Suankularb 84

www.suan84.com

Saturday, 25 October 2008

ปิยมหาราชานุสรณ์ 2551 ที่สวนกุหลาบฯ

เป็นประจำทุกปี..กับประเพณีของ"ลูกสวนกุหลาบฯ" จะถวายสักการะแด่องค์พระผู้พระราชทานกำเนิด ในวาระเสด็จสวรรคตเมื่อ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ ซึ่งปวงชนชาวไทย..ได้ถวายให้เป็นวัน "รำลึก-ปิยมหาราชา" ..เราจึงขอนำพาบรรยากาศจากราชานุสรณ์ มาเสนอให้ชมเฉกเช่นทุกปี โดยมีทั้งการถวายสักการะ และ งานเปิดห้องดนตรีของชาวสวนฯ ให้ได้ชมต่อเนื่องกันไป









video



พิธีเปิดห้องมาร์ชชมพู-ฟ้า





video



วิกฤตปีนี้หรือปี '40 หนักกว่ากัน?

โดย ประศาสน์ ตั้งมติธรรม OSK84

วิกฤตสถาบันการเงินทั่วโลกที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว พร้อมๆ กับวิเคราะห์กันว่าความรุนแรงของผลกระทบภาวะเศรษฐกิจจะมากกว่าที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 หรือไม่อย่างไร หลายๆ ท่านบอกว่าครั้งนี้หนักกว่าแน่นอนโดยที่ไม่ได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าเป็นความจริงเพียงใด เพียงแต่ได้รับฟังข่าวมาพูดต่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสำนักข่าวต่างประเทศ

ถ้าจะให้วิเคราะห์กันว่าจริงหรือไม่แล้ว คงจะต้องเริ่มต้นกันที่มุมมองว่า มองจากประเทศใดเสียก่อน เพราะว่ามุมมองของประเทศที่ต่างกันย่อมแตกต่างกัน แต่ถ้าจะให้แคบลง ก็คงมองได้จากมุมของไทยกับอเมริกา

ทำไมถึงแตกต่างกัน?

ท่านจะต้องทราบเสียก่อนว่า สถานการณ์ของไทยเมื่อปี 2540 แตกต่างจากวิฤกตสถาบันการเงินของสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้โดยสิ้นเชิง ในครั้งนั้น ประเทศไทยของเรามีการปิดสถาบันการเงินที่เป็นบริษัทเงินทุนเป็นการถาวร นอกเหนือไปจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบในลักษณะที่สถาบันการเงินทั่วโลกประสบอยู่ในขณะนี้

แต่ในครั้งนี้ สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ไม่ได้ปิดตัวลง ตรงกันข้าม กลับได้รับการอัดฉีดเงินทุนและสภาพคล่องในลักษณะที่ดีกว่ามาก

การที่สถาบันการเงินปิดหรือไม่ปิดแตกต่างกันอย่างไร?

สถาบันการเงินปิดนำไปสู่ภาคเศรษฐกิจการผลิตที่ปิดไปด้วย ซึ่งหมายถึงว่าระบบเศรษฐกิจสูญเสีย GDP ส่วนที่เกี่ยวข้องนั้นไปทั้งหมด

ถ้าท่านใดเคยดูสถิติเกี่ยวกับสินทรัพย์รวมของระบบสถาบันการเงิน จะทราบว่า บริษัทเงินทุนมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 10 ของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด ในวิกฤตปี "40 นั้น GDP ก็ลดลงประมาณร้อยละ 10 ด้วยในปี 2541

สำหรับวิกฤตสถาบันการเงินที่เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาในปีนี้ โปรดสังเกตว่า สถาบันการเงินที่มีขนาดอย่างมีนัยสำคัญไม่มีแห่งใดปิดตัวลงเหมือนอย่างวิกฤตปี "40 ของไทยเลย

ขณะเดียวกัน ผู้เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายรัฐบาลกลางและธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีและไม่มีแนวโน้มว่าจะใช้นโยบายปิดสถาบันการเงินเลย

ในทางตรงกันข้าม กลับมีนโยบายที่จะอัดฉีดทั้งเงินทุนและสภาพคล่องเข้าสู่สถาบันการเงินอย่างจริงจังทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

ดังนั้น ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงเชื่อได้ว่า ความรุนแรงของผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจึงไม่น่าจะมากไปกว่ากรณีของไทย เมื่อเทียบกรณีต่อกรณีและปัญหาของสถาบันการเงินส่วนที่ไม่ถูกปิดมีลักษณะใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่ระบบสถาบันการเงินของสหรัฐอเมริกามีขนาดสินทรัพย์รวมที่ประมาณ 13 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งใกล้เคียงกับ GDP ณ ราคาปัจจุบันด้วย

ในขณะนี้ ความเสียหายของระบบสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกายังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่แน่นอนคือ รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาได้ประกาศอัดฉีดหรือเพิ่มทุนให้แก่สถาบันการเงินต่างๆ ในวงเงิน 0.25 ล้านล้านเหรียญ หรือ คิดเป็นร้อยละ 2 โดยประมาณของระบบสถาบันการเงิน ซึ่งอาจอนุมาณได้ว่า GDP อาจได้รับผลกระทบในขนาดที่ใกล้เคียงกัน

ถ้าดูความเสียหายเพียงเท่านี้ ก็อาจแปลกเป็นเงินบาทได้ถึง 8.5 ล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งน้อยกว่า GDP ณ ราคาปัจจุบันของไทยเล็กน้อย

ในขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ GDP ในวิกฤตปี "40 มีเพียงประมาณร้อยละ 10 ของ GDP หรือประมาณ 0.5 ล้านล้านบาทเท่านั้น

ถ้ามองจากมุมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก นอกจากประเทศไทยแล้ว ขนาดความเสียหายในรูปตัวเงินที่พวกเขาได้รับจากวิกฤตในปีนี้ย่อมจะมากมายกว่าปี "40 อย่างแน่นอน

แต่ถ้ามองจากมุมของไทยแล้ว GDP ของสหรัฐอเมริกาหรือ (อาจขยายถึง) ทั่วโลกที่ลดลง ร้อยละ 2 อาจทำให้การส่งออกของไทยลดลงร้อยละ 2 โดยรวมไปด้วย แต่ถ้าแปลกเป็น GDP แล้ว จะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.6 เท่านั้น

ถ้าหากจะให้การส่งออกหรือ GDP ของไทยลดลงจนมีขนาดเท่ากับความเสียหายในปี " 40 แล้ว GDP ของสหรัฐอเมริกาจะต้องลดลงถึงกว่าร้อยละ 7 ซึ่งก็จะกลายเป็นเรื่องที่โกลาหลในสหรัฐอเมริกาจนเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย

เมื่อเป็นเช่นนี้ วิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกาย่อมมีขนาดที่เทียมกันไม่ได้กับวิกฤตเศรษฐกิจของไทยในปี 40 จากมุมมองของไทย กล่าวคือ ผลกระทบต่อไทยจะน้อยกว่ามาก

ความรุนแรงของผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ นอกจากไทย ยังอาจแปรผันตามความเปิดของระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศต่อสถาบันการเงินที่เป็นปัญหาในสหรัฐอเมริกาด้วย

เช่น ผู้ว่าการฮ่องกงได้กล่าวว่า ฮ่องกงได้รับผลกระทบมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพราะฮ่องกงพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐอเมริกามากกว่าไทยมากและยังมีสถาบันการเงินและประชาชนฮ่องกงไปลงทุนไว้กับสถาบันการเงินที่มีปัญหาของสหรัฐอเมริกามาก เป็นต้น

การวิเคราะห์ในที่นี้อาจใช้ตัวอย่างง่ายๆ และไม่ถึงกับแม่นยำมากนัก แต่ก็น่าจะสามารถชี้บอกทิศทางของให้ผู้คนหายความสงสัย เกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกาต่อเศรษฐกิจของไทยในครั้งนี้เทียบกับปี '40 ได้เป็นอย่างดี

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11185 มติชนรายวัน



ดร. ประศาสน์ ตั้งมติธรรม

เป็นนักเรียนไทยผู้ได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นรุ่นที่ 25 ไม่ได้จบการศึกษาจาก Kobe University (ได้แต่ไปเรียนเฉยๆ) ส่วนปริญญาเอกของท่านรับมาจาก University of Hawaii

หน้าที่ความรับผิดชอบในอดีต(ถึงปัจจุบัน?)ก็เช่น: เป็นผู้รักษาการผู้จัดการ สำนักงานจัดการทรัพย์สินมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายสถานที่พักนักกีฬาและเจ้าหน้าที่
การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ครั้งที่ 29) เป็นต้น
อีกทั้งท่านยังเป็นเจ้าของคอลัมน์ "คลื่นความคิด" ในมติชน และได้เขียนหนังสือ เช่น "100 วิสัยเท็จ พัง เศรษฐกิจไทย" (เคล็ดไทย ; ครั้งที่พิมพ์ 1/2546) อีกด้วย


http://suan84.com/forums/viewtopic.php?t=23



Tuesday, 21 October 2008

Night of Honor 2008 Part 3

วิดิโอคลิป ตอนที่ 3
คืนวันที่ 3 ตุลาคม 2551
เฮฮาประสา..พี่หลอ









video

Labels:



Night of Honor 2008 Part 2

วิดิโอคลิป ตอนที่ 2
คืนวันที่ 3 ตุลาคม 2551
ความในใจจากเพื่อน...ศรีของรุ่น-84










video

ชมต่อ ตอนที่ 3 คลิกที่นี่

Labels:



Saturday, 18 October 2008

ฟิล์มภาพยนต์ประวัติศาสตร์ ของสวนฯ84


บัดนี้ ฟิล์มม้วนนั้น มีอายุ 37 ปี มิใช่เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของชาวสวนกุหลาบฯเท่านั้น หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ของชาติ ซึ่งทางหอภาพยนตร์แห่งชาติ จะเก็บรักษาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ชมต่อไปด้วย



มหัศจรรย์..วันเดอร์ฟูล..อีกแล้วครับ

เพิ่งจะผ่านพ้นไปแหมบๆ กับ..การย้อนรอยถอยหลัง
เข้าไปในซอกหลืบประวัติศาสตร์สวนกุหลาบฯที่รุ่นพี่รุ่นพ่อ..
สร้างไว้เป็นมรดกล้ำค่า
ในเพลง "สวนกุหลาบ" และ "สวนฯ ระลึก"
จากผลงานประพันธ์ของ "เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
(สนั่น เทพหัสดินทร์ฯ)"
และ "คุณพ่อพายัพ ดวงพัสตรา"
โดยใช้เวลาค้นแคะแกะเกา..พอสมควร
จนสามารถนำมาเขียนบรรยายให้ได้อ่าน..
พร้อมทั้งมีเสียงเพลงจากต้นฉบับแท้ๆ
ผนวกกับที่ renovate ขึ้นใหม่..
ให้ได้ฟังกันอีกด้วย


ผ่านไปไม่ทันไร..
ก้อมาเจอะเจอ-กำพืด-ที่เคยสร้างสรรค์ไว้
แล้วปล่อยปละละเลยไปนานเกือบ 40 ปี
ด้วยเหตุบังเอิญ..ชนิดที่น่าจะเขกกะบาลตัวเอง !!!

จากวันเวลาเมื่อ-เสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2549
ซึ่งเรา และเพื่อนร่วมรุ่นสองคนคือ
"ขุน-สัญญา ภูมิจิตร" และ "จุด-เกษมศักดิ์ กสิศาสตร์"
ไปร่วมเสวนากับรุ่นน้อง-รุ่นลูก..
กรณีข้อกังขาจากเหตุการณ์ไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นในงาน..
"1 ธันวา...90 ปี ครองราชย์ สวนกุหลาบ รวมใจ เทิดไท้ องค์ราชัน"
โดยการเสวนารวม 4 ชั่วโมงในบ่ายวันนั้น-จบลงด้วยดี

แต่...ได้มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นระหว่างการเสวนา..
เมื่อศิษย์เก่า ชื่อ "วิทยา ชาญชัยกุล-สวนฯ รุ่น 91"
ซึ่งมาร่วมเสวนาด้วยลุกขึ้นแจ้งให้ทราบว่า..
ได้นำฟิล์มภาพยนตร์เก่า และจัดการแปลงสภาพเป็นไฟล์วีซีดี.เรียบร้อยแล้ว
มามอบแก่สมาคมเสวนาแห่งนี้..
โดยคิดว่า-น่าจะเป็นประโยชน์แก่สวนกุหลาบรุ่นลูกรุ่นหลานสืบไป

พร้อมทั้งแจงรายละเอียดโดยสรุปว่า..
เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายโดยใช้ฟิล์มขนาด 8 มม. สีขาว-ดำ เมื่อ พ.ศ.2514..
"จตุรมิตรฯ ครั้งที่ 6" ซึ่งรุ่นพี่ทำเชียร์ปีนั้นได้แก่
"กล้วย-วงศ์อมาตย์ อมาตยกุล" เป็นประธานเชียร์
จากนั้นได้ส่งมอบฟิล์มชุดนี้-ตกทอดต่อๆ กันมา
จนถึงมือของรุ่น 91 ที่เก็บรักษาเอาไว้ถึงเวลานี้
..จึงขอนำมามอบให้เป็นสมบัติของลูกสวนฯ ทั้งมวลดังกล่าวข้างต้น



หลังการเสวนาวันนั้น..
"เกษมศักดิ์ กสิศาสตร์" เว็บมาสเตอร์ suan84 ..
ได้รับมอบฟิล์มต้นฉบับเอาไว้
และปรึกษากับ "ทรงวุฒิ osk 110"..
ให้นำไฟล์ภาพยนตร์ม้วนดังกล่าวขึ้นเว็บ osknetwork.com
ให้พี่น้องได้ชมกันในวันถัดมาทันที..
ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องยอมเสียเวลานานสักหน่อย..
เมื่อดาวน์โหลดลงมานั่งชม

แล้ว.มหัศจรรย์..ก้อเกิดขึ้น ดังที่เปิดหัว-จั่วเรื่องเอาไว้
เมื่อ "เกษมศักดิ์" ตาลีตาเหลือกโทร. มาหาเรา..
ในเย็นวันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม 2549..
ขณะที่เจ้าตัวยังปฏิบัติหน้าที่อยู่-เกาหลีใต้
แล้วใช้เวลาว่าง-โหลดภาพยนตร์ดังกล่าวขึ้นมาดู
เขาบอกว่า-

"หนังที่ได้มานั่น..มันเป็นหนัง 8 มิลล์
ที่พวกเราถ่ายทำนี่หว่า..
ฉากเปิดเรื่อง-ถ่ายที่ห้องนอนของไอ้ขุน ที่บ้านซอยนวลน้อย เอกมัย..
เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว
..ไตเติ้ลเรื่อง-ก้อชื่อของพวกเรา..
แถมคนแสดงเปิดเรื่องในห้องนอน..
ก้อเป็น-คุณ.. กับ ประพันธ์..มีขุน-สัญญา เป็นคนถ่าย....ฯลฯ..."

เราจึงรีบดึงภาพจาก osknetwork มาดูทันที..
แล้วก้อ..มหัศจรรย์-วันเดอร์ฟูล..อย่างที่ว่าจริงๆ
มหัศจรรย์..วันเดอร์ฟูล..อีกแล้วครับ..
..ไม่น่าเชื่อว่า-เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เหล่านี้..
จะเป็นภาพกลับมาหาพวกเราได้..อย่างไม่คาดฝัน !!!


ขอเวลาอีกสักเล็กน้อย..
จะย้อนรอย-เล่าเรื่องต่างๆ ที่ได้จากภาพยนตร์ชุดนี้ให้อ่าน
พร้อมทั้ง-จะ renovate ขึ้นมาใหม่-ประกอบเสียงเพลงและซาวด์เอฟเฟ็ค
ที่เราเคยใช้เมื่อครั้งกระโน้น..

เมื่อ พ.ศ.2514..ที่ไม่น่าเชื่อว่า-พวกเราทำได้

16 ตุลาคม 2551
suan84.com ได้รับ email จาก osknetwork.com แจ้งว่า

หอภาพยนตร์แห่งชาติ จะฉายภาพยนตร์แปรอักษรในฟุตบอลจตุรมิตร ครั้งที่ 6 พ.ศ.2514 ถ่ายไว้โดย osk84 ซึ่งผมได้เคยนำไปให้ทางหอภาพยนตร์ซ่อมแซม และแปลงเป็น CD โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตามที่พวกเราเคยทราบกันแล้ว

จะฉาย ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ในวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม ศกนี้ เวลาประมาณ 14.00 น. เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ชม เนื่องในโอกาส"วันหนังบ้าน" ซึ่งจัดพร้อมกันทั่วโลก

บัดนี้ ฟิล์มม้วนนั้น มีอายุ 37 ปี มิใช่เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของชาวสวนกุหลาบฯเท่านั้น หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ของชาติ ซึ่งทางหอภาพยนตร์แห่งชาติ จะเก็บรักษาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ชมต่อไปด้วย

ผมคิดว่าจะไปร่วมงานตามคำเชิญของทางหอภาพยนตร์แห่งชาติ และจะแจ้งรายละเอียดไว้ให้แก่ทางหอภาพยนตร์แห่งชาติทราบถึง รายละเอียด-ความเป็นมา และผู้เป็นเจ้าของให้ชัดเจนที่สุด เพื่อเป็นเกียรติแก่รุ่นพี่ๆ osk ของเรา

วิทยา

(วิทยา ชาญชัยกุล-สวนฯ รุ่น 91)



video



Saturday, 11 October 2008

ตึกยาว-สวนกุหลาบฯ พิพิธภัณฑ์การศึกษาแห่งชาติ

คัคนานต์ ดลประสิทธิ์ รายงาน
วันที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6523 ข่าวสดรายวัน


หากเอ่ยถึงโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับโรงเรียนนี้มายาวนานก็คือ "ตึกยาว"

วันนี้ตึกยาวของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ได้รับการบูรณะให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง นอกจากจะใช้เป็นอาคารเรียนแล้ว ตึกยาวยังกลายเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ หรือพิพิธภัณฑ์การศึกษาโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยอีกด้วย

อาจารย์ลักษณา ปริกขิตตานนท์ หัวหน้างานพิพิธภัณฑ์การศึกษาแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์สวนกุหลาบ กล่าวถึงตึกยาวว่า เป็นตึกที่ทรงคุณค่าต่อการจัดการศึกษาของประเทศมานานกว่า 98 ปี

"คุณค่าของตึกนี้ นอกจากจะผลิตบุคลากรแล้วยังได้เคยใช้เป็นสถานที่จัดงานกิจกรรมระดับชาติมาโดยตลอด เช่น การจัดงานศิลปหัตถกรรม สังคมนิทรรศน์ วิทยาศาสตร์สัมพันธ์ เป็นสนามกีฬาแห่งชาติแห่งแรก เป็นที่แสดงถึงพัฒนาการ การเรียนการสอนของชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน" อาจารย์ลักษณา กล่าว

อาจารย์ลักษณาเล่าถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การศึกษาโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ว่า เพื่อเป็นสถานที่รวบรวม เก็บรักษาเอกสารหลักฐานต่างๆ และเผยแพร่เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ทั้งนี้ ยังเผยแพร่เกียรติประวัติและเกียรติภูมิของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ในฐานะสถาบันการศึกษาเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศ ที่ผลิตบุคลากรซึ่งทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ

นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมแก่นักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ เกี่ยวกับพัฒนาการทางการศึกษาของชาติ

ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการด้านการศึกษา ซึ่งจะให้ประโยชน์ต่อสาธารณชนที่สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และประยุกต์ใช้ประโยชน์จากอาคารประวัติศาสตร์ที่ได้รับการอนุรักษ์แล้วอย่างเต็มคุณค่า

"พิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต นอกจากจะเก็บรักษาโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่ายังได้แสดงประวัติศาสตร์ของโรง เรียนและความสามารถของผู้บริหาร ภูมิปัญญาของครู-อาจารย์ เกียรติภูมิ เกียรติประวัติ ของศิษย์เก่า ที่นักเรียนรุ่นปัจจุบันได้ยึดเป็นแบบอย่าง กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ทำให้เป็นสวนกุหลาบฯ ที่ภาคภูมิใจ ซึ่งผู้เข้าชมเมื่อมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์จะได้เห็นวัฒนธรรมที่ดีงามของนักเรียนสวนกุหลาบฯ ทุกคนที่แสดงออกให้สัมผัสได้ ทั้งการเคารพครูอาจารย์ ความสมานฉันท์รุ่นพี่รุ่นน้อง ความเป็นสุภาพบุรุษ สวนกุหลาบฯ ที่สำคัญคือความเคารพต่อตึกยาว"
อาจารย์ ลักษณากล่าว

อาจารย์ลักษณายังกล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินงานว่า ก่อนที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ แห่งนี้ เริ่มแรกได้ทำวิจัยตำนานสวนกุหลาบวิทยาลัย 12 ทศวรรษ ต่อมาทำโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การศึกษาแห่งชาติ และจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการการดำเนินงาน เพื่อศึกษารูปแบบและรายละเอียด ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์

จากนั้นจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งวางแผนกำหนดความรับผิดชอบ โดยประสานงานกับกรมศิลปากร กรมสามัญและหน่วยงานอื่นๆ และรวบรวมข้อมูล สื่อจัดแสดงให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่วางโครงเรื่องของพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด ต่อมาเขียนบทแสดงจากข้อมูลและวัตถุที่ได้มีการรวบรวมไว้แล้ว

จึงนำมาออกแบบการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ฯ รวมทั้งติดตั้ง และจัดนิทรรศการถาวรในอาคารจัดแสดง ตามโครงเรื่องที่กำหนดในแต่ละห้อง

โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ และเปิดให้บริการปีพ.ศ.2545
มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานในพิธี

และในปีพ.ศ.2547 ได้จัดงานฉลอง 122 ปี สวนกุหลาบฯ
และจัดพิธีเปิดห้องสัญลักษณ์และจดหมายเหตุ เอกสาร
โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีเป็นประธาน



นางนพมณี ทองธรรมชาติ เจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์ อธิบายว่าสำหรับพิพิธภัณฑ์ นี้มีทั้งหมด 14 ห้องนิทรรศการ ประกอบด้วย

ห้องนิทรรศการห้องที่ 1
ห้องสถาบันพระมหากษัตริย์กับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งห้องนี้จัดแสดงโบราณวัตถุประกอบ และยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อสวนกุหลาบจำลอง เพื่อให้นักเรียนผู้เข้าชมได้สักการะ

ห้องนิทรรศการห้องที่ 2
จาก "วัง" สู่ "วัด" จัดแสดงรูปภาพอาคารเรียนของโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ณ ที่ต่างๆ และผังการเดินทางมาจนสิ้นสุดในที่ตั้งปัจจุบัน

ห้องนิทรรศการห้องที่ 3
ห้องบูรพคณาจารย์สวนกุหลาบวิทยาลัย จัดแสดงภาพครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งยังมีหม้อใส่น้ำดื่มโบราณ จัดแสดงให้ชมอีกด้วย

ห้องนิทรรศการห้องที่ 4
ห้องภูมิปัญญาครูสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดแสดงสื่อการเรียนการสอน แบบเรียน เครื่องมือวิทยาศาสตร์ต่างๆ เครื่องดนตรี ห้อง เรียนโบราณจำลอง ระฆังตีบอกเวลา คอมพิวเตอร์เครื่องแรก และไม้เรียว

ห้องนิทรรศการห้องที่ 5
ห้องเกียรติยศและเกียรติภูมิชาวสวนฯ หรือ Hall of Fame จัดแสดงรายชื่อศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ ที่ได้สร้างคุณงามความดีและเกียรติประวัติไว้มากมายในหลากหลายสาขา

ห้องนิทรรศการห้องที่ 6
ห้องเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จัดแสดงประวัติ ผลงานข้อคิด ข้อเขียน คำกล่าวของ พล.อ.เปรม ศิษย์เก่าหมายเลขประจำตัว 7587 จบรุ่น 2480 เป็นนักเรียนสวนกุหลาบฯ ได้รับความสำเร็จสูงสุดเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ห้องนิทรรศการห้องที่ 7
ห้องเกียรติภูมิชาวสวนฯ เป็นความภาคภูมิใจที่แสดงภาพ และเกียรติประวัติของ บุคคลที่เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน และผู้มีคุณูปการที่สำคัญของโรงเรียน อาทิ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และ ม.ล.ปิ่น มาลากุล

นอกจากบุคคลสำคัญแล้ว ยังมีการประกาศเกียรติภูมิคือความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติสูงสุดของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งได้สร้างบุคลากรให้เป็นผู้นำสูงสุดของรัฐบาลในการบริหารประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของไทยมาแล้วถึง 8 ท่าน
ประกอบด้วย
  1. พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) นายกรัฐมนตรีคนที่ 1

  2. นายทวี บุณยเกตุ นายกรัฐมนตรี คนที่ 5

  3. ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีคนที่ 6

  4. หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) นายกรัฐมนตรีคนที่ 7

  5. ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีคนที่ 13

  6. นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีคนที่ 14

  7. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 16

  8. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 24

ห้องนิทรรศการห้องที่ 8 ห้องจาริกานุสรณ์ สมัยอาจารย์ใหญ่นอร์แมน ซัตตัน ได้จารึกชื่อนักเรียนที่ได้ทุนออกไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ไว้บนป้ายไม้ ที่เรียกว่า
จาริกานุสรณ์ เพื่อเป็นเกียรติประวัติ ซึ่งนักเรียนที่สามารถสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงคนแรกของประเทศไทย ในพ.ศ.2439 คือ นายพุ่ม สาคร นอกจากนี้ จัดแสดงโต๊ะทำงานของอาจารย์ใหญ่นอร์แมน ซัตตัน ให้ชมอีกด้วย

ห้องนิทรรศการห้องที่ 9
ห้องกิจกรรมนำเกียรติภูมิ จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย งานนิทรรศการที่มีชื่อแสดงในอดีต สิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่นักเรียนจัดทำ รวมทั้งแบบจำลองอาคารของโรงเรียน

ห้องนิทรรศการห้องที่ 10
ห้องกิจกรรมหล่อหลอมความเป็นสวนกุหลาบฯ อาทิ ปฐมนิเทศ ม.1 วันไหว้ครู วันละอ่อน วันรับขวัญเสมา วันสมานมิตร วันสถาปนา วันมุทิตาจิต วันจากเหย้า ฯลฯ งานฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี และงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ในชุมนุมอีก 30กว่าชุมนุม

ห้องนิทรรศการห้องที่ 11
ห้องบูรณาการ วิชาการ พลานามัย ศิลปะ ดนตรี สุนทรียศาสตร์ ผลของการส่งเสริมนักเรียนทั้งวิชาการ และกิจกรรม ได้ปรากฏผลการเรียนรู้ในทุกด้าน ทั้งด้านการกีฬา ด้านดนตรีไทย ด้านดนตรีสากล ด้านศิลปะ หัตถกรรม คหกรรม

ห้องนิทรรศการห้องที่ 12
ห้องสวนกุหลาบฯ ในปัจจุบัน จัดแสดงเหรียญ ถ้วย โล่รางวัลต่างๆ ที่นักเรียนได้รับมาจากการชนะการแข่งขันในสาขาต่างๆ รวมทั้งหัวโขน ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของนักเรียนที่ได้แสดงโขนหน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ห้องนิทรรศการห้องที่ 13
ห้องสัญลักษณ์ชาว สวนกุหลาบวิทยาลัย ประกอบด้วย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตึกยาว ตราโรงเรียน คำขวัญโรงเรียน พ่อปู่สวนกุหลาบ สีประจำโรงเรียน สีชมพู สีฟ้า ดอกไม้ประจำโรงเรียน ดอกกุหลาบ เพลงประจำโรงเรียน

ห้องนิทรรศการห้องที่ 14
ห้องเอกสารโบราณและจดหมายเหตุสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดแสดง เอกสารและวัตถุส่วน ตัวของ ศ.ม.ล.ปิ่น มาลากุล นักปราชญ์ด้านการศึกษาของไทย เอกสารแสดงทะเบียนประวัติ ทะเบียนคะแนน ฯลฯ โดยเฉพาะเอกสารสำเนาพระราชหัตถเลขา ที่เกี่ยวข้องกับการก่อตั้งโรงเรียนสวนกุหลาบฯ

พิพิธภัณฑ์การศึกษาโรงเรียนสวนกุหลาบฯ จึงไม่ได้เป็นแค่สถานที่บันทึกประวัติศาสตร์ของโรงเรียนแต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ถึงอดีตและความสำเร็จของบุคคลต่างๆ ที่เป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตด้วยคุณงามความดี และความวิริย อุตสาหะ ให้แก่บุคคลทั่วไปด้วย

ตึกยาว



ตึกยาวเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปแบบนีโอคลาสสิค
ตัวตึกทอดยาวตามแนวถนนตรีเพชร
ผนังอาคารด้านนอกติดถนน ชั้นล่างเป็นแนวหน้าต่างโค้ง ส่วนชั้นบนถอยร่นผนังเข้าไปอยู่หลังแนวซุ้มโค้งที่เป็นทางเดิน ช่องทางเข้าสู่โรงเรียนทำเป็นหลังคาจั่ว ตกแต่งด้วยปัลลาเดียนโมทิฟตามแบบของวิลล่าที่ออกแบบ โดยปัลลาดิโอ

ดังนั้น ตึกยาวจึงมีความยาว 198.35 เมตร กว้าง 11.35 เมตร หลังคามุงด้วยกระเบื้องลอนสี มี 37 ห้อง ชั้นบน 19 ห้อง ชั้นล่าง 18 ห้อง ภายในกั้นเป็นห้องขนาด 15X9 เมตร 1ห้อง สลับกับห้องเล็ก 7X9 เมตร 2 ห้อง

ตลอดความยาวของตึก มีประตู 164 บาน มีหน้าต่าง 166 บาน มีบันได 12 แห่ง
มีช่องลูกกรงไม้ 54 แห่ง

มีลักษณะเด่นคือเป็นอาคารเรียนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
นอกจากนี้กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในปี พ.ศ.2530

สำหรับประวัติความเป็นมาของตึกยาวนั้น สืบเนื่องมาจาก
เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)เสนาบดีกระทรวงธรรมการ
ได้ทูลขอพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5
ให้สร้างอาคารหลังนี้ เพื่อใช้ในกิจการการเรียนการสอน

เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกยาว จึงได้เริ่มก่อสร้าง
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2453 โดยใช้งบประมาณสร้าง 30,110 บาท

และได้ทำบุญเปิดอาคารเรียนเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2454
โดยมีเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดีเป็นประธานในพิธี
แม้จะผ่านการใช้การงานมาอย่างยาวนานจนทำให้ตึกยาวทรุดโทรมลง
แต่ก็ได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดในปี พ.ศ.2542 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณบูรณะ 130 ล้านบาท
โดยมียอดใช้งบฯ จริง 127.5 ล้านบาท
ซึ่งสามารถบูรณะตึกหลังนี้ให้กลับมามีสภาพใกล้เคียงกับอาคารเดิมมากที่สุด

ระเบียบปฏิบัติในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์การศึกษา
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

  1. พิธภัณฑ์ไม่เก็บค่าเข้าชม

  2. ผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพและถอดรองเท้า

  3. ผู้เข้าชมต้องไม่จับต้องขีดเขียน จารึก
    หรือทำความสกปรกแก่วัตถุและตู้จัดแสดง

  4. ห้ามถ่ายภาพในห้องสถาบันพระมหากษัตริย์

  5. ห้ามสูบบุหรี่

  6. ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้าในพิพิธภัณฑ์

  7. ไม่ส่งเสียงดัง, ก่อความรำคาญในระหว่างเข้าชม

เวลาเปิดพิพิธภัณฑ์ จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น.
สำหรับผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะโปรดนัดล่วงหน้า
หรือทำจดหมายขอเข้าชมถึงผู้อำนวยการโรงเรียน หรือติดต่อสอบถามได้ที่
งานพิพิธภัณฑ์ โทรศัพท์ 0-2225-5605-8 ต่อ 105 โทรสาร 0-2226-4088
พิพิธภัณฑ์การศึกษาโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
ชั้น 1 อาคารสวนกุหลาบ (ตึกยาว) โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
เลขที่ 88 ถนนตรีเพชร เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
http://www.sk.ac.th/


Tuesday, 7 October 2008

Night of Honor 2008

3 October 2008





  1. ท่านผู้พิพากษา ไชยยงค์ คงจันทร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา
  2. คุณศุภชัย บานพับทอง เป็น อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
    กระทรวงเกษตรฯ
  3. คุณอาทร สินสวัสดิ์ เป็น รองผู้ว่าการ บริหารจัดการระบบจำหน่าย
    การไฟฟ้านครหลวง
  4. คุณบรรพต แสงเขียว เป็น รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ
    การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
  5. คุณอุดม เมธาธำรงศิริ เป็น ที่ปรึกษา ระดับ 10
    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  6. คุณวิชญ์ พิพุธวัฒน์ เป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการบำรุงรักษาระบบส่ง
    การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
  7. ว่าที่ รต.กิตติ ขันธมิตร เจ้ากรมวังผู้ใหญ่ ในสมเด็จพระเทพฯ
    (ระดับ 10)
  8. พล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์ เป็น จเรตำรวจ (สบ.8)
  9. พล.ต.เฉลิมเกียรติ โพธิ์ทองนาค เป็น เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก
  10. พล.ต.ดนัย มีชูเวทย์ เป็น รองผู้บัญชาการ ร.ร.นายร้อย จปร.
  11. พล.อ.ต.สมนึก สวัสดิถึก เป็น รองผู้บัญชาการสนับสนุน ทอ.
  12. พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ เป็น รองจเรตำรวจ (สบ.7)
  13. พล.อ.ต.นพ.ณรงค์ภพ ชุ่มสวัสดิ์ เป็น ผอ.รพ.จันทรุเบกษา
    กรมแพทย์ทหารอากาศ
  14. รศ.นพ.ภาคภูมิ สุปิยพันธุ์ หัวหน้าภาควิชา โสต สอ นาสิก ลาริงซ์วิทยา
    คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย





video



ชมต่อ ตอนที่ 2 คลิกที่นี่



Labels: