"บ้านเมืองของเรา" กับสิ่งที่ควรระวังช่วงศก.ขาลง
'ดร.โกร่ง' คนเดินตรอก เขียนถึง
"บ้านเมืองของเรา" กับสิ่งที่ควรระวังช่วงศก.ขาลง
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเศรษฐกิจของบ้านเราปีนี้คงจะเป็นปีที่จะต้องประสบความยากลำบากหลายๆ ประการ ลำพังจากภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ยังมาถูกซ้ำเติมจากภาวะการเมืองและสังคมภายในประเทศอีก คงจะทำให้เราต้องยอมรับสภาวการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา
ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
คนเดินตรอก
วีรพงษ์ รามางกูร
บ้านเมืองของเรา
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเศรษฐกิจของบ้านเราปีนี้คงจะเป็นปีที่จะต้องประสบความยากลำบากหลายๆ ประการ ลำพังจากภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ยังมาถูกซ้ำเติมจากภาวะการเมืองและสังคมภายในประเทศอีก คงจะทำให้เราต้องยอมรับสภาวการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา
ความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวต่างประเทศและผู้คนในประเทศ ความเชื่อถือต่อความมั่นคงของระบบต่างๆ ในบ้านเราคงจะเสื่อมถอยลงไปมาก ความเชื่อมั่นดังกล่าวมีผลอย่างมากต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การติดต่อซื้อขายสินค้าและบริการ การลงทุน ทั้งจากของคนไทยหรือคนต่างชาติ
ความเชื่อมั่นปกติจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความแน่นอนของระบบทางสังคมและการเมือง เมื่อระบบเกิดความไม่แน่นอน คาดการณ์ไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความหวั่นไหวต่อชีวิตและทรัพย์สินย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการลงทุน และความเสี่ยงทางการเมืองเป็นเรื่องที่ผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้น้ำหนักมากที่สุด
เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนพบปะกันขณะนี้ คำถามแรกที่ชอบถามกันก็คือ
"แล้วเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร" หรือ
"แล้วเหตุการณ์ข้างหน้าจะจบลงอย่างไร"
หากคำถามที่ไม่มีคำตอบเหล่านี้ยังไม่ยุติลง ก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าทุกคนไม่มีความแน่ใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ยังดีที่เหตุการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่เงินจะไหลออกนอกประเทศ จนกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดเงินตราต่างประเทศ กระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรง แต่ถ้าหากเหตุการณ์ทางการเมืองไม่สงบลงอย่างรวดเร็ว โอกาสที่จะเกิดปัญหาทางการเงินดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นได้ ยิ่งถ้าหากมีข่าวว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารอีก ซึ่งหวังว่าจะไม่มี ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ความเชื่อมั่นยิ่งจะเลวร้ายลงไปอีก การปฏิวัติรัฐประหาร ไม่น่าจะเป็นทางออก ดังที่ได้พิสูจน์มาแล้วเมื่อครั้งเกิดการรัฐประหารในปี 2549
ถึงอย่างไรก็ต้องอดทน อดกลั้น ประคับประคองให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อไป เพื่อแก้ปัญหาในวิถีทางรัฐสภา แม้ว่าจะยากอย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านก็ยังไม่สามารถหาหัวหน้าหรือแกนนำที่เข้มแข็งได้ จึงยังไม่น่าจะพร้อมเป็นรัฐบาล การออกนอกระบบไม่ใช่วิถีทางที่จะแก้ปัญหา เพราะอย่างไรเราก็มาถึงป่านนี้แล้ว
ความแตกแยกลงลึกมาก ความแตกแยกดังกล่าวเป็นพื้นฐานของปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเชื่อมั่น เป็นปัญหาสำคัญของความชะงักงันทางเศรษฐกิจ
ทำอย่างไรที่พอจะลดความแตกแยกลงไปได้บ้าง ทั้งคนที่อยู่ในเมืองเองและคนที่อยู่ในชนบท
เมืองไทยดูผิวเผินเหมือนกับสังคมของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ความจริงไม่ใช่ ในบ้านเดียวกัน เจ้าของบ้านไม่เคยคุยกับคนสวน ไม่เคยคุยกับผู้ช่วยแม่บ้าน ไม่เคยคุยกับคนขับรถ ก็เลยไม่รู้ว่าคนที่อยู่คนละฐานะกับเราเขาคิดอย่างไร มีความเห็นอย่างไร ไปคิดเอาเองว่าเขาไม่รู้เรื่อง ไม่มีการศึกษา ที่จริงเขารู้ดีว่าประโยชน์ของเขาอยู่ที่ไหน อย่างไร เขาได้รับการปฏิบัติอย่างไร เมื่อเป็นอย่างนี้ ในเรื่องที่มีประเด็นทางสังคมหรือประเด็นทางการเมือง รัฐบาลหรือกองทัพจึงไม่ทราบความคิดความอ่านของคนที่อยู่ในฐานะทางสังคม หรือทางเศรษฐกิจระดับล่าง การแก้ปัญหาจึงไม่ถูกจุด การประนีประนอมจึงไม่เกิด
ปัญหาทางสังคม ปัญหาทางการเมือง ต้องแก้ไขด้วยมาตรการทางสังคม มาตรฐานทางการเมือง เป็นการแก้ไขที่ผู้คนบางกลุ่มบางเหล่าต้องอดทน แต่การไปแก้ด้วยกำลังทหารหรือกำลังอาวุธบ้าง หรือไม่ก็เปลี่ยนกฎหมายรัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายลูก เปลี่ยนกรรมการองค์กรอิสระบ้าง เปลี่ยนตุลาการบ้าง ก็ยิ่งทำให้เรื่องบานปลายไปกันใหญ่
กระแสโลกาภิวัตน์ที่ปรากฏออกมาตามสื่อมวลชนที่รวดเร็วปิดกั้นไม่ได้ ทำให้การได้รับข้อมูลข่าวสาร และกระแสความคิดในเรื่องความเป็นสากล ระหว่างคนในเมืองกับคนรากหญ้าในชนบทเข้าใกล้กันมากขึ้น คนในเมืองไปเข้าใจเอาเองว่าคนในชนบทนั้นไม่รู้ ไม่ได้เสพข่าวสาร หรือกระแสความคิดทางการเมืองและสังคมอย่างที่ตนได้รับ
ความจริงแล้วคนรากหญ้าในชนบทนอกเมืองหรือในเมืองนั้น การเมืองและบริการของรัฐมีความหมายกับเขามากกว่าคนระดับสูงในเมืองที่มีเส้นมีสาย มีสมัครพรรคพวกที่จะให้บริการให้ความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา ส่วนคนในชนบทที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีสมัครพรรคพวกนั้น ต้องการบริการของรัฐ และบริการของนักการเมืองมากกว่าคนเมือง ความสนใจการเมืองจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างทางสังคมและความคิดความอ่านของคนเปลี่ยนไปมาก
เมื่อเหตุการณ์มาถึงขนาดนี้แล้ว การจะขจัดความแตกแยก ความร้าวฉานในสังคมจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องอดทนอดกลั้นทั้งสองฝ่าย และต้องเข้าใจว่าต้องใช้เวลา การหยุดกล่าวหาซึ่งกันและกัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำได้ยาก แต่ก็ต้องทำ ทั้งหมดคงต้องใช้เวลา การเร่งรีบและการประเมินแต่ละฝ่ายต่ำเกินไป ก็เป็นสาเหตุของความคงอยู่ของความขัดแย้ง
การที่ท่านประธานาธิบดี บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้งในอเมริกา ต้องถือว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ถ้าเป็น 30 ปีก่อนไม่มีทางที่จะเป็นไปได้แม้แต่จะคิด เพราะท่านประธานาธิบดีโอบามาเป็นชาวอเมริกันผิวดำ ต้องถือว่าความเป็นอารยะของคนอเมริกาได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่เคยเห็นและเด่นชัดมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า คงจะอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างย่ำแย่ ดังจะเห็นได้จากเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน อันได้แก่
แต่ที่ควรเป็นห่วงและระมัดระวังก็คือฐานะทางการคลังของประเทศ ในช่วงเศรษฐกิจขาลงอย่างนี้ก็เป็นธรรมดาที่รายรับของรัฐบาลจะไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่รายจ่ายจะมีมากกว่าปกติ เพราะขณะนี้ไอเอ็มเอฟได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ตั้งงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจให้เต็มทั่วโลก
บ้านเราก็ไปตามแนวนี้คือตั้งงบประมาณขาดดุลสูงที่สุดเท่าที่จะกู้เงินได้มากที่สุด ตามที่กฎหมายอนุญาตไว้ ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า หรือปัญหาการเมืองยังคงยืดเยื้อไปเป็นเวลาช้านานก็น่าห่วง เพราะปัญหาเสถียรภาพทางการคลังก็จะโผล่ขึ้นมา เมื่อปัญหาทางการคลังโผล่ขึ้นมาก็อาจจะลามไปก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินขึ้นเป็นลูกโซ่ได้
ขอให้พวกเราจงมีสติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทเถิด
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 เมษายน 2552
"บ้านเมืองของเรา" กับสิ่งที่ควรระวังช่วงศก.ขาลง
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเศรษฐกิจของบ้านเราปีนี้คงจะเป็นปีที่จะต้องประสบความยากลำบากหลายๆ ประการ ลำพังจากภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ยังมาถูกซ้ำเติมจากภาวะการเมืองและสังคมภายในประเทศอีก คงจะทำให้เราต้องยอมรับสภาวการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา
ดร.วีรพงษ์ รามางกูร
คนเดินตรอก
วีรพงษ์ รามางกูร
บ้านเมืองของเรา
เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเศรษฐกิจของบ้านเราปีนี้คงจะเป็นปีที่จะต้องประสบความยากลำบากหลายๆ ประการ ลำพังจากภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ยังมาถูกซ้ำเติมจากภาวะการเมืองและสังคมภายในประเทศอีก คงจะทำให้เราต้องยอมรับสภาวการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา
ความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวต่างประเทศและผู้คนในประเทศ ความเชื่อถือต่อความมั่นคงของระบบต่างๆ ในบ้านเราคงจะเสื่อมถอยลงไปมาก ความเชื่อมั่นดังกล่าวมีผลอย่างมากต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การติดต่อซื้อขายสินค้าและบริการ การลงทุน ทั้งจากของคนไทยหรือคนต่างชาติ
ความเชื่อมั่นปกติจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความแน่นอนของระบบทางสังคมและการเมือง เมื่อระบบเกิดความไม่แน่นอน คาดการณ์ไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความหวั่นไหวต่อชีวิตและทรัพย์สินย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการลงทุน และความเสี่ยงทางการเมืองเป็นเรื่องที่ผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้น้ำหนักมากที่สุด
เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนพบปะกันขณะนี้ คำถามแรกที่ชอบถามกันก็คือ
"แล้วเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร" หรือ
"แล้วเหตุการณ์ข้างหน้าจะจบลงอย่างไร"
หากคำถามที่ไม่มีคำตอบเหล่านี้ยังไม่ยุติลง ก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าทุกคนไม่มีความแน่ใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ยังดีที่เหตุการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่เงินจะไหลออกนอกประเทศ จนกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดเงินตราต่างประเทศ กระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรง แต่ถ้าหากเหตุการณ์ทางการเมืองไม่สงบลงอย่างรวดเร็ว โอกาสที่จะเกิดปัญหาทางการเงินดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นได้ ยิ่งถ้าหากมีข่าวว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารอีก ซึ่งหวังว่าจะไม่มี ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ความเชื่อมั่นยิ่งจะเลวร้ายลงไปอีก การปฏิวัติรัฐประหาร ไม่น่าจะเป็นทางออก ดังที่ได้พิสูจน์มาแล้วเมื่อครั้งเกิดการรัฐประหารในปี 2549
ถึงอย่างไรก็ต้องอดทน อดกลั้น ประคับประคองให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อไป เพื่อแก้ปัญหาในวิถีทางรัฐสภา แม้ว่าจะยากอย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านก็ยังไม่สามารถหาหัวหน้าหรือแกนนำที่เข้มแข็งได้ จึงยังไม่น่าจะพร้อมเป็นรัฐบาล การออกนอกระบบไม่ใช่วิถีทางที่จะแก้ปัญหา เพราะอย่างไรเราก็มาถึงป่านนี้แล้ว
ความแตกแยกลงลึกมาก ความแตกแยกดังกล่าวเป็นพื้นฐานของปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเชื่อมั่น เป็นปัญหาสำคัญของความชะงักงันทางเศรษฐกิจ
ทำอย่างไรที่พอจะลดความแตกแยกลงไปได้บ้าง ทั้งคนที่อยู่ในเมืองเองและคนที่อยู่ในชนบท
เมืองไทยดูผิวเผินเหมือนกับสังคมของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ความจริงไม่ใช่ ในบ้านเดียวกัน เจ้าของบ้านไม่เคยคุยกับคนสวน ไม่เคยคุยกับผู้ช่วยแม่บ้าน ไม่เคยคุยกับคนขับรถ ก็เลยไม่รู้ว่าคนที่อยู่คนละฐานะกับเราเขาคิดอย่างไร มีความเห็นอย่างไร ไปคิดเอาเองว่าเขาไม่รู้เรื่อง ไม่มีการศึกษา ที่จริงเขารู้ดีว่าประโยชน์ของเขาอยู่ที่ไหน อย่างไร เขาได้รับการปฏิบัติอย่างไร เมื่อเป็นอย่างนี้ ในเรื่องที่มีประเด็นทางสังคมหรือประเด็นทางการเมือง รัฐบาลหรือกองทัพจึงไม่ทราบความคิดความอ่านของคนที่อยู่ในฐานะทางสังคม หรือทางเศรษฐกิจระดับล่าง การแก้ปัญหาจึงไม่ถูกจุด การประนีประนอมจึงไม่เกิด
ปัญหาทางสังคม ปัญหาทางการเมือง ต้องแก้ไขด้วยมาตรการทางสังคม มาตรฐานทางการเมือง เป็นการแก้ไขที่ผู้คนบางกลุ่มบางเหล่าต้องอดทน แต่การไปแก้ด้วยกำลังทหารหรือกำลังอาวุธบ้าง หรือไม่ก็เปลี่ยนกฎหมายรัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายลูก เปลี่ยนกรรมการองค์กรอิสระบ้าง เปลี่ยนตุลาการบ้าง ก็ยิ่งทำให้เรื่องบานปลายไปกันใหญ่
กระแสโลกาภิวัตน์ที่ปรากฏออกมาตามสื่อมวลชนที่รวดเร็วปิดกั้นไม่ได้ ทำให้การได้รับข้อมูลข่าวสาร และกระแสความคิดในเรื่องความเป็นสากล ระหว่างคนในเมืองกับคนรากหญ้าในชนบทเข้าใกล้กันมากขึ้น คนในเมืองไปเข้าใจเอาเองว่าคนในชนบทนั้นไม่รู้ ไม่ได้เสพข่าวสาร หรือกระแสความคิดทางการเมืองและสังคมอย่างที่ตนได้รับ
ความจริงแล้วคนรากหญ้าในชนบทนอกเมืองหรือในเมืองนั้น การเมืองและบริการของรัฐมีความหมายกับเขามากกว่าคนระดับสูงในเมืองที่มีเส้นมีสาย มีสมัครพรรคพวกที่จะให้บริการให้ความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา ส่วนคนในชนบทที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีสมัครพรรคพวกนั้น ต้องการบริการของรัฐ และบริการของนักการเมืองมากกว่าคนเมือง ความสนใจการเมืองจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างทางสังคมและความคิดความอ่านของคนเปลี่ยนไปมาก
เมื่อเหตุการณ์มาถึงขนาดนี้แล้ว การจะขจัดความแตกแยก ความร้าวฉานในสังคมจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องอดทนอดกลั้นทั้งสองฝ่าย และต้องเข้าใจว่าต้องใช้เวลา การหยุดกล่าวหาซึ่งกันและกัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำได้ยาก แต่ก็ต้องทำ ทั้งหมดคงต้องใช้เวลา การเร่งรีบและการประเมินแต่ละฝ่ายต่ำเกินไป ก็เป็นสาเหตุของความคงอยู่ของความขัดแย้ง
การที่ท่านประธานาธิบดี บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้งในอเมริกา ต้องถือว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ถ้าเป็น 30 ปีก่อนไม่มีทางที่จะเป็นไปได้แม้แต่จะคิด เพราะท่านประธานาธิบดีโอบามาเป็นชาวอเมริกันผิวดำ ต้องถือว่าความเป็นอารยะของคนอเมริกาได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่เคยเห็นและเด่นชัดมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า คงจะอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างย่ำแย่ ดังจะเห็นได้จากเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน อันได้แก่
- การหดตัวทางเศรษฐกิจ อย่างที่ทางการได้ปรับลดการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของรายได้ประชาชาติ จากต้นปีคาดว่าน่าจะอยู่ระหว่าง 0 ถึง -2 ต่อมาก็ปรับลดลงเป็นจาก -2 ถึง -4 ตอนนี้ปรับลดลงไปอีกจาก -3 ถึง -5 ความจริงจะเป็น -2 หรือ -3 หรือ -4 หรือ -5 ก็คงไม่มีอะไรที่แตกต่างกันมากนัก
เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติลดลง ก็แปลว่าภาคการผลิตต่างๆ ลดการผลิตลง การลดการผลิตลง ก็เท่ากับว่าการใช้กำลังการผลิตของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ทำงานไม่เต็มกำลัง ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร หรือเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมตลอดไปถึงการค้าขาย ทั้งการค้าปลีก การค้าส่ง ฯลฯ เมื่อกำลังการผลิตเหลือ เครื่องจักรเดินเครื่องไม่เต็มกำลัง ห้องพักในโรงแรมไม่เต็ม ฯลฯ การลงทุนก็จะหดหาย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของคนไทย หรือการลงทุนชาวต่างประเทศ เมื่อการลงทุนไม่มี ความต้องการสินค้าประเภททุนก็ขาดหายไปด้วย
ทางด้านการเกษตร แม้ว่าการผลิตจะไม่ลดลงมากนักในแง่ปริมาณ แต่ราคาก็จะลดลงเป็นอันมาก สร้างความเดือดร้อนเข้าไปอีก - การปลดคนงาน การลดชั่วโมงการทำงานของคนทำงานก็จะมีมากขึ้น การว่างงานก็จะมากขึ้น การถูกปลดออกจากงาน การว่างงานที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นคนชั้นกลางก็คงลำบากหน่อย เพราะการลดฐานะการลดการใช้จ่ายคงทำทันทีได้ยาก ถ้าเป็นคนระดับล่างก็ยิ่งลำบาก อาจจะต้องโยกย้ายกลับไปอยู่กันที่ชนบท ไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนา เลี้ยงปู เลี้ยงปลา และไปเพิ่มภาระให้กับครอบครัวในชนบท ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนในเมืองก็น่าจะเป็นปัญหามากขึ้น
เห็นหนังสือพิมพ์รายงานว่าจะมีคนตกงานพุ่งขึ้นถึง 2 ล้านคน แต่จริงๆ คงจะมากกว่านี้มาก ไม่แน่ใจว่าใช้คำจำกัดความของคนว่างงานว่าอย่างไร แต่ไม่ว่าจะใช้คำจำกัดความว่าอย่างไร ก็เป็นตัวเลขที่น่ากลัวทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามปัญหาคนว่างงานจำนวนมากขนาดนี้ก็เคยมีมาแล้วในอดีตในช่วงปี 2523-29 และปี 2540-46 แต่เที่ยวนี้น่าวิตกกว่า เพราะเที่ยวนี้มีปัญหาความแตกแยกและปัญหาสังคมและการเมืองมายืนรอท่าอยู่ ปัญหาเศรษฐกิจหดตัวและปัญหาการว่างงานอาจจะเหมือนไม้ขีดไฟที่จะจุดชนวนทำให้ปัญหาการเมืองและปัญหาความแตกแยกที่บานปลายกลายเป็นความรุนแรงเกิดขึ้น จะประมาทไม่ได้ - ปัญหาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง ลำพังปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินจากต่างประเทศที่โถมเข้าใส่เราก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว เพราะทำให้การส่งออกสินค้าและบริการ รวมทั้งการท่องเที่ยวถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่าจีดีพี ต้องหดตัวลง แต่ผลอีกอันหนึ่งก็คือรายรับที่เป็นเงินตราต่างประเทศก็จะต้องลดลงด้วย แต่เนื่องจากการหดตัวทางเศรษฐกิจก็พลอยทำให้การนำเข้าทั้งสินค้าทุน สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าสำเร็จรูปลดลงไปด้วย พร้อมๆ กับราคาน้ำมันก็ลดลง ซึ่งทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลต่อไปได้ แต่ถ้าเกิดราคาน้ำมันเกิดพุ่งขึ้นมาอีกซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดก็อาจจะกลับมาอีก แต่ที่อุ่นใจก็คือฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศยังมั่นคงอยู่ ถ้าไม่มีภาวะตื่นตระหนกทำให้ผู้คนขนเงินออกไปนอกประเทศก็คงไม่เป็นอะไร
แต่ที่ควรเป็นห่วงและระมัดระวังก็คือฐานะทางการคลังของประเทศ ในช่วงเศรษฐกิจขาลงอย่างนี้ก็เป็นธรรมดาที่รายรับของรัฐบาลจะไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่รายจ่ายจะมีมากกว่าปกติ เพราะขณะนี้ไอเอ็มเอฟได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ตั้งงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจให้เต็มทั่วโลก
บ้านเราก็ไปตามแนวนี้คือตั้งงบประมาณขาดดุลสูงที่สุดเท่าที่จะกู้เงินได้มากที่สุด ตามที่กฎหมายอนุญาตไว้ ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า หรือปัญหาการเมืองยังคงยืดเยื้อไปเป็นเวลาช้านานก็น่าห่วง เพราะปัญหาเสถียรภาพทางการคลังก็จะโผล่ขึ้นมา เมื่อปัญหาทางการคลังโผล่ขึ้นมาก็อาจจะลามไปก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินขึ้นเป็นลูกโซ่ได้
ขอให้พวกเราจงมีสติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทเถิด
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 เมษายน 2552
Labels: Economics, รามางกูร, วีรพงษ์, เศรษฐกิจ, เศรษฐศาสตร์


0 Comments:
Post a Comment
Subscribe to Post Comments [Atom]
Links to this post:
Create a Link
<< Home