Suankularb 84

www.suan84.com

Friday, 26 September 2008

บันทึกประวัติศาสตร์ คอนเสิร์ต เมดอินไทยแลนด์

ค อ น เ สิ ร์ ต ที่ ป ร ะ ส บ ค ว า ม สำ เ ร็ จ
คื อ มี ค น ดู เ ย อ ะ ใ ช่ ห รื อ ไ ม่


ยืนยง โอภากุล ไม่ได้ตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เขาบอกว่า คอนเสิร์ตที่ประสบความสำเร็จ มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข สภาวะแวดล้อมที่ต่างๆ กันต่างหาก “ถ้าวันนั้นฝนตกคนอาจจะไม่มา ถ้าวันนั้นเป็นวันที่ไม่ได้หยุดทำงาน คนก็อาจจะไม่มา แต่ว่าเมื่อเราขึ้นไปแล้ว ทุกครั้งไม่ว่าคนมากคนน้อย เราต้องทำหน้าที่ของเรา สมมติมีคนดูคนเดียว เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราให้สาสม เราเล่นในสภาวะหลายแบบต่างกันนะฮะ ถ้าเราเล่นในที่ที่คนเยอะๆ มาก ก็ลำบาก ถ้ามีการจลาจล มีการบาดเจ็บหรือตาย ก็เป็นสิ่งที่เราเสีย แม้แต่คนเดียวเราก็แย่แล้ว เราต้องรับผิดชอบต่อคนที่มาดู เพราะงั้นผู้จัดจะต้องเป็นโปรเพสชั่นนอล คือรู้ดีถึงจะจัดได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมประสบมาด้วยตัวเอง จนผมต้องมาทำคอนเสิร์ตที่หัวหมาก..” เขากล่าวถึงคอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ของคาราบาว “ให้เห็นว่าเป็นโปรเฟสชั่นนอลจริงๆ เขาทำกันยังไง ในสภาพเงื่อนไขปัจจุบันนี้ทำได้ ขอให้ผู้จัดเองมีความจริงใจต่อคนดู ไม่ใช่ว่าจะต้มหมู เอาเงินเข้ากระเป๋ากันท่าเดียว” คาราบาว เปิดคอนเสิร์ตครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์เล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา “ครั้งนั้นมีคนดูแค่ ๖ คน และเก็บเงินได้เพียง ๓๕ บาทเท่านั้น..” ยืนยงฟื้นความทรงจำซึ่งผ่านมาแล้วถึง ๒๕ ปี


หลังจากมีชื่อเสียง คาราบาว ตระเวนเล่นคอนเสิร์ตเป็นกิจจะลักษณะมาตั้งแต่ อัลบั้ม"วณิพก" ถึงวันนี้ “ถึกควายทุย” ตัวนี้ เดินทางรอนแรมมาแล้วทั่วประเทศนับได้หลายพันทัวร์ หลายครั้งและมากกว่าหลายครั้ง ที่เกิดการกระทบกระทั่งและวิวาทกันเอง ของแฟนเพลงคาราบาว

ยืนยงยืนยันหนักแน่นเสมอว่า ถ้าเกิดกรณีวิวาทของคนดูขึ้นมาครั้งใด
“ผมก็ขู่ว่าจะเลิกเล่น!”
มันเป็นวิธีการของคาราบาว ที่ยึดถือปฏิบัติมาตลอด

“ผมจะใช้วิธีขู่บอก.. เอานะถ้าตีกันผมเลิกทันที คุณเสียเงินซื้อบัตรซื้อตั๋วมา ผมไม่ได้เสีย ผมมาเล่นผมได้ตังค์ ผมเลิกแน่นอน ผมไม่แคร์อยู่แล้ว ดีไม่เหนื่อย ด้วย อีกอย่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต

ผมอยากจะฝากเตือนเพื่อนๆ ศิลปินสักนิด หากเราเห็นว่าอารมณ์ดนดูเริ่มจะแรงก็เบรกลงหน่อย เล่นเพลงช้าลงบ้าง ไม่ใช่ว่าสคริปต์มาอย่างนี้ต้องตามนั้นเป๊ะ เบรกสักนิด อารมณ์คนมันก็เหมือนน้ำนั่นแหละ พอมันเดือดปุ๊บ เราก็ลดไฟลงหน่อย ถ้ามันเดือดแล้วเรายิ่งไปเร่งไฟ มันก็ยิ่งไปกันใหญ่..”

ภายหลังจาก “อัลบั้มประวัติศาสตร์” สมาชิกคาราบาว 7 คน ยุครุ่งเรือง ก็ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์บนเวทีคอนเสิร์ตหลายครั้ง หลายคอนเสิร์ต ที่ยังอยู่ในความตราตรึงของผองเพื่อนเพื่อชีวิตมาถึงทุกวันนี้




บันทึกประวัติศาสตร์ คอนเสิร์ต เมดอินไทยแลนด์
(คอนเสิร์ตทำโดยคนไทย)


หลังจากอัลบั้ม “เมดอินไทยแลนด์” ออกวางตลาดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2527 คอนเสิร์ต “เมดอินไทยแลนด์” ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการแสดงสดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ คาราบาว ก็อุบัติขึ้น ณ กลางสนามเวโลโดรม อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2528 บริเวณหน้างานปรากฏคัตเอาต์โฆษณาขนาดใหญ่ “เชิญร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ดนตรีกลางแจ้งครั้งแรก ทำโดยคนไทย” คอนเสิร์ตครั้งนี้ คาราบาว เป็นผู้จัด ประสานกับ บริษัท แกรมมี่ เอนเตอร์เทนเมนท์ และ นินจา เอนเตอร์เทนเมนท์ โปรเจ็คต์ เป็นผู้รับผิดชอบด้านเวทีและแสงสีเสียง

แฟนคาราบาว ครึ่งแสนแห่ไปร่วมสร้างประวัติศาสตร์ ดนตรีกลางแจ้ง ครั้งนี้ชนิดมืดฟ้ามัวดิน กำหนดประตูเปิดเวลา 15.00 น.แต่ผองชนเพื่อชีวิตนั้น ไปรอเข้าบริเวณงานล่วงหน้าตั้งแต่ยามสาย ท่ามกลางอากาศร้อนระอุ หน้าประตูคราคร่ำไปด้วยผองเพื่อนเพื่อชีวิตในรูปลักษณ์แปลกตา แต่ละคนแต่งกายคล้ายๆ กัน ผ้าขาวม้าพันคอ บ้างคาดเอว บ้างมาในชุดม่อฮ่อมสีน้ำเงิน กางเกงขาก๊วย บ้างสวมหมวกทหาร

พลันที่ประตูเปิด ผู้คนนับหมื่นก็เบียดเสียดกรูกันเข้าไป เพื่อจับจองจุดชมการแสดงของ คาราบาว ที่เหมาะที่สุด สนามแข่งจักรยานที่เคยโล่งไกลสุดตาดูคับแคบไปถนัดตา ก่อนการแสดงของ คาราบาว มีวง “บางกอก คอนเน็คชั่น” ขึ้นเล่นโมเดิร์นแจ๊สหนักๆ เป็นวงเปิดเวทีร่วมชั่วโมง เรียกเสียงปรบมือได้จากฟากหนึ่งของสนาม

คาราบาวขึ้นเวทีเมื่อแสงอาทิตย์จวนลับฟ้าแล้ว เสียงกลองสแนร์-อินโทรฯ เพลงมาร์ชจาก “ท.ทหารอดทน” เริ่มขึ้น สมาชิกคาราบาวเดินเรียงแถวขึ้นเวทีแล้ว “มนต์เพลงคาราบาว” ก็กระหึ่มขึ้นเป็นเพลงแรก นั่นแสดงว่าสัญญาณการแสดงดนตรีกลางแจ้งครั้งประวัติศาสตร์เริ่มขึ้นแล้ว ผองเพื่อนเพื่อชีวิต คล้ายรอเวลาปลดปล่อยมาอย่างยาวนาน ลุกขึ้นชูมือขวา ดีดดิ้นไปตามจังหวะกลอง แสดงพลังแฟนเพลงคาราบาว

ทว่า การแสดงผ่านไปประมาณชั่วโมงเศษ ทางบริษัทนินจาฯ ก็ขอให้ คาราบาวพักการแสดงไว้ชั่วขณะ เนื่องจากมีกลุ่มคนดูบางส่วน เริ่มปีนป่ายขึ้นไปบนอัฒจันทร์ทางด้านซ้ายของเวที ซึ่งมีสภาพเก่าแก่มากแล้ว ตำรวจรักษาการยื่นคำขาดให้ไล่ผู้ชมลงจากอัฒจันทร์ทั้งหมด มิฉะนั้นจะไม่ให้แสดงต่อ แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าตระหนก เพราะผู้ชมกลุ่มที่กลายเป็นปัญหาปฏิเสธไม่ยอมลง ซ้ำยังโบกมือตะโกนลั่นว่า “ไม่เอา ไม่เอา” ขณะที่คนที่อยู่ในสนามก็สวนขึ้นไปว่า “ลงมา ลงมา”


ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น บรรยากาศในสนามก็ตึงเครียด มีเสียงโห่ฮาป่าบ่อยครั้ง การขอร้องให้คนดูลงมาจากอัฒจันทร์ ผ่านไปหลายนาทีแต่ไม่มีอาการตอบรับ
แอ๊ดเองก็เริ่มระอา

“เหนื่อยฉิบหาย..เขาจ้างผมมาเล่นดนตรี ไม่ได้ให้มาสลายม็อบ”

ขณะที่ทาง “ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์” ผู้จัดการใหญ่ของนินจา ก็คำรามก้องผ่านไมโครโฟนว่า

“ถ้าผมติดคุก ผมเอาคุณตายแน่..”

อัฒจันทร์เจ้าปัญหานั้นอยู่ทางปีกซ้ายของเวที เป็นอัฒจันทร์เก่าแก่สภาพทรุดโทรม ซึ่งทางผู้จัด ได้นำลังโค้กลิตรไปวางเรียงไว้ พร้อมกับใส่ขวดเปล่าเรียงเป็นคำว่าโค้ก เหมือนกับแปรอักษร ส่วนด้านข้างก็ใช้ผ้าขาวคลุมไว้จนเต็ม เพื่อกันไม่ให้คนดูปีนขึ้นไปนั่ง


คาราบาวบรรเลงบทเพลงต่อไปอีกหลายเพลง ตั้งแต่เพลง “มหา’ลัย” เป็นเพลงต่อจากนั้น เรื่อยไปจนถึงเพลง “บัวลอย” ต่อด้วย “ราชาเงินผ่อน” จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของ “น้าหมู-พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ” ออกมาคั่นเวลาบนเวที ด้วยเพลง “โคราช” เรียกเสียงฮาได้หลายระลอก คาราบาวกลับมาอีกรอบด้วย ๒ เพลงติดๆ “สองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่” กับ “ลาวเดินดิน”

แล้วก็ถูกเบรคอีกครั้ง เมื่อตำรวจเรียกพบ “นินจา” ผู้จัดคอนเสิร์ตไปตักเตือน เรื่องความปลอดภัยของแฟนๆ บนอัฒจันทร์เจ้าปัญหา

การต่อรองเกิดขึ้นอีกครั้ง คาราบาว สานต่อความมันที่ยังค้างคาอยู่ด้วยเพลง “กัญชา” และปล่อยเพลงโจ๊ะตามติดมาแบบรวดเดียว ตั้งแต่ “ปลาใหญ่กินปลาน้อย / ลูกหิน / ลูกแก้ว”

พงษ์เทพ กลับออกมาอีกครั้งกับเพลง “เฉย” พอจบแล้ว คาราบาว ก็ต่อด้วย “จับกัง” เชื่อมต่อด้วย “เดือนเพ็ญ” และเพลงช้าๆ อีกหลายเพลง

ยืนยง-ปลุกความอ่อนล้า ให้กลับคึกคักอีกครั้ง กับเพลง “หำเทียม” แฟนๆ ดีดตัวขึ้นตามจังหวะโดยอัตโนมัติ ชูมือเปล่งเสียงร้องตามอย่างเมามัน แต่ไม่มีใครคิดว่า “หำเทียม” จะเป็นเพลงสุดท้ายของคอนเสิร์ตนี้ ทั้งๆ ที่ในสคริปต์การแสดงยังเหลืออีกหลายเพลงด้วยกันที่ยังไม่ได้บรรเลง

“ดวงพร รัตนฤทัย” รายงานเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้น ไว้ใน
มติชนรายวัน ฉบับ 13-14 กุมภาพันธ์ 2528 ว่า..

“ความเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ของแฟนเพลงวันนั้น ออกจะเกินขอบเขตที่ใครจะคาดคิดไปถึงได้ จากความคลั่งไคล้ กลายเป็นการแสดงออกต่างๆ นานา ชนิดทุ่มสุดตัว โดยมิพักกังวลถึงผู้คนรอบข้าง บ้างโหนตัวขึ้นไปยักย้ายอยู่บนไหล่ของเพื่อนร่วมกลุ่ม ก่อนที่จะกระโจนทิ้งตัวลงสู่กลุ่มคนเบื้องล่าง อย่างไม่กลัวคอหักหรือถูกเหยียบ ก่อนที่จะระเบิดออกเป็นความเถื่อนในบางจุด บางกลุ่ม ทำให้ผู้ที่ตั้งใจชมต้องแตกฮือกันบ่อยครั้ง

ด้วยสภาพสนามที่ราบเรียบไม่มีลดหลั่น ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นระหว่างผู้ที่ต้องการนั่งชมกับผู้ที่ต้องการออกกำลังแขนขา สงครามก้อนหินจึงเกิดขึ้น ตามมาด้วยการชี้หน้าด่าทอ ตะลุมบอนทะเลาะวิวาท แก้วพลาสติก ปลิวว่อน จนหลายครั้ง แอ๊ดต้องขอร้องในระหว่างการร้องเพลงว่า ‘อย่าขว้างกันครับ อย่างขว้างกัน’ นอกเหนือจากหลายคู่ที่ปะทะกันถึงขั้นหามด้วยสาเหตุจากการสนุกกันจนเกินขอบเขต”


ผู้ที่กำลังเมามันกับเพลง “หำเทียม” อาจจะงง ที่จู่ๆ คนของนินจา ก็ก้าวพรวดพราดขึ้นมาบนเวทีประกาศก้องว่า การแสดงสิ้นสุดลงแล้ว ทยอยกันกลับบ้านได้แล้วครับ..










การแสดงดนตรีที่เตรียมงานมาสุดฝีมือต้องล้มเลิกลงกลางคัน อย่างน่าเสียดาย เหตุผลสำคัญของการยุติคอนเสิร์ตกลางคันนั้นมีอยู่ 2 ประการ คือ ผู้ชมทางด้านซ้ายของเวทีไม่ยอมลงจากอัฒจันทร์ และอีกประการคือเกิดการวิวาทกันของคนดูหลายกลุ่ม บริเวณริมสนามด้านซ้ายของเวที ถึงสองครั้งสองครา โดยผู้อยู่ด้านล่างขว้างก้อนหินขึ้นไป แล้วคนอนู่บนอัฒจรรย์ก็ขว้างขวดเปล่าโค้กลงมา เหมือนสมรภูมิย่อยๆ ทั้งคนข้างบนและข้างล่าง แตกฮือเป็นระยะๆ หัวร้างข้างแตกไปหลายราย

การแสดงที่น่าเสียดายคือช่วงไฮไลต์ที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการบรรเลงเพลง
“เรฟูจี” (Refugee) เพลงเอกในอัลบั้ม เมดอินไทยแลนด์ ซึ่งจะมีวงออร์เคสตร้าวงใหญ่เข้าร่วมบรรเลงที่ คาราบาว ตั้งใจเล่นมากที่สุด โดยก่อนหน้านั้น-ในวันแถลงข่าวจัดคอนเสิร์ต “เมดอินไทยแลนด์” คาราบาว บอกว่า เพลง “เรฟูจี” เป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคอนเสิร์ต นอกจากทีมเครื่องสายที่เตรียมมาแล้ว ยังมีนักดนตรีรับเชิญจาก วงบัตเตอร์ฟลาย อาทิ สุรสีห์ อิทธิกุล, อนุวัตร สืบสุวรรณ, โยธิน ชีรานนท์ มาร่วมแต่งแต้มเพลงนี้ให้อลังการขึ้นด้วย

ยืนยงเองก็ให้สัมภาษณ์อย่างตื่นเต้นในวันแถลงข่าวว่า อยากจะเห็นเหมือนกันว่าการแสดงเพลงนี้จะออกมาอย่างไร แต่ไม่มีใครได้เห็นความยิ่งใหญ่ของเพลงนี้ แม้แต่พวกเขาเอง-คาราบาว แอ๊ดและเพื่อนเสียใจที่ต้องยุติคอนเสิร์ตกลางคัน


ฝ่ายเวทีประกาศให้คนดูทยอยออกจากสนามช้าๆ ขณะที่บนเวทีสมาชิก คาราบาว แต่ละคนยืนสงบนิ่งด้วยความผิดหวัง ที่ไม่อาจนำพาคอนเสิร์ตครั้งนี้เดินทางไปถึงช่วงสุดท้ายได้ แม้ว่าทุกคนจะ “เทใจ” เต็มร้อยแล้วก็ตาม

ยืนยงคว้าไมค์มาถือเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ในห้วงนั้น "เอาเพลงนี้เถอะ..ผมอยากร้องเพลงนี้..” คืนนั้นทุกคน ณ ที่นั้น ได้ยิน ยืนยง โอภากุล ร้องเพลง “รอยไถแปร” ของ ก้าน แก้วสุพรรณ ส่งแฟนๆ คาราบาว..

“ทุ่งนาแดนนี้ไม่มีความหมาย
เหลือเพียงกลิ่นโคลนสาปควาย
เห็นซากคันไถแล้วเศร้า
เห็นนาที่ร้างนั้นมีแต่ฟางแทนรวงข้าว
เล่นเอาใจเราสะท้อน... "


ฟังเพลงรอยไถแปร ในวันคอนเสิร์ตจริง  



แต่ในที่สุด “แอ๊ด” ก็ต้องหยุดร้อง ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมสนาม เวโลโดรม เพราะแฟนเพลงยังอาลัยอาวรณ์ ไม่ยอมออกจากสนาม !!


อ่านเพิ่มเติม : คอนเสิร์ตทำโดยคนไทย - จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



Wednesday, 17 September 2008

OSK League 2008 เริ่มแล้ว


ชมรมฟุตบอลศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ ประเดิมเปิดสนามแลกแข้ง
ฟุตบอลลีกประจำปีนี้แล้ว โดยมี 10 ทีม ผสมหลากหลายรุ่นบรรเลงเพลงเตะ
จะพบกันหมดในทุกๆ สัปดาห์ สะสมแต้มไปจนกระทั่งถึงวันเสาร์ที่ 8 พย.นี้
จะเป็นนัดปิดสนาม เพื่อรับมอบถ้วยเกียรติยศจาก
ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
การแข่งขันดังกล่าวนี้ ดำเนินไปภายใต้การจัดการของสมาคมศิษย์เก่าสวนฯ
โดยมี วิรัช ชาญพานิชย์ osk84 ประธานชมรมฯ เป็นประธานจัดการแข่งขัน


video









ตารางคะแนน นัดแปด
1 พ.ย. 51




Scores source : OSK103.com