากดวงเมืองอยู่ในยุคกลียุค"

อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่มีอาเภทเตือนชัดเจน แต่การที่มีปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดขึ้น

เช่น การเกิดสุริยุปราคา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม หรือ จันทรุปราคาเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมา หรือการเกิดโรคภัยติดต่อ ในเชิงหาราศาสตร์ทำนายได้ว่าจะมีปัญหาตามมต่อจากนี้ ซึ่งหากมีตัวเตือนอาเภทที่ร้ายแรงนี้ ก็มีโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว

"การเริ่มฟื้นสายพันธ์ของโรคติดต่อต่างๆ หรือกรณีเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติหลายอย่าง เช่น จันทรุปราคา คือดวงจันทร์กับโลก และพระอาทิตย์ได้โคจรบดบังกัน มีผลทำให้น้ำขึ้นและลง และมวลอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นตัวเร่งปฏิกริยา ทำให้มีโอกาสเกิดพายุ อุบัติภัยธรรมชาติตามมาได้มากขึ้น"

กฤษนัยย์ จึงเตือนให้ประชาชนระวัง เพราะมีโอกาสที่จะเกิดภัยร้ายแรงได้ทุกเมื่อ เนื่องจากตั้งปต่ปี 2550-2560 ดวงบ้านเมืองได้เข้าสู่ยุคกลียุค ทำให้สิ่งที่คิดว่าไม่น่าเกิด มีโอกาสเกิดขึ้นได้หมด

ภาณุวัฒน์ พันธุ์ชาติกุล นักโหราศาสตร์จีนหรือตามหลักฮวงจุ้ย กล่าวว่า ตามหลักฮวงจุ้ยจีนแล้วในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม จะมีมรสุมเกิดขึ้นอยู่แล้ว ประกอบกับหลักฮวงจุ้ยกำลังเกิดการเปลี่ยนยุคในทุก 20ปี ซึ่งช่วงนี้ได้เข้าสู่ยุค 8 ของฮวงจุ้ย ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชั้นภูมิโลก ทำให้เกิดภัยธรรมชาติหนักขึ้นเรื่อยๆ

เขาทำนายว่า ในปี 2553 มีโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติรุนแรง เนื่องจากดวงเมืองของไทยในปี 2553 เป็นปีเสือ ธาตุทอง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำท่วมหนัก จนทำให้เกิดอุบัติภัยหมู่ได้

“ในปีนี้อย่าหวาดวิตกจนเกินไป เนื่องจากเป็นปีหนู ธาตุดิน จะมีเพียงเรื่องจุกจิก วุ่นวายเกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น แต่ในระวังเรื่องปืนไฟ หรือทหาร ที่อาจจะเกิดในช่วงปลายกันยายน- ต้นตุลาคม” ภาณุวัฒน์ กล่าว

ด้าน คฑา ชินบัญชร หมอดูไพ่ยิปซี และโหราศาสตร์จีน กล่าวว่า ตามหลักไพ่ยิปซี ยังไม่มีภัยอันตรายเกี่ยวกับคลื่นน้ำในปีนี้ โอกาสที่จะเกิดอาจเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพ และสมุทรปราการ ตามดวงเมืองยังไม่มีอันตรายเรื่องภัยธรรมชาติจากน้ำ

อย่างไรก็ตาม ยังต้องระมัดระวังในเรื่องพายุฝนและน้ำท่วม เพราะมีไพ่เท็มพารี หรือการเปลี่ยนแปลงปรากฏขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องระมัดระวังในเขตจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงใต้ เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา ประจวบ ชุมพร ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาเล็กในเรื่องอุทกภัย แต่ไม่ถึงกับเกิดการสูญเสียชีวิตแต่อย่างใด

“ตามดวงจีนให้ระมัดระวังทิศใต้ ตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือเอาไว้ด้วย เพราะเป็นทิศที่จะปะทะกับดวงเมืองปีหนูในปีนี้”

คฑา กล่าวว่า ตามหลักโหราศาสตร์ไทยและดวงเมือง ประเทศไทยมีพระสยามเทวาธิราช ซึ่งตั้งดวงเมืองในราศีเมษ ธาตุไฟ ทำให้มีโอกาสไม่ถูกกับน้ำ และมีโอกาสสูญเสียจากน้ำเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าน้ำทะเล หรือพายุ แต่จะไม่เกิดจากไฟ หรือแผ่นดินมากนัก จึงต้องระมัดระวังเอาไว้บ้าง

“เชื่อว่าภายใน 1-2 ปีนี้ จะยังไม่เกิดเหตุการณ์อะไรรุนแรง” คฑา กล่าว

http://special.bangkokbiznews.com/more.php?cate=1202&username=storm











Sunday, 17 August 2008

รู้ทัน “Storm surge” มหันตภัยร้ายแห่งท้องทะเล

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 สิงหาคม 2551 09:27 น.

หากลองนึกภาพเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอดีต แน่นอนว่า ภาพของเหตุการณ์ไล่ตั้งแต่พายุแฮเรียต ในปีพ.ศ.2505 ที่ซัดแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช จนราบเป็นหน้ากลอง ถัดมาในปี พ.ศ.2532 มหาวิบัติพายุเกย์ ก็สร้างความเจ็บช้ำให้แก่ชาวบ้านหลายพื้นที่ใน จ.ชุมพร จนมาถึงช่วงปี พ.ศ.2540 พายุลินดา ก็ซัดซ้ำรอยเดิมใน จ.ชุมพร จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.เพชรบุรี...



การก่อตัวของพายุ


เหตุการณ์ทั้งหมดคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยหลายคน กระทั่งล่าสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านก็เกิดเหตุพิบัติภัยจากพายุนาร์กีสที่ถล่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า จนสร้างความเสียหายเกินคณานับ ซึ่งภาพเหตุการณ์ที่ไล่เรียงมานี้ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าล้วนแล้วเกิดขึ้นจากความรุนแรงของพายุที่พัดเข้าหาชายฝั่งในลักษณะที่เรียกว่า ‘Storm surge’

** Storm surge มหัตภัยร้ายเกินมองข้าม

นาวาเอก กตัญญู ศรีตังนันท์ ผู้บังคับหมวดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ให้คำอธิบายว่า Storm surge คือ ปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกับพายุหมุนโซนร้อนที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นกว่าปกติ อันเนื่องมาจากความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ณ บริเวณนั้น ซึ่งเวลาที่หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา โดยเคลื่อนตัวจากทะเลซัดเข้าหาชายฝั่ง

คำถามก็คือ Storm surge มีความเหมือนหรือแตกต่างจาการการเกิดสึนามิ หรือไม่?
นาวาเอก กตัญญู ชี้แจงว่า สิ่งที่คล้ายกัน คือ รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่แล้วพัดเข้าชายฝั่ง แต่ที่แตกต่างกัน คือ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิ เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่กับ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจาพายุ

ส่วนความเสียหายนั้น คิดว่า Storm surge จะเลวร้ายมากกว่า กล่าวคือ การเกิดสึนามิจะเกิดขึ้นวันไหนก็ได้ โดยท้องฟ้าอาจจะแจ่มใส อากาศเป็นปกติ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทางฝั่งอันดามันของไทย แต่หากเป็น Storm surge จะเกิดขึ้นพร้อมกับพายุซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าปั่นป่วนไม่แจ่มใส สภาพอากาศเลวร้าย มีการก่อตัวของเมฆฝน ฝนตกอย่างหนัก ลมพัดแรง บริเวณชายฝั่งเกิดคลื่นโถมกระแทกอย่างหนัก คลื่นในทะเลสูง แต่เมื่อศูนย์กลางของพายุเคลื่อนเข้ามาก็จะหอบเอาโดมน้ำขนาดใหญ่ซัดเข้ามาอีกครั้ง ดังนั้น ความเสียหายจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ


รูปแบบการยกตัวของคลื่น Storm surge ในการขึ้นฝั่ง



“เมื่อ Storm surge เกิดมาพร้อมกับพายุโซนร้อน เพราะฉะนั้นเมื่อพายุเข้ามาเราก็จะเห็นสัญญาณเตือนหลายอย่าง เช่น การเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และจากการสังเกตลักษณะอากาศที่จะค่อยๆ เลวร้ายลง ทำให้เรารู้ตัวล่วงหน้าหลายวันและสามารถหาทางอพยพได้ทัน แต่กับสึนามิอาจจะไม่รู้ได้เลย เพราะบางครั้งก็เกิดขึ้นในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีสัญญาณบอกเหตุร้ายแต่อย่างใด แต่ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นในช่วงหลายปีมานี้ก็เป็นอะไรที่คาดเดา พยากรณ์ได้ยากเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเกิดภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพอากาศในทุกมุมโลกเกิดความแปรปรวน และยิ่งทวีความรุนแรงของเหตุการณ์ขึ้น สิ่งนี้จึงเรื่องที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด” นาวาเอก กตัญญู ให้ภาพ



คลื่น Storm surge ที่เกิดจากอิทธิพลของพายุในทะเล



** กทม.ไม่น่าห่วงเท่าชายฝั่งอ่าวไทย

นาวาเอก กตัญญู อธิบายต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนจึงตั้งคำถามว่าพื้นที่ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ชายฝั่งแล้วจะได้รับผลกระทบที่เกิดจาก Storm surge หรือไม่นั้น ต้องบอกว่าถึงแม้พื้นที่เสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ในอ่าวไทย แต่บริเวณก้นอ่าว หรือบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา กลับไม่เคยพบการเกิดพายุหมุนโซนร้อนมาก่อน ที่พบก็จะมีแต่ปลายๆ ของหางพายุดีเปรสชันซึ่งก็ไม่ได้เกิดความรุนแรง แต่พื้นที่ที่น่าห่วง คือ ตลอดแนวพื้นที่ราบชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไป ซึ่งในอดีตพื้นที่เหล่านี้ก็เคยเกิดพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ซัดถล่มมาแล้ว หากมองในพื้นที่บริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯ โอกาสที่จะเกิดน้อย เนื่องจากพื้นที่ของกทม.เป็นพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน แต่หากว่าเกิดพายุพัดผ่านเข้ามาบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาจริงอิทธิพลจะเข้ามาถึงตัวเมืองแน่นอน โดยเฉพาะร่องแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะมีมวลน้ำทะลักเข้ามาไหลเอ่อท่วมพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ

นาวาเอก กตัญญู บอกอีกว่า ทางฝั่งของทะเลอันดามันก็ยังพอเบาใจได้เนื่องจากการเกิดของ Storm surge จะเกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนตัวของศูนย์กลางพายุเข้าหาชายฝั่ง แต่หากสังเกตเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุที่เกิดขึ้นในไทยนั้นจะเริ่มพัดขึ้นฝั่งอ่าวไทยแล้วพัดออกจากฝั่งทางอันดามันไปพม่า บังคลาเทศ อินเดีย ทำให้ฝั่งอันดามันเป็นการเคลื่อนตัวออกนอกชายฝั่ง ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจาก Storm surge เหมือนอ่าวไทย แต่ที่ไม่ควรมองข้ามคือหากพายุหมุนเกิดขึ้นภายในแผ่นดิน และบริเวณแหล่งน้ำภายในเช่น กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หากหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนผ่านแหล่งน้ำเหล่านั้น น้ำก็จะยกตัวขึ้นมาเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในทะเลและก็อาจทำให้เกิดคลื่นพัดเข้าสู่ฝั่งได้เช่นกัน

“ที่ผ่านมา หลายคนให้ความสนใจในการเฝ้าระวังสึนามิ เพราะยังเป็นของใหม่ในบ้านเรา แต่ความจริงแล้วภัยคุกคามที่แท้จริงคงหนีไม่พ้น Storm surge เพราะโอกาสที่จะเกิดพายุหมุนโซนร้อนที่พัดเข้าอ่าวไทยเกิดได้ถี่กว่า สึนามิหลายเท่า” นาวาเอก กตัญญู แจกแจง

** ปลูกป่าชายเลน แนวป้องกันชั้นยอด

ในส่วนของการเฝ้าระวังและวิธีการเตรียมรับมือนั้น รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ระยะเสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ที่ 3 เดือนอันตราย เพราะจากสถิติการเกิดพายุหมุนโซนร้อนที่ขึ้นทางฝั่งอ่าวไทยนั้น เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนตุลาคม พายุจะก่อตัวทางตอนใต้ของปลายแหลมญวนทางเขมร และเมื่อถึงช่วงเดือนพฤศจิกายนพายุจะเคลื่อนลงจากแหลมญวนจนเคลื่อนสู่อ่าวไทย ไปตลอดจนถึงเดือนธันวาคมพายุจึงจะสลายไปในที่สุด

สำหรับในบ้านเรานั้นหลายคน กลัวว่า Storm surge จะเกิดผลกระทบต่อเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แต่อยากให้อุ่นใจได้ว่า Storm surge คงเข้ามาไม่ถึง ที่ต้องระวังคือปัญหาเดิมๆ อย่างน้ำท่วม เพราะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่รับน้ำ อีกทั้งภายในตัวเมืองชั้นในยังมีสิ่งปลูกสร้างสูงๆ ป้ายโฆษณาตามตึกต่างๆ ก็ควรระวังหากเกิดลมพายุรุนแรงเพราะจะพัดป้ายให้พัง และเกิดความเสียหายได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรหาทางป้องกันอย่างเร่งด่วน

การเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ Storm surge นั้น อยากฝากให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยศึกษาลักษณะของการเกิด และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน ซึ่งการหนีนั้นต้องมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย หากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่นบริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมืองท่องเที่ยว

“วิธีการป้องกันมีอยู่หลายแนวทางทั้งการสร้างกำแพงป้องกันแต่ก็ไม่ควรนำมาใช้กับบ้านเรา และอาจจะเป็นการสูญเงินอย่างมหาศาล ทางออกที่ดีที่สุดคือการช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่มในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดความรุนแรงได้ อีกทั้งควรกำหนดเป็นหลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียนเพราะเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวเกิดขึ้นจริงจะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้”
รศ.อัปสรสุดา ทิ้งท้าย

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000095130







ผลกระทบของ Strom Surge ต่อคนกรุงเทพฯ และคนชายฝั่ง




Tuesday, 12 August 2008

Bejing Olympic 2008 - Openning Ceremony

08 August 2008 @ 08:08 PM.


Chinese former gymnastics champion Li Ning kindles the cauldron.





video