"ทีดีอาร์ไอ"เตือนแผนกระตุ้นศก."โอบามาร์ค"
ยึดผลประโยชน์ส่วนรวม พาชาติรอด
มุ่ง "แบ่งเค้ก-ถลุงเงิน" ระวังตกม้าตาย
หมายเหตุ : ขณะนี้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี กำลังทยอยออกมา ทั้งในส่วนแผนระยะเร่งด่วน ระยะกลางและยาว เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังตกต่ำ "มติชน" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ถึงรายละเอียดของแผนต่างๆ เพื่อให้สาธารณชนได้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น และส่งต่อให้รัฐบาลนำไปใช้ปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
มองแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังทยอยออกมาอย่างไร
ดูแล้วมีทั้งข้อดีและข้อเสีย บางเรื่องก็ดี บางเรื่องอาจไม่ดี บางมาตรการอาจมีผลน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำงาน แต่สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ ทิศทางของประเทศอนาคตจะไปทางไหน อยากให้นายกฯแถลงให้ชัดเจนเลยว่า หลังผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว เศรษฐกิจของประเทศจะไปทางไหน
แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น กลาง ยาว ที่ดำเนินการอยู่จะช่วยพาเราไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร อย่าใช้แผนเหล่านี้เป็นเพียงแค่เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว ต้องบอกทิศทางที่ชัดเจนด้วย โดยเฉพาะโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่
เราไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อีกแล้ว เพราะสหรัฐอเมริกาหลังผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนี้ จะไม่เป็นประเทศที่มีการบริโภคมโหฬารเหมือนในอดีตอีกต่อไป เราจึงควรหันมาให้ความสนใจกับเรื่องการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น
คิดอย่างไรกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง วงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท
แม้ว่าจะเห็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะเน้นการลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับการพัฒนาประเทศให้มากขึ้น ซึ่งแนวคิดการเอาโครงการที่ผ่านการประเมินจากหน่วยงานราชการว่าทำได้เร็ว และทำได้จริง มาใช้เป็นสิ่งที่ดี เพราะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดีกว่าการแจกเงิน แต่ต้องดูความคุ้มค่าด้วย เช่น โครงการเรื่องน้ำ เป็นโครงการที่หาแหล่งเงินค่อนข้างยาก และไม่แน่ใจว่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ เพราะในอดีตประเทศไทยลงทุนไปมากกว่าแสนล้านบาทแล้ว แต่ได้ผลตอบแทนที่น้อยมาก

แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง หากรัฐบาลจะใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องนี้เพียงแค่ 1 เดือน เพราะการจัดทำแผนควรมีความรอบคอบ เข้าใจว่าโครงการที่เสนอมามีจำนวนมาก รัฐบาลต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อการลงทุนที่คุ้มค่าได้ประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการกำหนดอัตราตอบแทนของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ และการเงิน
เพราะนอกจากจะใช้เป็นหลักในการจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนโครงการต่างๆ แล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองมาแทรกแซงได้ ลำพังแค่การตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวคงไม่เพียงพอ เพราะในทางปฏิบัติ แม้ฝ่ายข้าราชการที่เข้ามานั่งทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงบประมาณ จะไม่ยอมให้ใครมาแทรกแซง แต่ระบบของประเทศไทย มันก็มีเรื่องความเป็นพรรคพวกอยู่ คงดูแลได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้ ในแนวทางการใช้งบประมาณ ควรจะเชื่อมโยงไปยังท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณจำนวนมากด้วย เพื่อให้ภาพการลงทุนมีลักษณะการบูรณาการงานร่วมกัน แต่เท่าที่ดูข้อมูลในขณะนี้ พบว่าแหล่งที่มาสำคัญของงาน จะมาจากงบฯส่วนกลางกับรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก กรอบแนวคิดการดำเนินงานจึงกระจุกตัว ไม่กระจายไปที่อื่น แต่ถ้าสามารถเชื่อมโยงทั้งส่วนกลาง รัฐวิสาหกิจ และท้องถิ่นเข้าไว้ด้วย ก็จะเป็นการส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมการลงทุนได้มากขึ้น
ส่วนโครงการที่มีการเริ่มไปแล้ว และมีผลผูกพันอยู่ หากนำเข้ามารวมไว้ด้วยและเพิ่มงบประมาณลงทุนในปีนี้เข้าไปอีก ก็น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น
สำหรับการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายเพดานวงเงินกู้เพิ่มเติม หากจำเป็นก็ควรทำ แต่ควรจะกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เช่น ทำแบบปีต่อปี หรือกรณีที่เศรษฐกิจประเทศตกต่ำมาก อัตราเงินเฟ้อติดลบนานเกิน 3 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการตีความ นักการเมืองรุ่นหลังใช้เป็นข้ออ้างเข้ามาถลุงเงิน
ประเมินผลการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกของรัฐบาลอย่างไร
ยังประเมินผลไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็เริ่มมีเม็ดเงินลงไปแล้ว ก็ดีกว่าไม่มี แต่บางโครงการก็น่าจะมีผลเยอะ เช่น เบี้ยยังชีพคนชรา แต่ในส่วนการจ่ายเช็ค 2,000 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายครั้งเดียวไม่แน่ใจว่าจะมีผลหรือไม่ เหมือนลาภลอยครั้งเดียว เพราะโดยหลัก คนจะเอาไปใช้หนี้ ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ ก็ไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในต่างประเทศก็เคยทำแบบนี้ แต่ไม่เห็นผลอะไรมาก
อย่างไรก็ตาม การประเมินผลคงดูแค่มาตรการเดียวไม่ได้ เพราะแผนที่ออกไปมีหลายมาตรการ ซึ่งเป็นข้อดี บางมาตรการอาจจะได้ผล แต่บางมาตรการอาจไม่ดี แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินการคือเรื่องการติดตามงานอย่างจริงจัง เพื่อดูว่ามาตรการไหนใช้ได้ มาตรการไหนไม่ได้ผล จะได้ไม่ต้องทำอีก เพราะวันนี้แค่เริ่มต้นแจกเช็ค ก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้นแล้ว
โดยภาพรวมเชื่อว่ากระตุ้นได้แน่ แต่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองน่าจะช่วยหมุนเศรษฐกิจได้ดีกว่า เพราะเน้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ต่างจากแผนกระตุ้นรอบแรกที่หมุนได้แค่ครั้งเดียว แต่สิ่งที่อยากจะเสนอในขณะนี้คือ การจัดทำแผนกระตุ้นฉุกเฉินสำรองไว้ ในกรณีที่วิกฤตเศรษฐกิจยังทรุดตัวหนักลงไปอีก เพราะเศรษฐกิจโลกขณะนี้ยังไม่ถึงก้นเหว คาดว่าจะใช้เวลา 2-4 ปี กว่าจะฟื้นกลับคืนมา ข่าวดีตอนนี้คือ ข่าวร้ายเริ่มลดลง ข่าวดีเริ่มมีบ้าง
มองจุดอ่อนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาเป็นอย่างไร
น่าจะอยู่ที่การประเมินผลเป็นหลัก รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อติดตามดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ อย่าปล่อยให้หน่วยงานที่เป็นผู้เสนอแผน เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ประเมินเอง เพราะอาจจะได้ข้อมูลไม่ชัดเจน แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องระวังให้ดีคือ การแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชั่น
ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แม้จะบอกว่ามีมาตรการป้องกันไว้แล้ว แต่เมื่อโครงการผ่านการพิจารณาไปแล้วในระดับพื้นที่ก็หนีไม่พ้นต้องเกิดปัญหา เพราะการดำเนินงานของหน่วยงานในระดับพื้นที่มักจะมีปัญหาการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง พวกวิ่งเต้นก็เยอะ ดังนั้นจึงต้องดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจ ซึ่งอาจจะทำในรูปการจัด ครม.สัญจร จังหวัดต่างๆ เพื่อรับฟังข้อมูลในพื้นที่ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ อย่าให้หน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาพร้อมกับการหาเสียง
เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับความจริงกัน ถ้าบอกว่าไม่มี ก็จะกลายเป็นพวกไม่รับความจริง แต่จะทำอะไรกันก็ต้องนึกถึงผลประโยชน์ประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
รัฐบาลระบุว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง
จะทำให้จีดีพีขยายตัว 5% ต่อปี
อยู่ที่แนวทางการใช้จ่ายงบฯลงทุนปกติของรัฐบาลว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้จ่ายงบฯมากแค่ไหน สัดส่วนงบฯลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากงบฯปกติมีเท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมางบฯลงทุนปกติของรัฐบาลมีการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานน้อยมาก เพราะถูกนำไปใช้ในเรื่องการจัดซื้อโต๊ะเก้าอี้เยอะมาก
ส่วนที่รัฐบาลระบุว่าจะเร่งรัดการเบิกจ่ายจะทำได้แค่ไหน หากเป็นช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมนี้ พ.ร.บ.งบประมาณผ่านได้ ก็น่าจะมีหวัง แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจีดีพีคงไม่ขยายตัวถึง 5% ส่วนจีดีพีปีนี้ที่ทีดีอาร์ไอกำลังทำอยู่ คงไม่อยู่ในแดนบวกแน่นอน
ประชาชนจะฝากความหวังกับรัฐบาลชุดนี้ได้หรือไม่
ก็หวังว่าจะฝากได้ หากให้คะแนนการทำงานขณะนี้ ยังอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่ จากสิบน่าจะได้แปด แต่ถ้าจะตกม้าตาย ก็คงมาจากปัจจัยเรื่องการเมืองและปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งรัฐบาลต้องคุมสองเรื่องนี้ให้อยู่
เรื่องคอร์รัปชั่นเวลานี้อาจจะยังไม่เห็นชัด เนื่องจากยังไม่มีโครงการใหญ่ออกมา แต่สิ่งที่เห็นได้ในขณะนี้คือ การทำโครงการตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณผ่านโครงการต่างๆ ต้องไม่ให้มีลักษณะการแบ่งเค้กเกิดขึ้น
ถึงเวลาแล้วที่นายกฯจะต้องมองเรื่องนี้อย่างจริงจัง ต้องพูดให้พรรคร่วมรัฐบาลเข้าใจว่ากำลังทำอะไรอยู่ บ้านเมืองกำลังมีปัญหาอะไร ทุกคนต้องช่วยกัน ถ้าทำไม่ได้ ระวังจะเดินสะดุดขาตัวเอง
เพราะภาวะบ้านเมืองแบบนี้ จะมัวคิดแต่จะถลุงเงินไม่ได้
มติชนรายวัน วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552
Labels: Economics, ทีดีอาร์ไอ, นิพนธ์, พัวพงศกร, เศรษฐกิจ, เศรษฐศาสตร์


0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
Links to this post:
Create a Link
<< Home