Suankularb 84

www.suan84.com

Thursday, 19 February 2009

จ้องวัดแจ้ง เห็นคนฝั่งธน

ถ้าขาด 15 ปี กรุงธน หรือจะมี 227 ปี กรุงเทพ





พระปรางค์วัดอรุณ คือจุดหมายตาของผู้สัญจรแห่งท้องน้ำ ชาวต่างชาติที่แล่นเรือจากปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามา ต้องรีบจดไว้ในบันทึก นอกจากความงามเชิงช่างแล้ว ลูกหลานอย่างเราต้องยอมรับในอัจฉริยภาพของปู่ย่าตายายแต่โบราณ ที่สามารถสร้างมหาสถูปสูงใหญ่ริมฝั่งน้ำ บนผิวดินอ่อนยวบ ให้งามตระหง่านอย่างน่าอัศจรรย์ ...

กรุงเทพเป็นหนี้กรุงธน กรุงธนเป็นหนี้วัดแจ้ง
เป็นหนี้อย่างไร ไปดูให้รู้แจ้ง วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2552



    ผู้สนใจ แสดงความจำนงที่
    โทร : (02)726-9960 (คุณเพชรลดา)
    แฟกซ์ : (02)726-9961

    แจ้งชื่อ และจำนวนผู้ร่วมเที่ยววัดก่อน วันที่ 9 มีค.
    วันนัดพบ สามารถนำรถไปจอดได้ที่
    ลานจอดรถกองทัพเรือ ติดกับทางเข้าวัดอรุณฯ
    (ตัวอักษร I ในแผนที่)
    ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์ และจะอำนวยความสะดวกโดย
    นอ.(พิเศษ)ไพบูลย์ บำรุงธรรม ร.น.(ฝิ่น)







เกิดบางกอก

เมื่อ 500 ปีก่อน ตรงท่าพระจันทร์ ท่าช้าง และท่าเตียนเดี๋ยวนี้ ยังเป็นดินอยู่แท้ๆ หาเป็นแม่น้ำไม่

เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาแต่เดิมนั้น พอไหลลงมาถึงธรรมศาสตร์ ก็เลี้ยวหักข้อศอกเข้าคลองบางกอกน้อย ขึ้นตะวันตกเฉียงเหนือ จนถึงแยกคลองชักพระ จึงวกลงใต้ ผ่านตลิ่งชัน บางระมาด บางขุนศรี ถึงวัดปากน้ำ แล้วตีวงกลับ ขึ้นตะวันออกเฉียงเหนือตามคลองบางกอกใหญ่ ไปเลี้ยวลงใต้ใกล้กับจุดเดิมแถวท่าเตียน แม่น้ำช่วงที่ว่านี้จึงมีรูปร่างโค้งงอเป็นรูปเกือกม้า ในฤดูน้ำหลากมีตะกอนจากทางเหนือมาทับถมสองฝั่ง เกิดเป็นที่ดอนเหมาะสำหรับตั้งบ้านเรือน เนื่องจากมีต้นมะกอกน้ำขึ้นชุกชุม จึงเรียกชุมชนว่าบางมะกอก ถ้าเรียกกันนานๆ เรียกกันบ่อยๆ เรียกกันทุกวันๆ เสียงก็จะหดตามธรรมชาติ เหลือแค่บางกอก




เรือสินค้าที่ผ่านเข้าอ่าวไทยไปกรุงศรีอยุธยาต้องใช้เวลาหนึ่งวันเปล่าๆ สำหรับอ้อมจากปากคลองบางกอกใหญ่ไปปากคลองบางกอกน้อย ทั้งที่ห่างกันแค่ 8 ป้ายรถเมล์ เดินครึ่งชั่วโมงเอง ใน พ.ศ. 2085 สมเด็จพระไชยราชาธิราช จึงให้ขุดคลองลัด เชื่อมสองเลี้ยว จากธรรมศาสตร์ถึงโรงเรียนราชินี

เกิดธนบุรี

ขุดคลองลัดแล้ว บางกอกก็กลายเป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบ ยิ่งมีบ้านเรือน มีเรือกสวนไร่นา ชุมชนยิ่งหนาแน่น ต่อมาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ให้ตั้งชุมชนบางกอกเป็นเมืองหน้าด่าน ชื่อว่าเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร

สมัยสมเด็จพระนารายณ์ คลองลัดถูกกระแสน้ำแหวกเป็นแม่น้ำใหญ่แล้ว โปรดให้กองทหารฝรั่งเศสสร้างป้อมสองฝั่งคือป้อมวิชัยประสิทธิ์ตรงปากคลองบางกอกใหญ่ และป้อมวิไช เยนทร์ตรงปากคลองตลาด คอยตรวจตราท้องน้ำ มิให้ศัตรูยกทัพเรือขึ้นไปถึงอยุธยา

สองฝั่งแม่น้ำสายเดิมเป็นสวนผลไม้สลับกับวัด มีวัดดุสิต อยู่ตรงปากคลองบางกอกน้อย ถัดเข้าไปเป็นวัดอมรินทร์ วัดสุวรรณ วัดศรีสุดาราม วัดขี้เหล็ก เลี้ยวเข้าคลองชักพระ มีวัดเงิน วัดทอง วัดศาลาสี่หน้า วัดนวล วัดปากน้ำ เลี้ยวกลับไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ มีวัดราช คฤห์ วัดจันท์ วัดอินทร์ วัดสังข์กระจาย เรื่อยไปถึงวัดหงส์ วัดโมลี พอออกปากคลองบางกอกใหญ่ก็เจอวัดแจ้ง ซึ่งเป็นวัดสำคัญที่สุด คู่กับคนฝั่งธนมาจนปัจจุบัน

ฝั่งธนคนชาวสวน

ทางน้ำสายหลักของฝั่งธนสมัยก่อน ตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยอ้อมไปออกปากคลองบางกอกใหญ่ มีคลองแยกยุ่บยั่บเป็นใยแมงมุม เช่นคลองบางผักหนาม คลองบางบำหรุ คลองบางขุนนนท์ คลองบางระมาด คลองมอญ คลองบางน้ำชน คลองบางไส้ไก่ คลองดาวคะนอง คลองบางประทุน เป็นต้น คลองเหล่านี้ทำหน้าที่แจกจ่ายน้ำเข้าคลองเล็กคลองน้อย แผ่ซ่านเข้าสู่ขนัดสวน ที่อัดแน่นอยู่ทุกตารางนิ้ว เพราะคนฝั่งธนนั้นคือชาวสวนโดยแท้

ทุกสวนยกดินขึ้นเป็นร่องๆ แล้วล้อมด้วยคันสวนรูปสี่เหลี่ยม เรียกว่าขนัดสวน สวนขนัดหนึ่งจะมี 3-10 ร่อง ระหว่างร่องเรียกท้องร่อง มีสะพานพาด สะพานก็คือท่อนมะพร้าวหรือท่อนหมากนั่นเอง คันสวนด้านหนึ่งจะฝังท่อไว้ปิดเปิดน้ำจากคลอง ท่อก็คือต้นหมากต้นมะพร้าวหรือต้นตาล ที่ขุดเป็นปล่องนั่นแหละ

ชาวสวนฝั่งธนปลูกพืชเบญจพรรณ คือปลูกพืชหลักและพืชเสริมไปพร้อมกัน สวนไหนปลูกอะไรเป็นหลักก็เรียกชื่อตามนั้น เช่นสวนทุเรียน สวนเงาะ หรือสวนมะปราง แล้วก็ปลูกพืชเสริมอื่นๆ เช่นทองหลาง หมาก พลู มังคุด มะพร้าว ชมพู่ ฝรั่ง มะม่วง มะปราง ละมุด ซึ่งเป็นผลไม้ที่ไม่รังแกกัน รวมทั้งปลูกพืชผักสวนครัว เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริก พริกไทย ชะอม มะกรูด มะนาว มะดัน ตลอดจนไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ พืชเสริมนี้มักปลูกไว้ริมตลิ่ง ให้รากยึดดิน

เมื่อ พ.ศ.2383 สมัยรัชกาลที่ 3 เฟรเดอริก อาร์เธอร์ นีล นั่งเรือเข้ามากรุงเทพ เขียนบันทึกไว้ว่า “เมื่อมาถึงคุ้งที่สองของแม่น้ำนั้น เห็นแต่สวนหมากเต็มไปหมด คุ้งที่สามก็เต็มไปด้วยสวนผลไม้นับไม่ถ้วน ขณะเรือแล่นผ่านนั้น ได้กลิ่นหอมหวานของเกสร ตลบอบอวลตลอดลำน้ำ นับเป็นไมล์ๆ ...”

น้ำท่วมใหญ่ ปี 2485 สวนล่มเป็นจำนวนมาก ต่อมาเริ่มมีถนนตัดผ่าน ทั้งถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนอิสระภาพ และถนนซอย ผลไม้ใหญ่ไม่อาจทนแรงสะเทือนได้ คลองแยกต่างๆ ก็ถูกถมเพื่อทำถนนซอย ที่เหลืออยู่เป็นคูตื้น ทำหน้าที่อย่างเดียวคือเป็นท่อระบายน้ำเสีย

เดี่ยวนี้ สวนบางกอกไม่มีให้เห็นแล้ว อย่าเรียกคนฝั่งธนว่าเป็นชาวสวนอีกต่อไป

ตลาดท้องน้ำของคนฝั่งธน

สมัยก่อน ปากคลองทุกแห่งเต็มไปด้วยเรือนแพ มีเรือขึ้นล่องมาค้าขายกันคับคั่งทุกวัน ตั้งแต่ตีห้าถึงสี่โมงเช้า

มีแม่ค้าสวมเสื้อแขนยาว รัดปลายข้อมือ นุ่งโจงกระเบน สวมงอบ พายเรือสำปั้น ขายผลไม้จากสวนต่างๆ ผลไม้ที่ขึ้นชื่อคือทุเรียนและส้มโอ รวมทั้งผลไม้อื่นๆ เช่น มะม่วง หมาก พลู มะพร้าว กล้วย มะไฟ มะปราง ละมุด มังคุด ลางสาด ตลอดจนพืชผัก ไม่ว่ากระถิน ตำลึง ผักบุ้ง สายบัว ส้มซ่า พริกขี้หนู หรือดอกขจร

นอกจากพืชผักผลไม้ ยังมีเรือขายของ จากแหล่งต่างๆ คือ เรือขายน้ำอ้อย เรือขายข้าวสาร เรือถ่าน เรือฟืนแสม เรือปลาแห้ง เรือขนมจีน เรือข้าวแกง เรือก๋วยเตี๋ยว

เรือขายขนมก็มีมาก แม่ค้าใส่กระทงใบตองสด วางในกระด้ง ตั้งเรียงไว้กลางลำเรือ มีขนมลืมกลืน ขนมศิลาอ่อน ขนมเปียกปูน ข้าวแขก ตะโก้ ไข่เหี้ย ขนมทอง เล็บมือนาง ขนมใส่ไส้ ขนมกล้วย ขนมตาล รวมทั้งกล้วยแขก และข้าวเม่าทอด

ถนนทำให้ตลาดท้องน้ำหายไปเหมือนท้องร่องสวน บัดนี้เสียงจอแจซื้อขายในท้องน้ำเงียบไปแล้ว ปิดฉากวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวสวนฝั่งธนโดยสิ้นเชิง

วัดแจ้ง - เกียรติยศของคนฝั่งธน




วัดแจ้งหรือวัดอรุณ เดิมชื่อวัดมะกอก เป็นวัดโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเรียกวัดมะกอกนอก ให้ต่างจากอีกวัดหนึ่งในคลองบางกอกใหญ่ คือวัดมะกอกใน หรือวัดนวลนรดิศเดี๋ยวนี้

เมื่อพระเจ้าตากนำไพร่พลจากอยุธยาลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยานั้น พอถึงหน้าวัดมะกอกนอกก็รุ่งแจ้งพอดี เป็นมหามงคลฤกษ์ โปรดให้เทียบเรือพระที่นั่ง เสด็จขึ้นไปสักการะบูชาพระมหาธาตุ ซึ่งเป็นพระปรางค์สูง 16 เมตร เลยเรียกวัดนี้ว่า วัดแจ้ง



เมืองธนบุรีเดิมมีกำแพงอยู่แล้ว พระเจ้าตากเลือกป้อมวิชัยประสิทธิ์เป็นที่ตั้งพระราชวัง แล้วขยายเขตออกไป วัดแจ้งจึงเป็นวัดในพระราชวัง ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชรของกรุงศรีอยุธยา หรือวัดมหาธาตุของกรุงสุโขทัย และเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ใน พ.ศ.2322 ครั้งนั้นพระเจ้าตากให้บูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและพระวิหารด้วย

พอรัชกาลที่ 1 ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ฝั่งพระนคร จึงให้รื้อกำแพงเมืองธนบุรี เอาอิฐไปสร้างวังใหม่ และให้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากวัดแจ้งไปประดิษฐานที่วัดพระแก้ว ใน พ.ศ.2327

รัชกาลที่ 1 ให้พระเจ้าลูกยาเธอ คือรัชกาลที่ 2 มาประทับที่พระราชวังเดิมของพระเจ้าตาก คอยดูแลบำรุงวัดแจ้ง

พระเจ้าลูกยาเธอได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดแจ้งใหม่หมดทั้งวัด สร้างโบสถ์ใหม่ สร้างวิหารใหม่ ต่อเนื่องจนขึ้นครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 2 ทรงสร้างพระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถ ปั้นหุ่นพระพุทธรูปด้วยฝีพระหัตถ์ เพื่อหล่อเป็นพระประธานในพระอุโบสถ สร้างศาลาการเปรียญ ต่อมาโปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอ คือรัชกาลที่ 3 เป็นแม่กอง สร้างปรับปรุงกุฏิใหม่ บูรณะพระอุโบสถเก่าและพระวิหารเก่าหน้าพระปรางค์ สร้างเมรุปูนขนาดใหญ่ไว้หลังวัด พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชธาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 การปฏิสังขรณ์ดำเนินต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์ โปรดให้รื้อกุฏิขัดแตะถือปูน สร้างใหม่เป็นตึก พระปรางค์องค์ใหญ่ สูง 54เมตร สร้างเสร็จ
ใน พ.ศ.2385 สร้างพระมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง สร้างพระเจดีย์เหลี่ยมย่อไม้ยี่สิบอีก 4 องค์ ระหว่างมณฑปกับระเบียงพระอุโบสถ สร้างประตูซุ้มมงกุฎเข้าสู่พระอุโบสถใหม่ตรงกึ่งกลางพระระเบียงด้านทิศตะวันออก และสร้างรูปยักษ์ยืนเฝ้าประตูทั้งสองข้าง ให้นำเขามอสมัยรัชกาลที่ 1 จากพระบรมมหาราชวัง มาไว้หน้าวัดทางทิศเหนือ หลังศาลาท่าน้ำ

สมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ให้ช่างทำบุษบกยอดปรางค์ขึ้นที่ผนังหุ้มกลองตรงมุขด้านหน้า เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องต้น และทำบุษบกอีกอันหนึ่งที่ผนังหุ้มกลองของมุขพระอุโบสถด้านหลัง เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปฉลองพระองค์ ให้เอากระเบื้องลายดอกไม้และใบไม้ มาประดับที่ผนังพระอุโบสถด้านนอก ที่เสาหน้ามุข ที่เสารายเฉลียงรอบพระอุโบสถ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ฐานพระประธาน พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชวราราม

สมัยรัชกาลที่ 5 ปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เกือบหมดทั้งวัด บูรณะพระวิหารใหม่ สร้างบุษบกที่มุขหน้าและมุขหลังพระอุโบสถ ต่อจากรัชกาลที่ 4 จนเสร็จ อัญเชิญพระพุทธนฤมิตรประดิษฐานที่บุษบกมุขหน้า ปฏิสังขรณ์พระปรางค์ที่ทรุดโทรม แก้เสาเฉลียงลอยในวิหารคดด้านนอกเป็นเฉลียงปลายเต้า แก้เชิงกลอนชั้นบนเป็นเชิงกลอนปูน แก้เก๋งจีนด้านตะวันตกเป็นเฉลียงปลายเต้าเหมือนเก๋งจีนด้านเหนือ-ใต้ ประตูรอบปรางค์ จาก 9 ลดเหลือ 5 ประตู สำหรับรูปกินนรในซุ้มโค้งกลมที่ฐานใต้เชิงบาตรพระปรางค์ทุกองค์นั้นชำรุด ให้หล่อใหม่ด้วยปูนซีเมนต์ และซ่อมพระเจดีย์ 4 องค์

สมัยรัชกาลที่ 6 ก่อเขื่อนหน้าวัด ซ่อมรูปยักษ์หน้าประตูซุ้มมงกุฎ ทำฐานรองบาทพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 สร้างกุฏิใหม่ สร้างโรงเรียนปริยัติธรรม สร้างถนน

สมัยรัชกาลที่ 9 ปฏิสังขรณ์ฐานพระศรีมหาโพธิ์ พระวิหาร สร้างถนน ซ่อมพระประธานพระวิหาร ซ่อมช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ พระระเบียง วิหารคดบางส่วน โบสถ์น้อย วิหารน้อยหน้าปรางค์ พระอุโบสถ พระปรางค์ทิศ และพระปรางค์องค์ใหญ่

วัดแจ้งได้รับความเอาใจใส่ทำนุบำรุง ให้สดใหม่งดงามไม่ขาดสาย นับจากรัชกาลพระเจ้าตากถึงรัชกาลปัจจุบัน สมเป็นวัดสำคัญที่สุดของคนฝั่งธน


ปรางค์สวยที่สุดในประเทศไทย




พระปรางค์วัดมะกอกของเดิมสมัยอยุธยาสูง 16 เมตร รัชกาลที่ 2 ตั้งพระทัยต่อเติมให้สูงใหญ่เป็นพระมหาธาตุสำหรับพระนคร โดยเริ่มขุดรากไว้ พอถึงรัชกาลที่ 3 ก็เสร็จสมบูรณ์ สูง 54 เมตร สูงสุดในประเทศไทย ฐานกลมวัดรอบได้ 234 เมตร ใหญ่สุดในประเทศไทย ถ้าไม่นับพระปฐมเจดีย์

ประตูเข้าพระปรางค์แต่เดิมมี 9 ประตู มีบันไดสี่ด้านขึ้นสู่ฐานทักษิณชั้นที่หนึ่ง บนลานทักษิณรอบพระปรางค์องค์ใหญ่ มีปรางค์ทิศ 4 มุม รูปทรงเหมือนกันทั้ง 4 องค์ คือมีช่องรูปกินนรกินรีและเชิงบาตร เหนือช่องมีรูปมารกับกระบี่แบกสลับกัน ชั้นซุ้มภายในเป็นรูปพระพายทรงม้า เหนือซุ้มเป็นรูปครุฑยุดนาคและเทพนม ถัดขึ้นไปเป็นชั้นกลีบขนุน 5 ชั้น แล้วเป็นนภศูลปิดทอง

รอบฐานทักษินชั้นที่สอง มีรูปต้นไม้ประดับกระเบื้องเคลือบสี เหนือขึ้นไปเป็นเชิงบาตรประดับกระเบื้องเคลือบสีลายดอกไม้ใบไม้ ช่วงระหว่างปรางค์ทิศ เป็นมณฑปทิศ 4 มณฑป ล้วนก่ออิฐถือปูน ประดับกระเบื้องเคลือบสี ภายในมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ฐานมณฑปประดับรูปกินนรกินรี เหนือช่องมีตัวแบก เป็นรูปกุมภัณฑ์แบก 2 มณฑป อีก 2 มณฑปเป็นรูปคนธรรพ์แบก

ฐานทักษิณชั้นที่สามประดับกินนรและกินรีโดยรอบ เชิงบาตรเป็นรูปมารแบก บันไดขึ้นมีเสาหงส์หิน

ฐานทักษิณชั้นที่สี่ มีรูปกินนรและกินรีโดยรอบ ตรงย่อมุมเป็นรูปแจกันดอกไม้ ที่เชิงบาตรเป็นรูปกระบี่แบก เชิงบันไดขึ้นมีเสาหงส์หิน เหนือทักษิณเป็นรูปกินนรกินรีโดยรอบ ตรงย่อมุมเป็นรูปแจกันดอกไม้ เชิงบาตรเป็นรูปพรหมแบก เหนือขึ้นไปเป็นซุ้มสี่ด้าน มีรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณทุกซุ้ม

จากนั้นเป็นชั้นกลีบขนุน ตอนยอดพระปรางค์เป็นนภศูล
มีมงกุฏปิดทองครอบ ...



พระปรางค์วัดอรุณ คือจุดหมายตาของผู้สัญจรแห่งท้องน้ำ ชาวต่างชาติที่แล่นเรือจากปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามา ต้องรีบจดไว้ในบันทึก นอกจากความงามเชิงช่างแล้ว ลูกหลานอย่างเราต้องยอมรับในอัจฉริยภาพของปู่ย่าตายายแต่โบราณ ที่สามารถสร้างมหาสถูปสูงใหญ่ริมฝั่งน้ำ บนผิวดินอ่อนยวบ ให้งามตระหง่านอย่างน่าอัศจรรย์ ...

กรุงเทพเป็นหนี้กรุงธน กรุงธนเป็นหนี้วัดแจ้ง
เป็นหนี้อย่างไร ไปดูให้รู้แจ้ง วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2552



รูปปั้นยักษ์ยืนหน้าประตูยอดซุ้มพรมงกุฎมี 2 ตน ปั้นด้วยปูน
ยักษ์ขาวคือ สหัสเดชะ ยักษ์เขียวคือ ทศกัณฑ์








เรื่องโดย : นพชัย แดงดีเลิศ




(ภาคผนวก)

ประวัติ วัดอรุณราชวราราม




ชั้นและตำบลที่ตั้งวัด

วัดอรุณราชวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และฟากตะวันออกของถนนอรุณอมรินทร์ระหว่างคลองนครบาล หรือคลองวัดแจ้ง กับพระราชวังเดิม ตำบลวัดอรุณ
อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี



เขตวัด และธรณีสงฆ์

เขตวัดอรุณราชวราราม เฉพาะตอนที่เป็นเขตพุทธาวาส
และเขตสังฆาวาส มีดังนี้

ทิศเหนือ ติดโรงเรียนประถมทวีธาภิเศก
ทิศใต้ ติดกำแพงพระราชวังเดิม
ทิศตะวันออก ติดแม่น้ำเจ้าพระยา
ทิศตะวันตก ติดถนนอรุณอมรินทร์

มีเนื้อที่ ๒๗ ไร่ ๒ งาน ตารางวา ส่วนที่ธรณีสงฆ์ซึ่งทางวัดให้เอกชนเช่า มีอยู่ทางด้าน เหนือตอนที่ติดกับกำแพงวัดหลังโรงเรียนประถมทวีธาภิเศก ริมคลองนครบาลหรือ คลองวัดแจ้ง เนื้อที่ประมาณ ๒ งาน ๗๗ ตารางวาเศษ กับที่ทางตะวันตกของถนน อรุณอมรินทร์ออกไป มีเนื้อที่ ๓๓ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา



ชื่อวัด

วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดโบราณ สร้างมาแต่ครั้งสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า
"วัดมะกอก" ภายหลังเปลี่ยนเป็น "วัดมะกอกนอก"แล้วเปลี่ยนเป็น
"วัดแจ้ง","วัดอรุณราชธาราม" และ "วัดอรุณราชวราราม" โดยลำดับ ปัจจุบันเรียก "วัดอรุณราชวราราม" มูลเหตุที่เรียกชื่อวัดนี้มาแต่เดิมว่า "วัดมะกอก" นั้น สันนิษฐานว่า คงจะเรียกคล้ายตามชื่อตำบล ที่ตั้งวัด ซึ่งสมัยก่อนมี ชื่อเรียกว่า "บางมะกอก" เมื่อนำมาเรียกรวมกับคำว่า "วัด" ในตอนแรก ๆ คงเรียกว่า "วัดบางมะกอก" ภายหลังเสียงหดลง คงเรียกสั้น ๆ ว่า "วัดมะกอก" ตามคติเรียก ชื่อวัดไทยในสมัยโบราณ เพราะชื่อวัดที่แท้จริงมักจะไม่มี จึงเรียกชื่อวัดตามตำบลที่ตั้ง เช่น วัดบางลำพู, วัดปากน้ำ เป็นต้น ต่อมาเมื่อได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกันนี้ แต่อยู่ลึก เข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกชื่อวัดที่สร้างใหม่ว่า "วัดมะกอกใน" แล้วเลยเรียก วัดมะกอกเดิม ซึ่งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ว่า "วัดมะกอกนอก" เพื่อให้ทราบว่าเป็นคนละวัดกัน





ส่วนที่เปลี่ยนเป็นเรียกว่า "วัดแจ้ง" นั้น เล่ากันว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงกอบกู้ กรุงศรีอยุธยาสำเร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้ว มีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี จึงเสด็จกรีฑาพลล่องมาทางชลมารคพอถึงหน้าวัดนี้ก็ได้ เวลาอรุณ หรือรุ่งแจ้งพอดี ทรงพระราชดำริเห็นเป็นอุดม มหามงคลฤกษ์ จึงโปรดให้เทียบเรือพระที่นั่งที่ท่าน้ำ เสด็จขึ้นไปทรงสักการะบูชาพระมหาธาตุ ขณะนั้นสูง ประมาณ ๘ วา ซึ่งประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหน้าวัด แล้วเลยเสด็จประทับแรมที่ศาลาการเปรียญใกล้ร่มโพธิ์ ต่อมาได้โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัด แล้วเปลี่ยนชื่อ เสียใหม่เป็น"วัดแจ้ง" เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์

ชื่อ "วัดแจ้ง" นี้ มีเรื่องสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทูลสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ไว้ว่า "หม่อมฉันเคยเห็นแผนที่เมืองธนบุรีที่ฝรั่งเศสทำเมื่อรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ในแผนที่นั้นมีแต่วัดเลียบกับวัดแจ้ง เวลานั้นยังเป็นชานป้อมใหญ่ ซึ่งอยู่ราวโรงเรียนราชินี เพราะฉะนั้นวัดโพธิ์เป็นวัดสร้างเมื่อล่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มาแล้ว



จากหลักฐานนี้ อาจสันนิษฐานได้ว่า วัดแจ้งมีมาก่อนที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจะทรงย้าย ราชธานีมายังกรุงธนบุรี ตามเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วและชาวฝรั่งเศสผู้ได้ทำแผนที่เมืองธนบุรี ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชคือ เรือเอก เดอ ฟอร์ปัง กับนายช่าง เดอ ลามาร์

การปฏิสังขรณ์วัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงกระทำมา ตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวง อิศรสุนทร และยังทรงประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมนั้น ได้สำเร็จลงไปต้นปีมะโรง พ.ศ.๒๓๖๓ สมัยรัชกาลที่ ๒ จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการฉลองแล้วพระราชทานชื่อวัดใหม่ว่า "วัดอรุณราชธาราม"

ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้บูรณะ ปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมอีก แล้วทรงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดอรุณราชวราราม" ดังที่เรียกกัน จนถึงปัจจุบัน

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม





พระอุโบสถ

พระประธานในพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายพระนามว่า "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" หล่อในรัชกาลที่ ๒ กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์ด้วยพระองค์เอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอกคืบ ประดิษฐานเหนือแท่นไพที่ บนฐานชุกชี ที่พระพุทธอาสน์พระประธาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดให้อัญเชิญพระบรมอัฐิรัชกาลที่ ๒ มาบรรจุได้ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๓๘ เวลา ๑๖.๐๐ น. เกิดอัคคีภัยไหม้พระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รีบเสด็จพระราชดำเนินมาอำนวยการดับเพลงด้วยพระองค์เอง และอัญเชิญ พระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชออกไปได้ทัน เพลิงไหม้หลังคาพระอุโบสถหมด จึงโปรดให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์เป็นแม่กองปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ให้คือดีดังเดิม และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบานริศรานุวัดติวงศ์ก็ประทานความเห็น ในการซ่อมภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ให้รักษาของเก่าไว้อย่างดีที่สุด และภาพที่จะเขียนซ่อมใหม่ก็ให้กลมกลืนกับภาพเดิม

กลับมาที่บริเวณพระอุโบสถอีกครั้ง โดยรอบพระอุโบสถมีซุ้มใบเสมา ๘ ซุ้ม ในเสมา เป็นใบคู่ทำด้วยหินสลักลวดลายงดงามประดิษฐานอยู่ในซุ้มหินอ่อน ทำเป็นรูปบุษบก ยอดเจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง สูง ๒ วา ๑ ศอก ระหว่างซุ้มใบเสมามีสิงโตหินแบบจีนตัวเล็ก ๑๑๒ ตัว ตั้งอยู่บนแท่น มีเหล็กยึดแท่นให้ติดกันโดยตลอด เว้นแต่ช่องตรงกับ บันไดพระอุโบสถ ริมช่องว่างนั้นมีตุ๊กตาหินรูปคนจีนนั่งบนเก้าอี้หน้าสิงโตจีนอีกช่องละ ๒ ตัว ๘ ช่อง รวมเป็น ๑๖ ตัว

หน้าพระระเบียงโดยรอบ มีตุ๊กตาหินรูปทหารจีนตั้งเรียงเป็นแถวจำนวน ๑๔๔ ตัว และมุมพระอุโบสถทั้ง ๔ มี พระเจดีย์จีนทำด้วยหิน มีซุ้มคูหาตั้งรูป ผู้วิเศษ ๘ คน หรือ ที่เรียกว่าโป๊ยเซียน พระเจดีย์มียอดเป็นปล้อง ๆ เรียวเล็ก ขึ้นไปตามลำดับ คล้ายปล้อง ไฉนแบบ พระเจดีย์ไทย มุมละองค์ นอกจากนั้น ยังมีช้างหล่อด้วยโลหะ ๘ ตัว สูงขนาด ๑ เมตรเศษ ตั้งอยู่บนแท่นตรง ประตู เข้าออกหน้าพระระเบียง แนวเดียวกับ ตุ๊กตาทหารจีน ด้านละ ๒ ตัว หันหน้าเข้า พระอุโบสถ ช้างโลหะทั้ง ๘ ตัวนี้ มีอิริยาบถไม่เหมือนกัน บางตัวชูงวงบางตัว ปล่อยงวง ลง เป็นต้น พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้หล่อขึ้น

เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๙ โดยรอบพระอุโบสถมีพระระเบียงหรือพระวิหารคด มีประตูเข้าออกอยู่กึ่งกลาง พระระเบียงทั้ง ๔ ทิศ หน้าบัน ประตูทำเป็นรูปนารายณ์ ทรงครุฑ ประดับด้วยลาย กระหนกลงรักปิดทองงามมาก พระระเบียงเป็นของสร้าง


ในรัชกาลที่ ๒ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระบานริศรานุวัดติวงศ์ศิลปินเอกของชาติไทยทรงชมเชยไว้ว่า "พระระเบียงมีอยู่ให้ดูได้บริบูรณ์ ทรวดทรงงาม กว่าพระระเบียงที่ไหนหมด เป็นศรีแห่งฝีมือในรัชกาลที่ ๒ ควรชมอย่างยิ่ง แต่ลายเขียนผนังนั้น เป็นฝีมือในรัชกาลที่ ๓ ทำเพิ่มเติม" ลายเขียน ที่ผนังที่ทรงกล่าวถึงนั้น เขียนเป็นรูปซุ้มเรือน แก้วลายดอกไม้ใบไม้ มีนกยูงแบบจีนคาบอยู่ตรงกลาง พระพุทธรูปในพระระเบียงทั้งหมด เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีรวม ๑๒๐ องค์



ตรงด้านหลังทิศตะวันออกทางที่จะเข้าสู่ พระอุโบสถ มีประตูซุ้มยอดมงกุฎสร้างในสมัย รัชกาลที่ ๓ เป็นประตูจตุรมุข หลังคา ๓ ชั้น เฉลียงรอบมียอดเป็นทรงมงกุฎ ประดับด้วยกระเบื้อง ถ้วยสลับสี หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ช่อฟ้า ใบระกา หัวนาคและหางหงส์ เป็นปูนประดับ กระเบื้องถ้วย หน้าบันเป็นปูนประดับกระเบื้องถ้วย มีลวดลายเป็นใบไม้ดอกไม้ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ ประตูซุ้มยอดมงกุฎนี้ชำรุดทรุดโทรมมาก พระยาราชสงครามได้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ถ้าจะโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมใหม่ก็ต้องใช้เงินถึง ๑๖,๐๐๐ บาท หรือไม่ก็ต้องรื้อเพราะเกรงจะเป็นอันตรายเมื่อเวลาเสด็จพระราชดำเนิน พระราชทานผ้าพระกฐินวัดนี้ มีพระราชกระแสตอบว่า

"ซุ้มประตูนี้อยากจะให้คงรูปเดิม เพราะปรากฏแก่คนว่า เป็นหลักของบางกอกมาช้านานแล้ว" อีกตอนหนึ่งทรงว่า "ขอให้ถ่ายรูปเดิมไว้ให้ มั่นคง เวลาทำอย่าให้แปลกกว่าเก่าเลยเป็นอันขาด อย่าเพ่อให้รื้อจะไปถ่ายรูปไว้เป็นพยาน…"


เพราะพระมหากรุณาธิคุณในการทรงอนุรักษ์ศิลปกรรมชิ้นยอดเยี่ยมของชาติชิ้นนี้ไว้ ลูกหลานไทยจึงได้ชื่นชมต่ออัจฉริยะของช่างรุ่นก่อนมาจนทุกวันนี้ และรัฐบาลก็เคยนำภาพซุ้มประตูยอดมงกุฎมีรูปยักษ์ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้า ๒ ตน ลงพิมพ์ในธนบัตรอยู่สมัยหนึ่ง ที่หน้าประตูซุ้มยอดมงกุฏดังกล่าว มีพญสยักษ์ยืนอยู่ ๒ คน มือทั้งสองกุมกระบองยืนอยู่บนแท่น ยักษ์ด้านเหนือสีขาวชื่อ สหัสเดชะ ด้านใต้สีเขียวชื่อทศกัณฐ์ ปั้นด้วยปูน ประดับกระเบื้อง เคลือบสีเป็นลวดลายรูปลักษณะและเครื่องแต่งตัว สร้างแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ตรัศว่าเป็นฝีมือปั้นของหลวงเทพรจนา (กัน) และเป็นเหตุให้เกิด การปั้นรูปยักษ์ยืนในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในเวลาต่อมา

พระวิหาร




ปูชนียสถานสำคัญของวัดอรุณราชวรารามอีกหลังหนึ่งคือพระวิหาร เป็นอาคารยกพื้นสูง เช่นเดียวกับพระอุโบสถ หลังคาลด ๓ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี หน้าบันมีรูปเทวดาถือ พระขรรค์ยืนอยู่บนแท่น ประดับด้วยลายกระหนกลงรักปิดทองประดับกระจก มีมุขทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ด้านหน้ามีประตูเข้า ๓ ประตู ด้านหลังมี ๒ ประตู ผนังด้านนอกประดับด้วยกระเบื้องเคลือบลายก้านแย่งกระบวนไทย เป็นกระเบื้องที่รัชกาลที่ ๓ ทรงสั่งมาจากเมืองจีน ปัจจุบันได้ใช้ พระวิหารนี้เป็นการเปรียญของวัดด้วย

พระประธานในพระวิหาร คือ พระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตรเป็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๖ ศอก หล่อด้วยทองแดงปิดทองพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้หล่อขึ้นพร้อมกับพระประธานในพระอุโบสถวัดสุทัศเทพวราราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ ทางวัดได้พบพระบรมธาตุ ๔ องค์ บรรจุอยู่ในโกศ ๓ ชั้น อยู่ในพระเศียร

ที่ฐานชุกชีด้านหน้าพระชุมภูนุท มีพระอรุณหรือพระแจ้งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์พระและผ้าทรงครองหล่อด้วยทองต่างสีกัน หน้าตักกว้าง ๕๐ เซนติเมตร

มีประวัติว่าได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมประดิษฐานอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และมีพระราชดำริว่านามพระพุทธรูปพ้องกันกับวัดอรุณ จึงโปรดให้อัญเชิญมา ณ วิหารนี้ และที่แท่นหน้าพระอรุณในพระวิหารมีพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๗๐ เซนติเมตร มีพุทธลักษณะงดงามยิ่ง ประดิษฐานอยู่เดิมพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ศาลาการเปรียญที่รื้อไปแล้ว มีปูนพอกทั้งองค์โดยไม่มีใครทราบ ภายหลังปูนกระเทาะตัวออกจึงเห็นองค์พระเป็นสำริดสมัยสุโขทัย ทางวัดจึงอัญเชิญมาประดิษฐานในวัดแห่งนี้

มลฑปพระพุทธบาทจำลอง

เป็นพระเจดีย์ย่อเหลี่ยม ไม้ยี่สิบ ๔ องค์

หอไตร

มี ๒ หอ อยู่ทางด้านหน้าของหมู่กุฏิคณะ ๑ ใกล้กับสระเล็กๆ และรั้วด้านตะวันตกของ พระปรางค์ ๑ หลัง ไม่มีช่อฟ้าใบระกา ทำเป็นปูนปั้นประดับกระเบื้องถ้วยเป็นชิ้นๆ หลังคามุง ด้วยกระเบื้องเคลือบสี กรอบหน้าต่างเป็นปูนปั้นลายดอกไม้ลงรักปิดทอง และอีกหลังหนึ่งอยู่ มุมด้านเหนือหน้าคณะ ๗ มีช่อฟ้าใบระกาลงรักปิดทองประดับกระจกบานหน้าต่างเป็นลายรดน้ำ รูปต้นไม้ คติเกี่ยวกับที่มีหอไตร ๒ หอ พระเถระผู้ใหญ่ในวัดนี้เล่าว่า เป็นเพราะวัดนี้แต่เดิมมีพระราชาคณะได้ ๒ รูป

ศาลาท่าน้ำรูปเก๋งจีน




มี ๖ หลัง อยู่ที่เขื่อนหน้าวัด ตรงมุมเหนือสุดที่ปากคลองวัดแจ้งหลัง ๑ ตรงกับประตูซุ้ม ยอดมงกุฎ ๓ หลัง ตรงกับต้าพระศรีมหาโพธิ์หลัง ๑ และตรงกับทางเข้าพระปรางค์อีกหลัง ๑ ที่ศาลาเก๋งจีนมีสะพานยื่นลงไปในแม่น้ำ เว้นแต่ด้านเหนือสุด ส่วนหลังที่ตรงกับทางเข้า พระปรางค์นั้น มีรูปจระเข้หินอยู่ด้านหน้าข้างละตัว ศาลาเหล่านี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ เหมือนกันหมด คือ หลังคาเป็นรูปเก๋งจีน มียกพื้นสำหรับนั่งพักทำด้วยหินทรายสีเขียว โดยเฉพาะ ๓ หลังตรงประตูซุ่มยอดมงกุฎนั้น หลังเหนือและใต้มีแท่นหินสีเขียวตั้งอยู่ตรงกลาง เข้าใจว่า จะเป็นที่สำหรับวางของ และหลังศาลาเก๋งจีน ๓ หลังนี้มีรูปกินรีแบบจีนทำด้วยหินทรายสีเขียว ตั้งอยู่ ๒ ตัว

ภูเขาจำลอง





อยู่หน้าวัดทางด้านเหนือ หลังศาลาน้ำรูปเก๋งจีน ๓ หลัง กล่าวกันว่า เดิมเป็นภูเขาจำลอง ที่โปรดให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวังในรัชกาลที่ ๑ ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ โปรดให้นำมา ไว้ที่วัดนี้ ภูเขาจำลองนี้มีรั้วล้อมไว้เป็นส่วนหนึ่งโดยเฉพาะ มีตุ๊กตาจีน ๒ ตัวนั่งบนแท่นอยู่นอก รั้วด้านหน้า ตรงประตูเข้าทำเป็นรูปทหารเรือเฝ้าอยู่ ๒ คน

อนุสาวรีย์ธรรมเจดีย์

อยู่ด้านใต้ของภูเขาจำลอง มีถนนที่ขึ้นจากศาลาท่าน้ำเก๋งจีน ๓ หลังไปพระอุโบสถคั่นกลาง อนุสาวรีย์แห่งนี้มีกำแพงเตี้ยๆเป็นรั้วล้อมรอบ ภายในรั้ว นอกจากจะมีโกศหินทรายสีเขียว แบบจีนบรรจุอัฐิของพระธรรมเจดีย์แล้ว ยังมีประตูและมีภูเขาจำลองเตี้ยๆ กับปราศาทแบบ จีนเล็กๆ มีตุ๊กตาหินนอนอยู่ภายใน มีภาษาจีนกำกับซึ่งชาวจีนอ่านว่า ฮก ลก ซิ่ว


วิถีชีวิตสมัยรัชกาลที่ ๕



ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



ตลาดวัดเกาะย่านสำเพ็ง เป็นแหล่งร้านเจียระไนและจำหน่ายเพชรพลอย



ถนนเจริญกรุงบริเวณสี่กั๊กพระยาศรี ถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕



สะพานผ่านพิภพลีลา สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕
เพื่อเชื่อมถนนราชดำเนินในและราชดำเนินกลาง
ราวลูกกรงสะพานเป็นเหล็กดัดมีลวดลายงดงาม



รถยนต์เมื่อแรกมีในสมัยรัชกาลที่ ๕



ตลาดสดท่าเตียนยามเช้า ผู้คนจับจ่ายกันอย่างคึกคัก



การแต่งกายของสตรีสูงศักดิ์ในราชสำนัก



ผู้ชายสยามในยุคนั้น นิยมไว้ผมทรงมหาดไทย



สาวชาวบ้านสยาม



นำมาจาก : http://www.watarun.org

Labels:


0 Comments:

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home