Suankularb 84

www.suan84.com

Saturday, 29 November 2008

สังคมการเมืองที่ไร้อำนาจนำ

โดย เกษียร เตชะพีระ

มติชนรายวัน ปีที่ 31 ฉบับที่ 11220 วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2551

http://www.matichon.co.th/


หากนิยาม "อำนาจนำ" (hegemony) ว่าหมายถึงความสามารถในการนำโดยความยินยอมพร้อมใจของผู้ตาม (leadership by consent) หรือนัยหนึ่งการยอมปฏิบัติตามผู้นำโดยไม่ต้องถูกบังคับ (non-coercive compliance) แล้ว สถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดความขัดแย้งต่อสู้รุนแรงแตกหักบนฐานเครือข่าย-ชนชั้น-อุดมการณ์-ภูมิสังคม-ภูมิภาค-และระบอบความสัมพันธ์ทางอำนาจที่แตกต่างกันในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า "ระบอบ-ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ของไทยเรากำลังตกอยู่ในสภาวะไม่มีอำนาจนำทาง การเมือง ไม่มีกลุ่มการเมืองใดสามารถกุมการนำโดยความยินยอมพร้อมใจของฝ่ายต่างๆ ทุกฝ่ายซึ่งอยู่ในฐานะสำคัญทางยุทธศาสตร์ในสังคมไทย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่มีการนำของกลุ่มการเมืองใดสามารถบันดาลให้พลังยุทธศาสตร์ทุกฝ่ายในสังคมไทยยอมปฏิบัติตามโดยไม่ต้องถูกบังคับ


ที่เราเห็นอยู่ตอนนี้คือสังคมการเมืองที่ไร้อำนาจนำ!

หากนิยาม "อำนาจนำ" (hegemony) ว่าหมายถึงความสามารถในการนำโดยความยินยอมพร้อมใจของผู้ตาม (leadership by consent) หรือนัยหนึ่งการยอมปฏิบัติตามผู้นำโดยไม่ต้องถูกบังคับ (non-coercive compliance) แล้ว สถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดความขัดแย้งต่อสู้รุนแรงแตกหักบนฐานเครือข่าย-ชนชั้น-อุดมการณ์-ภูมิสังคม-ภูมิภาค-และระบอบความสัมพันธ์ทางอำนาจที่แตกต่างกันในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า "ระบอบ-ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ของไทยเรากำลังตกอยู่ในสภาวะไม่มีอำนาจนำทางการเมือง ไม่มีกลุ่มการเมืองใดสามารถกุมการนำโดยความยินยอมพร้อมใจของฝ่ายต่างๆ ทุกฝ่ายซึ่งอยู่ในฐานะสำคัญทางยุทธศาสตร์ในสังคมไทย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่มีการนำของกลุ่มการเมืองใดสามารถบันดาลให้พลังยุทธศาสตร์ทุกฝ่ายในสังคมไทยยอมปฏิบัติตามโดยไม่ต้องถูกบังคับ

ในภาวะเช่นนี้ ไม่ว่าสังคมการเมืองใด ระบอบการปกครองไหนก็ย่อมไม่อาจดำรงภาวะปกติสุขอยู่ได้ และย่อมแสดงออกซึ่ง
"กลุ่มอาการอำนาจนำเสื่อม"(hegemony deficiency syndrome)ทางการเมือง หนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่?..

    - การแบ่งฝ่ายแยกข้างสุดโต่งสุดขั้วทางการเมือง
       (political polarization)
    - ระบอบอำนาจนิยมและการใช้กำลังบังคับทางการเมือง
       (authoritarianism political coercion)
    - ความขัดแย้งทางชนชั้น (class conflict)
    - บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป (no rule of law)
    - อนาธิปไตย, รัฐล้มเหลวและการใช้ความรุนแรงก่อการร้ายต่อกัน
       (anarchy, state failure terroristic violence)

พูดอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ สภาวะแบบที่เราพบเห็นกันกลางกรุง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม (ม็อบปะทะกัน), 26 สิงหาคม (ทำเนียบรัฐบาลและสถานีเอ็นบีทีถูกบุกยึดครอง), 2 กันยายน (ม็อบปะทะกัน) และตลอดวันที่ 7 ตุลาคม (ม็อบปิดรัฐสภาและปะทะตำรวจ) ศกนี้ รวมทั้งเหตุปะทะประปรายอื่นๆ ตามหัวเมืองต่างจังหวัดเรื่อยมา-แล้วคูณ 10 คูณ 100 เข้าไป!ฐานรากทางสังคมของกระบวนการนี้คือ การเปลี่ยนย้ายอำนาจ (power shift) จากมือเครือข่ายอำนาจบนฐานพันธมิตรทางชนชั้นเดิมไปสู่เครือข่ายอำนาจบนฐานพันธมิตรทางชนชั้นใหม่ ซึ่งฝ่ายหลังปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงพัฒนาทางเศรษฐกิจในกระแสโลกาภิวัตน์/เสรีนิยมใหม่รอบสองทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งโดยตั้งใจและไร้เจตนา ปมปัญหาคือ เราจะสามารถปรับเปลี่ยนเหล่าสถาบันทางการเมืองการปกครองแห่ง "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ให้เปิดกว้างทันสมัยยืดหยุ่นเข้มแข็งพอที่จะเป็นกรอบกติกา รองรับการต่อสู้เปลี่ยนแปลงที่ย่อมจะมีมาในกระบวนการเปลี่ยนย้ายอำนาจอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้นี้หรือไม่? สถาบันการเมืองการปกครองของเราจะสามารถปฏิรูปปรับตัวเพื่อเป็นช่องทางชักพาโน้มนำความขัดแย้งให้คลี่คลายไปในวิถีทางแห่งหลักนิติธรรมและระบอบรัฐธรรมนูญ, ประชาธิปไตยและสันติวิธีได้หรือไม่ อย่างไร? เพื่อการนี้ มีเงื่อนไขจำเป็นจำนวนหนึ่งที่หากเราช่วยกันรักษาไว้ได้ก็อาจพอเอื้ออำนวยให้การเปลี่ยนย้ายอำนาจคลี่คลายขยายตัว อย่างไม่สร้างความบาดเจ็บเสียหายแก่สังคมไทยโดยรวมเกินไป, ไม่ถึงแก่ทำลายเยื่อใยสายสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกันอันมีมาแต่ก่อนให้ฉีกขาดแตกสลายจนไม่อาจคืนดี กล่าวคือ :-

  1. ต้องคัดค้านต่อต้านและโดดเดี่ยวกลุ่มแกนนำที่มีความคิดการเมืองสุดโต่งทั้งสองฝ่าย (anti-fanaticism) คัดค้านต่อต้านและโดดเดี่ยวไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปฏิกิริยาสุดโต่งที่เรียกร้อง "การเมืองใหม่" ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วเป็นระบอบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ใช่ระบอบรัฐธรรมนูญ หรือฝ่ายโลกาภิวัตน์สุดโต่งที่ต้องการ "ระบอบประชาธิปไตยของปวงประชามหาชนฯ" ไม่ปล่อยให้พวกเขาผูกขาดการนำ ครอบงำขบวนการและยึดกุมการเป็นตัวแทนของคู่ขัดแย้ง เข้าวิวาทะวิพากษ์วิจารณ์ให้แต่ละฝ่ายเผยแสดงความหลากหลายภายในออกมา ผลักดันให้กลุ่มแกนนำอื่นที่มีความคิดไม่สุดโต่ง, ปฏิบัตินิยม, ยอมรับและเริ่มต้นจากความเป็นจริงที่ไม่ตรงและไม่เป็นไปตามอุดมคติ, และพร้อมประนีประนอม เพื่อการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ให้ก้าวหน้าต่อไปในกรอบระบอบรัฐธรรมนูญ เสรีประชาธิปไตยและสันติวิธี - ได้ขึ้นมากุมการนำแทน


  2. สร้างเงื่อนไขให้แก่การประนีประนอมทางชนชั้นระหว่าง คนชั้นกลางชาวเมืองกับคนชั้นล่าง-ชั้นกลางในชนบท (class compromise) โดยด้านหนึ่งสร้างหลักนโยบายใหม่ที่สามารถโน้มน้าวจูงใจดึงคนชั้นกลาง-ชั้นล่าง ชาวชนบทออกมาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณเดิมได้ อีกด้านหนึ่งก็พยายามดึงคนชั้นกลางชาวเมืองออกมาจากแนวทางการเมืองแบบขุดรากถอนโคนสุดโต่งสุดขั้วนอกระบบต้านระบบของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผลักดันพลังของพวกเขาให้เข้าสู่ระบบสถาบันการเมืองที่เปิดช่องให้เสียงข้างน้อยซึ่งคัดค้านวิจารณ์ตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลนอกคูหาเลือกตั้งมีความหมายและประสิทธิผลจริงในเชิงปฏิบัติ

    สุดท้ายสื่อสารมวลชนไม่ว่าจะเป็นของสาธารณะหรือของเอกชน สื่อสิ่งพิมพ์หรืออิเล็กทรอนิกส์ ฟรีทีวีหรือเคเบิลทีวี วิทยุราชการหรือวิทยุชุมชน รวมทั้งเว็บไซต์ต่างๆ พึงใช้เสรีภาพด้วยความรับผิดชอบ ในกรอบที่กำกับด้วยกฎหมายและองค์กรสาธารณะอันชอบธรรม เคารพความจริง สิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น โน้มน้าวชักดึงให้คนชั้นต่างๆ ในสังคมไทยเยือกเย็นลง อดทนอดกลั้น หันมาเดินหนทางสายกลางทางการเมือง (political moderation) กล่าวในแง่นี้ สัญญาณที่สอดคล้องต้องกันจากสถาบันหลักทางประเพณีที่มีทุนทางวัฒนธรรมสูงของสังคมไทยจะช่วยได้มากพอควร


  3. ร่วมกันสร้างสรรค์สถาปนา "อำนาจนำที่สาม" (a third hegemony) ขึ้นมาในสังคมไทยให้เป็นทางเลือกทางออกสำหรับคนส่วนใหญ่นอกเหนือไปจากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายที่ต่อสู้กันอยู่โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักนโยบายรัฐสวัสดิการที่เหนือกว่าประชานิยม

สังคมประชาธิปไตย (social democracy) ที่เปิดช่องให้พลังจัดตั้งของผู้ใช้แรงงานถ่วงดุลอำนาจทั้งทุนผูกขาดในประเทศและทุนข้ามชาติ และนิเวศประชาธรรมที่คำนึงถึงความอยู่รอดยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสังคมไทยในระยะยาว




รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ

Date of Birth: December 23, 1957

Education
ปริญญาเอก 1992 : Ph.D.Department of Government,Cornell University,USA.(Ph.D.แนวความคิดทางการเมือง และการเมืองเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จาก Cornell University,U.S.A. )major: Comparative Politics minor: Political Theory Southeast Asian Studies
ปริญญาโท 1988 : Master of Arts จาก Cornell University,U.S.A
ปริญญาตรี 1983 : ร.บ.(เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง)(การระหว่างประเทศ),
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


Hornors and Award

  • - Bhumibhol Awards from His Majesty, the King of Thailand , Thammasat University,1975 and 1984

  • - Southeast Asia Program Fellowships, Cornell, 1985-1986 and 1989-1990

  • - Harvard-Yenching Grant, 1986-1987

  • - Social Science Research Council Fellowship for dissertation research in Thailand,1988-1989

  • - Thammasat University Scholarship, Fall 1990

  • - Foundation for Development and Democracy ( Thailand )'s Research Grant,Spring 1991

  • - Asia Leadership Fellow Program's Fellowship from International House of Japan and Japan Foundation Asia Center,Tokyo,Winter 1996-Spring 1997

  • - Visiting Research Scholar, Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University,Kyoto,December 1998-December 1999, March 2001, March 2002, March 2003, March 2004, October 2004, October 2005


Fields of Interest :

  • - Political Philosophy & Social Theory

  • - Modern Thai Cultural Politics,Public Intellectuals & Marxist-Communist Movement

  • - The Ethnic Chinese in Thailand & Thai Nationalisms

  • - Marxist and Postmodernist Cultural Studies

  • - The Politics of Economic Crisis

  • - Terrorism & U.S. New Imperialism

  • - Neo-Liberal Globalization & Authoritarian Democracy


Teaching/Reserch Positions

  • - Visiting Professor, Chiangmai University

  • - Thammasat University

  • - Cornell University


Work & Other Experiences

  • - Student activist at Thammasat University,1975-1976

  • - Political refugee in Cambodia,1976-1978

  • - Guerrilla fighter in rural Thailand,1978-1981

  • - Member of the editorial staffs of various Thai academic and intellectual publications i.e.Pajarayasan,Parithassan,Journal of Political Economy,Journal of Political Science,and the Setthakit Karnmuang Newspaper,1982-1985

  • - Editor of Journal of Political Science 1992-1994; Assistant Editor of Thammasat University Journal 1993-1994

  • - Script-writer of Political Cartoons Review on TV Channel 11,March & September 1992

  • - Consultant & Editorial Writer of the Culture & Politics Section of Phoojadkan Business Daily, May-October 1993

  • - Weekly Columnist of Krungthep Thurakij Business Daily (1992),Phoojadkan Business Daily(1992-1996),Siam Post Daily Newspaper(1993-1996),Thai Financial Business Daily (1994),Khoo Khaeng Business Daily(1996), Matichon Daily Newspaper(1997-1998, 2000-present),Nation Weekender(1998, 2000)

  • - Monthly Columnist of Art & Culture Magazine(1993, 1998),Hi-Class Magazine(1994-2000)

  • - Member of the Social Science Research Council's Southeast Asia Regional Advisory Panel(1998-2001)

  • - Member of the Selection Committee of the Southeast Asian Studies Regional Exchange Program (SEASREP)(2002-2004)


http://www.nidambe11.net/person/biography/kasian_tejapira.htm


Wednesday, 19 November 2008

เที่ยววัด กราบพระ ก่อนลากลับ

18 มกราคม 2552
เราจะไปดูตัวเองที่วัดโพธิ์
วัดอลังการที่สุดในโลก


เราคือใคร
นับจากตั้งชาติไทย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ชีวิตความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ จริตกิริยา ความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ยังอยู่ครบสมบูรณ์ แต่ทันทีที่เราเปิดประเทศอ้าซ่า เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมก็ปั่นป่วน ไทยกลายเป็นฝรั่งในพริบตา ไม่เหลือรากเหง้าความเป็นไทยให้เห็นอีกเลย

ยังดี เรามีวัดเป็นศูนย์รวมวัตถุธรรม ซึ่งยึดถือขนบธรรมเนียมเคร่งครัด จึงรักษาร่องรอยนิสัยใจคอความเป็นไทยไว้ได้ หากเราอยากรู้จักตัวเอง อยากรู้จักกำพืดของเรา และอยากรู้จักความเป็นไทย ต้องไปดูจริตกิริยาของปู่ย่าตายาย ที่ทิ้งไว้ให้เห็นตามวัดต่างๆ


ทันทีที่เราเปิดประเทศอ้าซ่า เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมก็ปั่นป่วน ไทยกลายเป็นฝรั่งในพริบตา วัฒนธรรมไทย 800 ปี สูญสิ้น

กว่าจะเกิดเป็นโลก

เมื่อ 15,000 ล้านปีก่อน ทุกอย่างว่างเปล่า นึกออกไหม ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ไม่มีอะไรเลย อยู่ๆ ก็เกิดระเบิดมหากัมปนาท เกิดเป็นเอกภพไพศาลสุดประมาณ เกิดเวลา เกิดดาราจักรยุ่บยั่บ

ผ่านไปหนึ่งหมื่นล้านปี จึงเกิดดวงอาทิตย์ เกิดสุริยะจักรวาล ดวงอาทิตย์ที่เราเห็นจึงมีอายุแก่กว่าปู่เย็น ห้าพันล้านปี

4,550 ล้านปีก่อน โลกเป็นลูกไฟที่กระเด็นหลุดออกมาจากดวงอาทิตย์

กว่าจะเกิดเป็นชีวิต

3,800 ล้านปีก่อน ไฟเริ่มดับ โลกเป็นก้อนหินควันกรุ่น ภูเขาไฟระเบิดตูมตามทุกวัน เกิดก๊าซกับไอน้ำพอกโลกจนหนา แล้วบีบอัดเป็นฝนตกลงมา ตกทั้งวัน ตกทุกวัน ต่อเนื่องกันเป็นพันๆ ปี ท่วมโลกเป็นมหาสมุทร เหลือพ้นน้ำอยู่นิดหนึ่ง

ในมหาสมุทรนี้ ต่อมามีสารเคมีบางชนิดถูกฟ้าผ่ากลายเป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่ง สารโปรตีนนี้รวมตัวกัน ซับซ้อนขึ้น กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว นามว่าสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน นี่ไง ชีวิตแรกของพิภพ

กว่าจะเกิดเป็นคน

550 ล้านปีที่แล้ว สาหร่ายแตกพันธุ์ กลายเป็นหนอนชนิดหนึ่ง อีก 40 ล้านปีต่อมา หนอนก็แตกเป็นปลา เป็นแมงป่อง เป็นตะขาบ เต็มทะเล แล้วแมงป่องก็ไต่ขึ้นบก แตกพันธุ์เป็นสัตว์ต่างๆ เต็มโลก รวมถึงนกและไดโนเสาร์

66 ล้านปีก่อน เกิดกระรอกชนิดหนึ่ง แล้วใช้เวลาอีก 36 ล้านปี เพื่อแตกเป็นลิง 4 ขา

เมื่อ 5 ล้านปีที่แล้ว มีลิงตัวหนึ่ง ลองยืน 2 ขา พอยืดคอก็เห็นเหยื่อก่อนใคร นับเป็นสัตว์ตัวแรกที่ประสบความสำเร็จ ในการยกลำตัวตั้งฉากกับพื้นโลก (นกเพนกวินขั้วโลกเถียงว่ามันทำก่อน)

อีก 4 ล้าน 8 แสนปีต่อมา ลิงพวกนี้ก็แตกสายพันธุ์กลายเป็นมนุษย์วานร ตัวเหมือนคน หน้าเหมือนลิง มีชีวิตอยู่เมื่อ 200,00 ปีที่แล้ว

พอ 150,000 ปีที่แล้ว ก็เกิดมนุษย์พันธุ์ใหม่ล่าสุด ตัวเป็นคน หน้าเหมือนคน สมมตินามตามท้องเรื่องว่า มนุษย์โครมันยอง พวกนี้แหละต่อมาครองโลก และเป็นบรรพบุรุษของเรา (หวัดดีฮะ-ปู่) พวกอื่นสูญพันธุ์หมด

จากสาหร่ายกลายเป็นคน ใช้เวลา 600 ล้านปี

กว่าจะเกิดเป็นคนไทย

ฉลาดกว่าเพื่อน มนุษย์จึงตายยาก มีอำนาจเหนือสัตว์ทั้งปวง แพร่พันธุ์ครอบครองแผ่นดินทั่วพิภพ

ทีแรกก็เร่ร่อนจับสัตว์กินไปวันๆ ต่อมารู้จักปลูกพืชเลี้ยงสัตว์จึงต้องปักหลัก รวมกลุ่มกันตั้งถิ่นฐาน ที่สุดกลายเป็นชุมชน เป็นเมือง เป็นอาณาจักร

7,000 ปีที่แล้ว มีอารยธรรมเกิดขึ้นบนดินแดนเมโสโปเตเมีย แถวตะวันออกกลาง 5,000 ปีที่แล้ว เกิดอารยธรรมอียิปต์ในแอฟริกาเหนือ ในเวลาเดียวกันก็เกิดอารยธรรมจีน ทางภาคตะวันออกไกล

3,000 ปีที่แล้ว เกิดอารยธรรมกรีก ในยุโรปตะวันออก เวลาเดียวกันชนเผ่าอารยันเดินทางเข้าไปในอินเดีย รุกรานชนพื้นเมือง ตามตำนานพระรามไล่ฆ่าทศกัณฑ์

2,500 ปีที่แล้ว พระพุทธเจ้าประสูตในอินเดีย ขณะเดียวกับอาณาจักรโรมันเริ่มรุ่งเรืองขึ้นในยุโรปกลาง

2,000 ปีที่แล้ว มีกลุ่มคนพูดภาษาไทย ด่าพ่อล่อแม่กันด้วยถ้อยคำแบบไทยๆ –ไอ้เหี้ยไอ้สัตว์- ตั้งถิ่นฐานเป็นแนวยาว ระหว่างหุบเขาสลับซับซ้อน โดดเดี่ยว บริเวณชายแดนจีนตอนใต้ ต่อกับพม่า ลาว และเวียดนาม คนพวกนี้เป็นนักปลูกข้าว เป็นนักเลี้ยงควาย นับถือผี ปลูกบ้านใต้ถุนสูง ริมแม่น้ำลำธาร ไม่ยุ่งกับใคร

กว่าจะเกิดเป็นประเทศไทย

กล้องเลื่อนลงมาที่แผนที่ประเทศไทย เช้าวันที่พระพุทธเจ้าเดินบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์นั้น มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนขวานทองนี้ ก็กำลังนุ่งผ้าเตี่ยว คว้าหอกออกไปไล่ทิ่มอีเก้งมาปิ้งกินแก้หิว พวกนี้หัวหยิกหน้ากร้อคอสั้น เหมือนเงาะป่าซาไก เหมือนผีตองเหลือง บางกลุ่มก็ตั้งเป็นหมู่บ้าน รู้จักปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทอผ้า ปั้นหม้อ หลอมโลหะ พูดจากันด้วยภาษาโบราณชนิดหนึ่ง เสียงกร้วมๆ คล้ายๆ มอญ คล้ายๆ เขมร

หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 500 ปี คนอินเดียก็รู้จักแล่นเรือตามลมมรสุมมาแถวนี้ - ดินแดนใหม่อันอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทีแรกก็เป็นนักแสวงโชค ต่อมาตั้งเป็นสถานีการค้า ที่สุดก็ตั้งตัวเป็นหัวหน้าเผ่า ปกครองคนป่าด้วยวัฒนธรรมอินเดีย สอนให้รู้จักศิลปะวิทยาการ ให้รู้จักนับถือศาสนา สอนให้สร้างบ้านสร้างเมือง สร้างอาณาจักร

1,300 ปีที่แล้ว ขวานทองด้ามนี้ มีบ้านใหญ่ 2 หลัง หลังหนึ่งตั้งอยู่ภาคกลาง อีกหลังตั้งอยู่อีสานใต้ต่อเข้าไปในเขมร

หลังแรก กินบริเวณตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงเพชรบุรี คนนับถือศาสนาพุทธ พูดภาษามอญโบราณ ชื่ออาณาจักรทวารวดี

อีกหลัง ตั้งแต่โคราชไปถึงทะเลสาบเขมร นับถือศาสนาพราหมณ์ พูดภาษาเขมรโบราณ เรียกอาณาจักรขอม

เมื่อ 1,000 ปี ที่แล้ว ขอมแผ่อิทธิพลเข้ามาภาคกลาง มอญต้องย้ายบ้านไปอยู่ลำพูน

แต่ 800 ปี ที่ผ่านมานี้เอง พวกขอมบ้าสร้างปราสาทหินจนขาดใจตาย สูญพันธุ์หมดสิ้น มอญโบราณที่ลำพูนก็อ่อนระโหย มีกลุ่มคนที่พูดภาษาไทย ด่าพ่อล่อแม่กันด้วยถ้อยคำแบบไทยๆ -ไอ้เหี้ยไอ้สัตว์” โผล่มาจากไหน มาเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้ ปรากฎขึ้นพร้อมกัน 3 จุด เหนือสุด ยึดลำพูนตั้งอาณาจักรล้านนา ตอนกลางยึดสุโขทัยตั้งกรุงสุโขทัย ตอนล่างตั้งอาณาจักรอยุธยา

นับแต่นั้น 800 ปีมาแล้ว ขวานทองด้ามนี้ก็เป็นบ้านของคนไทย ที่ด่ากันด้วยภาษาไทย กลายเป็นประเทศไทยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถึงทุกวันนี้

กว่าจะเกิดเป็นเรา

พอกรุงศรีอยุธยาแตก บ้านเมืองเป็นเถ้าถ่าน คนแตกฉาน พระเจ้าตากตั้งตำบลบางกอกเป็นเมืองหลวง พวกทหารเดนตาย ข้าราชการที่รอดชีวิต รวมทั้งชาวกรุงเก่าบางส่วน ก็อพยพมาตั้งหลักแหล่งรวมกับชาวสวนดั้งเดิม ที่ฝั่งธน

เมื่อรัชกาลที่ 1 ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างพระบรมมหาราชวังตรงท่าช้าง ให้คนจีนที่อยู่ตรงนั้นกระเถิบไปอยู่สะพานหัน แต่คนฝั่งธนไม่ได้ข้ามตามมา

ทางฝั่งพระนครนี้นอกจากคนจีนสะพานหันแล้ว ก็มีคนญวนสามเสน มีเชลยลาวเชลยเขมรที่มาขุดคลอง มีแขกจามบ้านครัว มีแขกมักกะสัน มีมอญปากเกร็ด มอญพระประแดง มีจีนจากซัวเถาเข้ามาสมทบเป็นช่วงๆ กรุงเทพพระมหานครจึงเป็นแหล่งหลอมรวมคนร้อยพ่อพันธุ์แม่ เกิดเป็นคนไทยพันธุ์ใหม่ คือคนกรุงเทพ เกิดภาษาไทยสำเนียงใหม่ คือสำเนียงกรุงเทพ

200 ปีผ่านมา คนกรุงเทพรุ่นแรกก็มีลูกสืบสันดานลงมาทีละรุ่น ทีละรุ่น จากลูกเป็นหลาน จากหลานเป็นเหลน จากเหลนเป็นโหลน พอถึงรุ่นโหลน อันเป็นรุ่นที่ 5 นั้น ก็มีเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารัก สติปัญญาเฉลียวฉลาด จำนวน 300 คน สอบเข้าสวนกุหลาบได้ เมื่อ พ.ศ.2500

เราคือใคร

นับจากตั้งชาติไทย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ชีวิตความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ จริตกิริยา ความรู้สึกนึกคิดของคนไทย ยังอยู่ครบสมบูรณ์ แต่ทันทีที่เราเปิดประเทศอ้าซ่า เมื่อ 100 ปีก่อน สังคมก็ปั่นป่วน ไทยกลายเป็นฝรั่งในพริบตา ไม่เหลือรากเหง้าความเป็นไทยให้เห็นอีกเลย

ยังดี เรามีวัดเป็นศูนย์รวมวัตถุธรรม ซึ่งยึดถือขนบธรรมเนียมเคร่งครัด จึงรักษาร่องรอยนิสัยใจคอความเป็นไทยไว้ได้ หากเราอยากรู้จักตัวเอง อยากรู้จักกำพืดของเรา และอยากรู้จักความเป็นไทย ต้องไปดูจริตกิริยาของปู่ย่าตายาย ที่ทิ้งไว้ให้เห็นตามวัดต่างๆ



18 มกราคม 2552 เราจะเริ่มต้นด้วยวัดโพธิ์
วัดอลังการที่สุดในโลก






อาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2552
เราไปลูบคลำ


  • ♠ เจดีย์ 99 ยอด

  • ♠ 40 ตุ๊กตายักษ์

  • ♠ หอสมุดโบราณ และ

  • ♠ ฝ่าพระพุทธบาทสวยที่สุดของโลก



หมุนโลกกลับไปสัก 180 ปี เป็นสมัยรัชกาลที่ 3 ตอนนั้นพ่อของทวดเรายังเป็นเด็กหัวจุกอยู่เลย วัดโพธิ์เพิ่งซ่อมเสร็จ พอเดินเข้าประตู โอ้โห โบสถ์ที่ไหนจะมโหฬารเท่าที่นี่ ยอดเจดีย์ดุจดงหนามล้อมเขาพระสุเมรุ แวววาวด้วยความงามของสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ฝีมือช่างหลวงแท้ๆ ครบครันด้วยจารึกศิลาสารพัดวิชาความรู้ วางเป็นหมวดหมู่ทั่วบริเวณวัด แม้แต่เชิงบานหน้าต่าง ก็เต็มไปด้วยตำรับตำรา อัดแน่น ระยิบระยับทุกตารางนิ้ว ไม่มีตรงไหนที่ปล่อยให้อยู่ว่างๆ เลย ...

31 ปี ภายหลังการปฏิสังขรณ์ครั้งแรกเมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 วัดพระเชตุพนที่เคยใหม่เอี่ยมก็เริ่มทรุดโทรมลง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้บูรณะอีกครั้ง คราวนี้เป็นการปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญ นอกจากซ่อมแซมทุกส่วนที่ชำรุด และสร้างวิหารเจดีย์เพิ่มเติมแล้ว ยังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ คือการเผยแพร่วิทยาการสู่ปวงชน ให้คนไทยมีโอกาสเรียนรู้สรรพวิชาตามความสนใจ จะเปรียบก็เหมือนห้องสมุดประชาชน อันเป็นห้องสมุดเปิดกลางแจ้ง สำหรับคนไทยทุกคน ใครก็ได้ จะอ่าน จะจด จะคัดลอก เมื่อไหร่ก็ได้ ตามต้องการ อะฮ้าการศึกษานอกระบบโรงเรียนแบบเสรี ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ตั้งแต่คราวนั้น ...


พระเจดีย์ 99 ยอด



พระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล บริเวณพระมณฑป รวมกับพระมหาสถูป 4 มุมที่ลานพระอุโบสถ รวมกับพระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว 20 องค์ รวมกับเจดีย์รายรอบพระอุโบสถอีก 71 องค์ รวมเป็น 99 องค์พอดี

พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว ประดิษฐานอยู่ตรงมุมวิหารคดทั้งสี่ด้าน รวม 4 หมู่ แต่ละหมู่ประกอบด้วยพระเจดีย์องค์ใหญ่ เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองเพิ่มมุม อยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยพระเจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสองขนาดย่อมอีกสี่องค์ ทุกองค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ภายใน

ส่วนพระเจดีย์ราย ประดิษฐานต่อเนื่องเป็นระยะ โดยรอบพระระเบียงชั้นนอก เป็นเจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสอง เช่นเดียวกัน

ทั้งพระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว และพระเจดีย์รายนี้ ทุกองค์ประดับกระเบื้อง เครื่องถ้วยตัด ประดิษฐ์ลวดลายดอกไม้ ประดับทีละกลีบอย่างวิจิตรบรรจง อันเป็นรูปแบบเฉพาะที่สำคัญ ซึ่งนิยมกันในสมัยรัชกาลที่ 3 เท่านั้น

เมื่อมองเขตพุทธาวาสจากมุมสูง จะเห็นยอดแหลมของพระเจดีย์ ระดะแซงกันแน่น ให้รู้ว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีพระเจดีย์มากที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทย

40 ตุ๊กตายักษ์



ในบรรดารูปตุ๊กตาจีนหลายร้อยตัว ที่ติดตั้งอยู่ทั่ววัดโพธิ์นั้น มีที่โดดเด่นอยู่ 40 ตัว เป็นตุ๊กตาขนาดยักษ์ สูงถึง 8 ศอก ใหญ่กว่ามนุษย์สองเท่าครึ่ง สลักจากศิลาทรายสีเขียว ยืนทะมึนอยู่รอบวัด

32 ตัวแรก เป็นรูปลั่นถัน แต่งตัวแบบนักรบโบราณระดับขุนพล มีเสื้อเกราะรัดตัวทะมัดทะแมง มือหนึ่งท้าวเอว อีกมือถือศาสตราวุธ หน้าตาดุร้าย ยืนเฝ้าประตูวัดทั้ง 16 ประตู ประตูละ 2 ตัว ซ้ายขวา

ที่แปลกออกไป คือตุ๊กตาจีนขนาดยักษ์อีก 4 คู่ ยืนเฝ้าช่องประตูกำแพงแก้วที่คั่นเขตกลางวัด 2 ประตู ทั้งด้านนอกและด้านใน ด้านละคู่ แต่งกายแบบฝรั่งรุ่นแรกๆ ที่เดินทางเข้าไปในประเทศจีนสมัยราชวงศ์หงวน สวมหมวกทรงกระถาง มือท้าวตะบองขนาดใหญ่ ดุร้ายไม่แพ้กัน แม้เสื้อผ้าทรงผมและหนวดเคราจะดูเป็นฝรั่ง แต่หน้าตาก็ยังเป็นจีนอยู่ดี



ตุ๊กตายักษ์เหล่านี้ลงเรือจากเมืองกวางตุ้ง ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเมืองไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ทีแรกก็เป็นอับเฉา คอยถ่วงเรือมิให้โคลง ต่อมามีหน้าที่เป็นทวารบาล จ้องมองทุกคนที่เดินเข้ามาในวัด ยืนตากแดดตากฝนอยู่อย่างนี้ เกือบ 200 ปีแล้ว

หอสมุดโบราณ

ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น การพิมพ์หนังสือยังไม่เกิด คนมีวิชามักปกปิดหวงแหน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต และนายช่างต่างๆ ที่มีความรู้ความชำนาญแต่ละสาขาวิชา จัดทำตำรา จารึกลงบนแผ่นศิลา ประดับไว้ทั่วทุกบริเวณของวัดโพธิ์ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางการศึกษาแห่งชาติ

ความรู้สำหรับประชาชน ที่จารึกไว้นี้ เป็นวิชาชีพชั้นสูง ทางอักษรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และแพทยศาสตร์ เป็นสติปัญญาของบรรพบุรุษที่สั่งสมมา ส่วนหนึ่งมีเขียนเป็นตำราอยู่แล้ว รวมกับอีกส่วนหนึ่งที่แต่งขึ้นใหม่

ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนมีทั้งความเรียงและบทกลอน แบ่งออกเป็น 7 หมวด ได้แก่ พุทธศาสนา วรรณคดี ทำเนียบราชการ ประเพณี ประวัติศาสตร์ สุภาษิต และการแพทย์ แต่ละหมวดมีความสั้นยาวมากน้อยต่างกัน แต่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษ คือหมวดวรรณคดี บนเสาระเบียงรอบโบสถ์ ทั้งชั้นนอกและชั้นใน ประกอบด้วย ตำราฉันท์วรรณพฤติ ตำราฉันท์มาตราพฤติ ตำราเพลงยาวกลบท และตำราโคลงกลบท



จารึกแต่ละแผ่นที่เห็นนี้ ใช่ว่าจะสำเร็จโดยง่าย ต้องเริ่มจากอาลักษณ์เขียนตัวอักษรร่างลงบนแผ่นหินชนวน ให้ช่างสลักวางเหล็กจาร ตอกเป็นร่องลึกลงไปในเนื้อหิน ไม่ว่าเส้นตรง เส้นโค้ง หรือวงกลมเล็กๆ ที่เป็นหัวอักษร ต้องประณีตงดงามตามลายมือทุกประการ

ไม่ต้องสงสัยว่า ตัวอักษรนับพันบนจารึกแต่ละแผ่น และจารึกจำนวนเกือบพันแผ่นทั่วบริเวณวัดนั้น จะต้องใช้เวลา ความสามารถ และความอุตสาหะ สักเพียงใด

อักษรตัวบรรจงแบบลายมืออาลักษณ์นี้ กลายเป็นต้นแบบให้ฝรั่งไปหล่อตะกั่ว ทำเป็นตัวเรียงสำหรับใช้พิมพ์หนังสือสอนศาสนาในประเทศไทย และเป็นแม่แบบอักษรสำหรับเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย ที่กำเนิดขึ้นอีกหลายปีต่อมา

ศิลาจารึกจำนวนมากมายที่มองเห็นทั่ววัดพระเชตุพน คือส่วนที่รอดพ้นจากความแตกหักเสียหาย แต่ก็ได้รักษาสติปัญญาความรู้ของบรรพบุรุษเอาไว้ มิให้สูญไปจากแผ่นดิน เป็นคุณูปการต่อลูกหลาน คุ้มกับแรงที่นักปราชญ์ราชบัณฑิตกลั่นออกมาจากความคิด อาลักษณ์ลงแรงเขียนลงบนแผ่นศิลา และสุดท้าย ช่างสลักจารลงเป็นร่องลึกถาวร เพื่อต่อสู้กับกาลเวลา ให้อักษรทุกตัว ถ้อยคำทุกคำ แจ่มชัดคู่บ้านคู่เมือง ตลอดไป ...

ฝ่าพระพุทธบาทพระพุทธไสยาส



เมื่อคราวปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามครั้งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้ช่างสิบหมู่ของหลวง สร้างพระพุทธไสยาส ยาวที่สุดของกรุงเทพฯ มีพระองค์เจ้าลดาวัลย์-พระราชโอรส ทรงกำกับการสร้าง

ส่วนสะดุดตาที่สุดของพระพุทธไสยาส ได้แก่ ฝ่าพระพุทธบาทยาว 5 เมตร สูง 3 เมตร ลักษณะถูกต้องตามตำรามหาปุริสลักษณะ คือนิ้วพระบาทยาวเท่ากันหมด และฝ่าพระบาทเรียบเสมอกัน

รอยฝ่าพระพุทธบาทประดับมุกไฟ เป็นภาพมงคล 108 คือ เครื่องหมายแห่งสวัสดิมงคลหรือโชคลาภ มีภาพพรหม 16 ชั้น สวรรค์ 6 ชั้น สัตว์ป่าหิมพานต์ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และสมบัติแก้ว 7 ประการ ของพระเจ้าจักรพรรดิ ตรงกลางเป็นรูปธรรมจักร อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพุทธศาสนา



ภาพมงคล 108 นี้ ฝีมือประดับมุกวิจิตรประณีตยิ่งนัก เป็นภาพที่ประกาศเกียรติคุณกระบวนช่างมุกของไทย ที่ละเอียดถี่ถ้วน ประกอบด้วยความเพียรอันยิ่งยวด สมกับเป็นงานที่สร้างขึ้นเพื่อพุทธบูชาโดยแท้ ...

วัดโพธิ์มีทุกอย่างที่สำคัญ ทั้งวัตถุพยานทางประวัติศาสตร์ วรรณคดี และศิลปะ แต่สิ่งสำคัญที่วัดอื่นไม่มี คือขุมปัญญาทางวิชาชีพชั้นสูง

จึงมิใช่คำพูดที่กล่าวเกินเลยว่า วัดโพธิ์คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ




เรื่องโดย : นพชัย แดงดีเลิศ (ผู้จัดทำโครงการ - เที่ยววัด กราบพระ ก่อนลากลับ)





วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม



วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร



วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดโพธาราม วัดเก่าที่เมืองบางกอกครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดหลวง ข้างพระบรมมหาราชวัง และที่ใต้พระแท่นประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถยังเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์ท่านไว้ด้วย

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่) มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกไว้ว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังแล้ว ทรงพระราชดำริว่า มีวัดเก่าขนาบพระบรมมหาราชวัง 2 วัด ด้านเหนือ คือ วัดสลัก (วัดมหาธาตุฯ) ด้านใต้ คือ
วัดโพธาราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ขุนนาง เจ้าทรงกรม ช่างสิบหมู่ อำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์ เริ่มเมื่อปี พ.ศ.2331




หมู่พระมหาเจดีย์
ประจำรัชกาล 4 พระองค์
ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึง 4
(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)


การบูรณะใช้เวลาถึง 7 ปี 5 เดือน 28 วัน จึงแล้วเสร็จ และโปรดฯ ให้มีการฉลองเมื่อ พ.ศ.2344 พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลาวาศ"
ต่อมารัชกาลที่ 4ได้โปรดฯ ให้เปลี่ยนท้ายนามวัดเป็น
"วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม"

ครั้นรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ นานถึง 16 ปี 7 เดือน ขยายเขตพระอารามด้านใต้และตะวันตกคือ ส่วนที่เป็นพระวิหารพระพุทธไสยาสสวนมิสกวัน สถาปนาขึ้นใหม่ พระมณฑป ศาลาการเปรียญ และสระจระเข้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่เป็นโบราณสถานในพระอารามหลวงที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้

แม้การบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งล่าสุดเมื่อฉลองกรุงเทพฯ 200 ปี พ.ศ.2525 เป็นเพียงซ่อมสร้างของเก่าให้ดีขึ้น แต่มิได้สร้างเสริมสิ่งใดๆ

เกร็ดประวัติศาสตร์ของการสถาปนาและการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์แห่งนี้ บันทึกไว้ว่า รัชกาลที่ 1 และที่ 3 ขุนนาง เจ้าทรงกรมช่างสิบหมู่ ได้ระดมช่างในราชสำนัก ช่างวังหลวง ช่างวังหน้า และช่างพระสงฆ์ที่อยู่ในวัดต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญงานศิลปกรรมสาขาต่างๆ ได้ทุ่มเทผลงานสร้างสรรค์พุทธสถานและสรรพสิ่งที่ประดับอยู่ในวัดพระอารามหลวง ด้วยพลังศรัทธาตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านที่ให้เป็นแหล่งรวมสรรพศิลป์ สรรพศาสตร์
เปรียบเป็นมหาวิทยาลัยแห่งสรรพวิชาไทย
(มหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก)
ที่รวมเอาภูมิปัญญาไทยไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้กับอย่างไม่รู้จบสิ้น


พระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ







ข้อมูลเพิ่มเติม



Labels:



Thursday, 13 November 2008

เทียวงานยี่เป็ง เชียงใหม่ 2551




นำเที่ยว - นำชิม ในงานยี่เป็ง แม่ปิง เชียงใหม่
ตอนที่ 1
video




ตอนที่ 2

video




Sunday, 9 November 2008

OSK League 2008 - OSK108 คว้าแชมป์

OSK 108 คว้าแชมป์ไปได้
ด้วยการเล่นที่เยี่ยมยอด ชนะ 8 นัด แพ้นัดเดียว


ขอแสดงความยินดีกับทีม OSK 108 ที่คว้าแชมป์ไปได้ ด้วยการเล่นที่เยี่ยมยอด ชนะ 8 นัด แพ้นัดเดียว ได้ 24 แต้ม และขอขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านที่เสียสละเวลามาร่วมสังสรร กินเบียร์ เอ๊ย ไม่ใช่ เตะบอลกันอย่างมิตรภาพฉันท์พี่น้อง โดยไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน อันเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของพี่น้องสวนกุหลาบ เลือดชมพูฟ้ายังคงเข้มข้นเหมือนเดิมเสมอ แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ความเป็นพี่น้องของเราก็จะยังคงอยู่







video










107 เสร็จกันเอง เฉือน 104 ขี้โม้สุดมันส์ กลางแดดเปรี้ยง 1-0

คู่แรกสำหรับนัดสุดท้าย เป็นการพบกันระหว่างทีม 104 ขี้โม้ กับทีม 107 เสร็จกันเอง โดยคู่นี้หากทีม 104 ชนะ จะเป็นการการันตีตำแหน่งที่ 4 ในตารางอย่างถาวร แต่ทีม 107 ก็หวังลึกๆ เช่นกันที่จะเอาชนะ 104 แล้วแช่งให้พวกที่เหลือพลาด เพื่อที่ตนเองจะได้ครองตำแหน่งที่ 4

วันนี้ 104 ขี้โม้ขาดผู้พันอดุลย์ภักดี รวมทั้งอั๋น ณ ขอนแก่นไป ส่วนทีม 107 ขาดซีดานโรจน์ ก็นับว่าสูสีกัน ขึ้นอยู่กับความอึดของแต่ละทีมว่าใครจะอึดกว่าเนื่องจากอากาศร้อนมาก

ครึ่งแรกทั้งสองทีมผลัดกันรุกผลัดกันรับโดยดาวเด่นของ 104 ยังคงเป็นสาธร ชุมช่วยเหมือนเดิม แต่วันนี้ไม่มีคู่ขา ที่รู้ใจ เลยทำอะไรไม่ได้มาก ส่วน 107 พอขาดซีดานโรจน์ไป เหมือนกับไม่มีึคนคอยบงการเกมส์ตรงกลางให้ ทำให้รูปเกมส์ของ 107 ติดๆ ขัด จบครึ่งแรกทำอะไรกันไม่ได้

ครึ่งหลังทั้งสองทีมยังคงรูปแบบเกมส์แบบเดิม แต่เหมือนกับทีม 104 ขี้โม้พอขาดอั๋น ณ ขอนแก่นไป ทำให้หลังไม่มีตัวทำลายเกมส์ จึงเปิดโอกาสให้อ๊อด ณ ไทรน้อย ซึ่งเงียบกริบมาตลอดทัวร์นาเม้นท์ ได้โอกาสหลุดเข้าไปส่องเป็นประตูขึ้นนำ สร้างความเฮฮาให้กับกองเชียร์ 107 เป็นอย่างยิ่ง หลังจากเสียประตูทีม 104 พยายามเอาคืนอย่างหนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จบเกมส์ 107 ชนะทีม 104 อย่างสนุก ทำให้ขึ้นอยู่ยืนยิ้มอยู่ในอันดับ 4 ช่ั่วคราวก่อน เพราะต้องรอผลคู่อื่น (พร้อมสาบแช่งให้ 101 และ 109 แพ้ให้หมด)

แต่ในที่สุดจบการแข่งขันทุกคู่ ทีม 107 ได้อันดับที่ 5 (12 แต้ม) ทีม 104 ได้อันดับ 6 (12 แต้ม เท่ากับ 107 แต่ Head to Head สู้ไม่ได้) นัยว่าจะมีการล้างตากันอีกแน่นอน



กะพรุนน้อย 109 คืนชีพใส่เกียร์สุดชีวิตไล่บดศิลปิน 106 4-2

เมื่อผลคู่แรกจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของทีม 104 ขี้โม้ ทำให้กะพรุนน้อยซึ่งก่อนแข่งอยู่ในอันดับ 5 มีลุ้นขึ้นมาทันที เพราะหากชนะ จะขึ้นเป็นที่ 4 ส่วนทีมศิลปิน 106 ถ้าชนะจะขยับขึ้นมาหลายอันดับ และขึ้นมานำกะพรุนน้อยทันทีเพราะ Head to Head ดีกว่า ต่างฝ่ายต่างมีเดิมพัน จึงต้องใส่กันเต็มสูบ

ฝ่ายกะพรุนน้อยขนตัวสำรองมาเต็มที่ แถมตัวจริงครบครัน แต่ทีมศิลปิน 106 เหมือนกับจะมาแบบพอดีพอดี นำโดยกัปตันเชียร และเค็ม ส่วน ผจก. เปาได้รับบาดเจ็บลงสนามไม่ได้

เริ่มเกมส์มาเหมือนกับกะพรุนน้อยจะดีกว่าเข้าปูพรมใส่ 106 ทั้งซ้ายและขวา แต่ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายเหมือนหอกคืนสนอง เมื่อทีม 106โดยกัปตันเชียรได้โอกาสลากผ่านครึ่งสนามทางซ้าย แล้วเปิดให้กองหน้า 106 โฉบเข้ามายิงผ่านมือประตู 109 เป็นประตูขึ้นนำ 1-0กะพรุนน้อยก็ช๊อคไป และเริ่มมีการแก้เกมส์โดยส่งตัวสดๆ ลงมา แต่จบครึ่งแรกก็ยังทำประตูดีเสมอไม่ได้

เริ่มครึ่งหลัง กะพรุนน้อยบดหนักเพื่อหวังประตูตีเสมอ ในที่สุดก็ทำได้ เมื่อกองหน้าหลุดเข้าไปยิงสวนตัวประตู 106 เป็นประตูตีเสมอ แต่หลังจากนั้นไม่นาน จากความผิดพลาดของกองหลัง 109 ทีมศิลปินได้ประตูขึ้นนำเป็น 2-1 เล่นเอากองเชียร์ 109 ใจเหี่ยว ส่วนกองเชียร์ทีมอื่นกิ๊บก๊าบกันใหญ่ แต่เหมือนสววรค์มีตา เมื่อตุ้ย กองหน้าซุปเปอร์สตาร์ หลุดเข้าไปส่องจากขวาเข้าเสาสอง 109 ตีเสมอ 2-2 หลังจากนั้นเหมือน 106 ช๊อตไปเฉยๆ ทำให้ 109 ได้ประตูขึ้นนำเป็น 3-2 และ 4-2 ตามลำดับ จบเกมส์ ทีมกะพรุนน้อย 109 ชนะ ทีมศิลปิน 106 แบบใจหายใจคว่ำ 4-2

ผลสุดท้ายทีม 109 ได้ครองตำแหน่งที่ 4 ส่วนทีม 106 ได้ตำแหน่งที่ 8



ทีมพลังหนุ่ม 108 เชือดแมวป่า 99 ฉลองแชมป์ 5-0


คู่นี้หากทีมพลังหนุ่มชนะ จะครองตำแหน่งแชมป์ทันที ส่วนทีม 99 ก็อยากชนะเพื่อกระเถิบตัวเองออกจากตแหน่งรองบ๊วย แถมยังมีแรงเชียร์จากทีม 103 หนุนหลังมาอีก เพื่อให้ทีม 99 หยุดทีม 108 ให้ได้ เพื่อตัวเองจะได้มีโอกาสหยิบชิ้นปลามันไปในนัดสุดท้าย

แต่ทีม 108 ก็มิได้ประมาท ขนผู้เล่นมาเต็มอัตราศึกทั้งทีมชาติ ทีมโรงเรียน มากันเต็มไปหมด เดินเพ่นพ่านไปทั่ว ส่วนทีมแมวป่า 99 ได้สมชายฯ มาคอยขู่กองหลังทีมน้อง 108

เมื่อเริ่มแข่งไปสักพักฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ทำให้สนามค่อนข้างลื่น และเละเทะ แต่ความสดในวันนี้มาได้ดีกว่าความเก๋า เมื่อทีมพลังหนุ่มไล่นวดเฟนทีมแมวป่าอย่างเมามัน จบครึ่งแรก ทีมพลังหนุ่มออกนำไปไกล 3-0

เริ่มครึ่งหลังทีม 108 ส่งผู้เล่นสำรองลงยืดเส้นยืดสาย และทำประตูได้เพิ่มอีก 2 ลูก กองแช่งผิดหวังไปตามๆ กัน จบเกมส์ ทีมพลังหนุ่ม 108 คว้าแชมป์ไปได้ด้วยความสวยงาม ส่วนทีมแมวป่า 99 ต้องกลับไปพักฟื้น และซุ่มซ้อมกันใหม่ เพื่อแก้ตัวในปีหน้า จบลีกแมวป่าได้อันดับ 9



ทีมศตวรรษ 100 ชนะแล้ว!!! เฉือน ทีมพลังม้า 103 2-1

เมื่อทีมพลังหนุ่ม 108 ชนะไปเมื่อนัดที่แล้วคว้าแชมป์ไปเรียบร้อย ทีมพลังม้าก็หมดหวังลุ้นแชมป์ แต่ก็ต้องเสียวสันหลังเมื่อทีม 96 จี้มาติดๆ หากทีมพลังม้าพลาดท่า อาจเสียตำแหน่งรองจ่าฝูงให้กับทีม 96 ได้ ส่วนทีมศตวรรษ ไม่มีอะไรต้องเสีย มีแต่ศักดิ์ศรีเท่านั้น ที่เสียไม่ได้

เริ่มเกมส์ทีมพลังม้าวันนี้ไม่มีต๊ะ บางเลน และสหาย มณีวงศ์ แต่ยังคงมีกัปตันปลากัด และเด่นดวง เป็นคีย์แมนอยู่ แต่นัดนี้กลัวไม่สูสีเลยปล่อยตึ๊ง หมาแดงลงไปเล่นด้วยเพื่อให้เกิดการสูสี ในขณะที่ทีมศตวรรษ ได้ตัวหลักๆ คืนทีมมาหลายตัว เกมส์ทั้งสองฝ่ายแลกกันตรงกลางสนามเป็นส่วนใหญ่ แต่เหมือนกองหลังของทีม 103 เมื่อขาดสหายไป ทำให้เกิดช่องว่าง เลยถูกทีม 100 ซัดนำไป 1-0 และ 2-0 จนจบครึ่งแรก

เริ่มครึ่งหลังทีมพลังม้า 103 เร่งเกมส์เป็นการใหญ่ แต่เหมือนว่ากองหลัง และผู้รักษาประตูของทีมศตวรรษพกหลวงพ่อเหนียว และยันต์มหาอุดมาด้วย ทีม 103 เร่งบี้เท่าไหร่ก็บี้ไม่่เข้า ชนเสาบ้าง ชนกองหลังบ้าง ชนพวกเดียวกันเองบ้าง ได้โอกาสเข้าไปยิงประมาณไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง แต่ไม่ได้สักประตู แต่เหมือนฝ้ายังพอมีตาอยู่บ้าง เมื่อทีมพลังม้าได้ประตูตีไข่แตกมาเป็น 2-1 แต่ท้ายที่สุดก็ไล่ไม่ทัน จบเกมส์ทีมศตวรรษ 100 ได้ 3 แต้มแรกมาอย่างสมศักดิ์ศรี และทำให้ทีม 103 พลังม้าต้องรอลุ้นว่าจะรักษารองจ่าฝูงจากการแย่งชิงจากทีมพี่ใหญ่ 96 ที่จะลงสนามในคู่ต่อไปได้หรือไม่

สรุปผลคือ ทีมศตวรรษก็เกาะตำแหน่งสุดท้ายในตารางอย่างเหนียวแน่น ส่วนทีมพลังม้าก็ได้ตำแหน่งรองจ่าฝูง



สมันน้อย 101 ขวิดพี่ใหญ่ 96 ไส้ไหล 1-0

คู่ที่แล้วทีมพลังม้า 103 พลาดท่าแพ้ทีมศตวรรษ 100 ไป ดังนั้น คู่นี้ทีมพี่ใหญ่จึงยืนลูบปากรอรับสมันน้อย 101 เพราะหากชนะทีมพี่ใหญ่จะไปนั่งแป้นแล้น ในตำแหน่งรองจ่าฝูงแทนทีม 103 เพราะ Head to Head ดีกว่า ส่วนทีม 101 ก็อยากชนะเพื่อช่วงชิงอันดับที่ 5 มานั่งกอดแทน

นัดนี้ทีมพี่ใหญ่มากันครบครันทั้งพี่โสภิต พี่ป๊อกใหญ่ พี่ป๊อก เค แบ๊งค์ แถมพี่จุ่น และพี่ชุมซึ่งยิงประตูปลิดชีพ 107 มาในนัดที่แล้ว ส่วนของทีม 101 มีการปล่อยข่าวลวงว่าควาย บางลี่จะไม่มาเล่นในนัดนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ สมันน้อย 101 มากันครบทั้งควาย บางลี่ นักเตะแมวน้ำ ซ่า มหาชัย คู่นี้เจอกันบ่อยจึงน่าจะรู้ทางกันเป็นอย่างดี

เริ่มเกมส์มาสมันน้อยดูดีกว่าเยอะ จังหวะเข้าทำได้หลายครั้ง แต่ไม่ค่อยเด็ดขาด ในขณะที่พี่ใหญ่ 96 อาศัยความใจเย็นๆ ค่อยๆ เล่นในฟอร์มที่ตัวเองคุ้นเคย เล่นแบบอดทน ทำให้รูปเกมส์ค่อยๆ พลิกกลับไปเป็นของพี่ใหญ่ แต่สมันน้อยได้โอกาสยิงชนคานไปหนึ่งครั้งในช่วงครึ่งแรก ควาย บางลี่ยังไม่มีโอกาสได้แผลงฤทธิ์

ครึ่งหลัง เหมือนกับทีมพี่ใหญ่วอร์มได้ที่ เริ่มเข้าไปป้วนเปี้ยนหน้าประตูทีมสมันน้อยบ่อยขึ้น แถมยังมีโอกาสยิงสวยๆ นอกขอบ แต่ก็ติดประตูโอฬาร ที่บินปัดได้อย่างสวยงาม จากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวของพี่ใหญ่ 96 ทำให้ควาย บางลี่ ได้โอกาสเข้าไปยิงลูกเลียดเสียบเสาสอง สุดปัญญาที่พี่เป็ดจะรับไว้ได้ สมันน้อยขึ้นนำ 1-0 พี่ใหญ่เหมือนจะช๊อตไปดื้อๆ เริ่มใช้เกมส์หนักเข้าประเคนใส่พลพรรคสมันน้อย แต่ในที่สุดก็ประคองสกอร์นี้ได้จนจบเกมส์

สมันน้อย 101 ได้ที่ 5 ของตารางมี 14 แต้มเท่ากับกะพรุนน้อย 109 แต่ลูกได้เสียของ 109 ดีกว่า ส่วนทีมพี่ใหญ่ 96 เร่งแซงพลังม้า 103 ไม่ทัน ครองอันดับ 3 ไป






กรรมการผู้ตัดสินฟุตบอล แต่งตั้งโดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย
และจบโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ดังนี้

  1. กรรมการผู้ตัดสิน พรชัย ดุษฎีกุลชัย (สวนกุหลาบรุ่น 104)




  2. ผู้ตัดสิน พันเลิศ เลิศอุไร ชั้น 1 รุ่น 15 (สวนกุหลาบรุ่น 103)

  3. ผู้ตัดสิน คีตวัตร โชตึก ชั้น 3 รุ่น 18 (สวนกุหลาบรุ่น 122)

  4. ผู้ตัดสิน ธีระเดช ภูอุดม ชั้น 2 รุ่น 18 (สวนกุหลาบรุ่น 123)


(ข้อมูลโดย : ชิดชนก ทิพโกมุท ประชาสัมพันธ์ สวนกุหลาบรุ่น104)






sources :
OSK Football League website
OSK103.com




Friday, 7 November 2008

กราบคารวะและอาลัย คุณครูทัศนีย์ อนมาน

ศิษย์สวนกุหลาบฯ รุ่น 84 ทุกคน
ขอกราบคารวะและอาลัย
คุณครูทัศนีย์ อนมาน
พิธีสวดพระอภิธรรมศพ
วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2551
วัมกุฏกษัตริยารามฯ







ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัศนีย์ อนมาน
ชาตะ 29 พฤศจิกายน 2480
มรณะ 27 ตุลาคม 2551


video








Wednesday, 5 November 2008

OSK Leauge ครั้งที่ 2 (นัดสุดท้าย)

OSK Leauge ครั้งที่ 2 / 2008 (นัดสุดท้าย)

และแล้วนัดสุดท้ายก็มาถึง ส่วนบนก็คั่วตำแหน่งจ่าฝูงกันอย่างเมามัน ส่วนตรงกลางก็พยายามปากกัดตีนถีบให้ตัวเองหลุดขึ้นไปอยู่ที่สูงสุดให้ได้ กติกาปีนี้เราจะดูจาก Head-to-head ก่อนประตูได้เสียนะครับ ซึ่งหากเสาร์นี้ จ่าฝูงอย่าง 108 พลาดท่า แล้วเกิดพลังม้า 103 เก็บ 3 แต้มได้ พลังม้า 103 จะครองแชมป์ในทันที เพราะกฎ Head-to-Head นั่นเอง










ผลคะแนนหลังจบนัดที่ 8
วันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2551



โปรแกรมการแข่งขันนัดที่ 9
วันเสาร์ที่ 8 พ.ย. 2551







มาถึงนัดสุดท้ายกันแล้ว
ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง
ขอฟันธงฉับฉับเลยละกัน


คู่แรก 12.00 OSK 104 VS OSK 107
ทั้งสองทีมแพ้มาในนัดที่แล้วทั้งคู่ โดย 104 ขี้โม้โดนหนักหน่อยนัดเดียว 7 เม็ด ในขณะที่ฝ่าย 107 นอกจากจะเสร็จกันเองแล้ว ยังเสร็จพี่ใหญ่ 96 อีกต่างหาก นัดนี้แข่งกันกลางแดดเปรี้ยงตอนเที่ยงตรง ทั้งสองทีมต่างต้องไว้ลายให้เต็มที่ 104 ต้องชนะ เพื่อรักษาอันดับ 4 ไว้ให้ได้ ส่วน 107 ก็ต้องการชนะเพื่อกระเถิบขึ้นมาสู่กลางตาราง นัดนี้ใส่กันไฟแล่บแน่ แต่คาดว่าจะเสมอ

คู่สอง 13.00 OSK 106 VS OSK 109
ศิลปิน 106 หาทางออกจากป่าเจอเมื่อนัดที่แล้ว มาพบกับกะพรุนน้อยที่ชนะมา 2 นัดติด นัดนี้ตัวแปรอยู่ที่ตัวสำรองของทีมศิลปิน ว่าจะมาเยอะหรือไม่ เพราะทางกะพรุนน้อยขนตัวผู้เล่นมาเยอะเป็นประจำอยู่แล้ว ความสดนาทีนี้อยู่ที่กะพรุนน้อย แต่ความเด็ดขาดยังก้ำกึ่ง หมอลักนัดนี้ยังรักเด็กอยู่ กะพรุนน้อยชนะไม่ขาด

คู่สาม 14.00 OSK 99 VS OSK 108
นัดนี้ทุกคู่ต่างมุ่งความสนใจมาที่แมวป่า 99 ว่า จะพอหยุดความห้าวของพลังหนุ่ม 108 ได้หรือไม่ นัดที่แล้วโดนกะพรุนน้อยพ่นพิษใส่แมวป่ามา ส่วนพลังหนุ่มถล่ม 104 ขี้โม้ไส้ไหล เลยกลับสู่การเป็นเต็งหนึ่งอีกครั้ง นัดนี้จึงน่าจะเป็นการโชว์และรีดฟอร์มส่งท้ายของทั้งคู่ พลังหนุ่มน่าจะดีกว่า และคว้าแชมป์ไปจากการชนะในนัดนี้

คู่สี่ 15.00 OSK 100 VS OSK 103
นัดนี้พลังม้ามาเต็มสูบแน่

คู่ห้า 16.00 OSK 96 VS OSK 101
นัดปิดสนาม OSK League นัดที่แล้วพี่ใหญ่โชว์ฟอร์มเด็ด ปลิดชีพ 107 ด้วยประตูของพี่ชุม ส่วนสมันน้อยแม้จะมีควาย บางลี่มาช่วย แต่เหมือนฟอร์มของทั้งทีมกลับช๊อตไปดื้อๆ และนัดนี้ควาย บางลี่ ไม่ได้มาร่วมแข่งด้วย แม้จะได้นักเตะแมวน้ำกลับมา แต่ก็เหมือนกับขาดอาวุธหนัก ในการถล่มและข่มขู่คู่ต่อสู้ หมอลักว่าทีมพี่ใหญ่คงอาศัยทีมเวิร์ค เข้าบดบี้กับสมันน้อยอย่างเมามัน และน่าจะเอาชนะไปได้


sources :
OSK Football League website
OSK103.com