Suankularb 84

www.suan84.com

Sunday, 19 April 2009

สื่อในฐานะ gate-keeper ท่ามกลางสงครามข่าวสาร

แน่นอนว่าสื่อในภาวะวิกฤติต้องโดนตั้งคำถาม เรื่องบทบาทหน้าที่ และความเป็นมืออาชีพอย่างเข้มข้น

ซึ่งก็ถูกต้องแล้วที่สังคมจะต้องคาดหวังว่าคนข่าว และคนกรองข่าวจะต้องทำหน้าที่ของ "ผู้เฝ้าประตู" หรือ "gate-keeper" และผู้ตรวจสอบเป็นหูเป็นตาของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

ยิ่งความขัดแย้งในสังคมสูง ยิ่งต่างฝ่ายต่างมีวาระของตน สื่อก็ยิ่งจะโดนกดดันให้ต้องวางตัว ให้เป็นที่พึ่งพาของคนส่วนใหญ่ได้ ไม่หวั่นไหว ไม่ครั่นคร้าม และไม่ตกเข้าหลุมพรางของฝ่ายใด



การเมือง : ทัศนะวิจารณ์
กาแฟดำ กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
วันที่ 18 เมษายน 2552 01:00
สื่อในฐานะ gate-keeper ท่ามกลางสงครามข่าวสาร

แน่นอนว่าการทำหน้าที่ให้ได้มาตรฐานที่สังคมตั้งเอาไว้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็จะต้องทำอย่างสุดความสามารถ พิงหลังประชาชน และตั้งเป้าหมายหลักที่การทำเพื่อให้ความจริงประจักษ์ ไม่ว่าฝ่ายที่ขัดแย้งกันจะพอใจกับการทำหน้าที่เช่นนั้นหรือไม่ก็ตาม

จึงแปลว่าคนข่าว และวิเคราะห์ข่าวจะต้องทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตอบคำถามที่ผู้คนสงสัย และไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอันเกิดจากการมีผลประโยชน์ส่วนตน

เพราะสื่อตรวจสอบฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้ง สังคมก็ตรวจสอบว่าสื่อทำหน้าที่ของตนอย่างสัตย์ซื่อหรือไม่

เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร กล่าวหาว่าสื่อไม่รายงานความเป็นจริง ว่าสื่อบิดเบือน ว่าสื่อไม่กล้าเสนอข่าวว่าทหารยิงประชาชนผู้ชุมนุมไป "60 ศพ"

จึงเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะต้องออกมายืนยัน ว่าได้ทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาเพียงใด? มีการพยายามจะเซ็นเซอร์ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือไม่? "ศพ" ที่ฝ่ายคนเสื้อแดงกล่าวถึงนั้นมีจริงหรือไม่?

การทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนที่เรียกว่า investigative reporting อย่างเสรี และตรงไปตรงมานั้น ไม่มีจังหวะไหนสำคัญเท่ากับในช่วงวิกฤติที่ต่างฝ่ายต่างทำ "สงครามข่าวสาร" เพื่อจะสร้างความได้เปรียบให้กับตน

สื่ออาชีพที่รับผิดชอบไม่มีหน้าที่จะสนใจ ว่าฝ่ายไหนชนะหรือแพ้ในสงครามข่าวสาร แต่เป็นหน้าที่หลักของสื่อที่จะต้องเอาความจริงออกมาให้ได้ทุกแง่ทุกมุม โดยไม่สนใจว่าเมื่อความจริงเช่นนั้นปรากฏออกมาแล้ว ฝ่ายใดในความขัดแย้งจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

แน่นอนว่าเมื่อฝ่ายใดเห็นว่าสื่อรายงานข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อตน ก็จะบอกว่าสื่อ "เป็นกลาง" ดี แต่หากข่าวใดไม่เอื้อต่อฝ่ายตน ก็จะกล่าวหาว่าสื่อลำเอียงและมีอคติทันทีเช่นกัน

นี่คือสภาพแห่งความจริงของสังคมยามวิกฤติที่สื่อจะต้องรับรู้และยิ่งต้องระมัดระวังในการตรวจสอบข่าวอย่างละเอียด รอบด้านและตั้งเป้าประการเดียว

นั่นคือประชาชนต้องได้รับความจริงจากการทำหน้าที่อย่างเข้มข้นตรงไปตรงมาของสื่ออาชีพ เพราะท้ายที่สุด ความจริงเท่านั้นที่จะแก้ไขวิกฤตินี้

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ หรือฝ่ายเสื้อแดง เสื้อเหลือง หากมีคำกล่าวหาว่าสื่อไม่ทำหน้าที่ของตน สื่ออาชีพเองจะต้องแถลงแจ้งถึงเบื้องหลังการทำหน้าที่ของตนในสภาวะที่ต่างฝ่ายต่างปล่อยข่าว และเล่นสงครามข่าวลือกันอย่างต่อเนื่อง

สื่อที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อสาธารณชนจะต้องไม่นั่งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวหาเพียงเพื่อที่จะรายงานให้เฉพาะฝ่ายนั้นๆ พึงพอใจเท่านั้น

แต่ขณะเดียวกันสื่อก็จะต้องใช้วิจารณญาณกรองข่าว และแยกแยะว่าอะไรคือ "ข่าวปล่อย" อะไรคือ "ข่าวลือ" อะไรคือ "ข่าวป่วน" ของฝ่ายต่างๆ ในความขัดแย้งที่ลุ่มลึกและรุนแรง

สื่อที่รับผิดชอบจะต้องไม่เพียงแค่ทำหน้าที่เป็น "คนเชียร์มวย" ข้างหน้า หรือกลัวจะถูกกดดันโดยฝ่ายใดฝ่ายจนไม่ใช้วิจารณญาณในการประเมิน "คุณค่าของข่าว" หรือ "news value" จนกลายเป็นการทำหน้าที่อย่างเชื่องๆ เอาตัวรอดไปวันๆ...เพราะทำหน้าที่ท่ามกลางความกลัว จนไม่กล้าประเมินว่าข่าวชิ้นใดเชื่อถือได้ ข่าวชิ้นใดเชื่อถือได้น้อยกว่าหรือเชื่อถือไม่ได้

สื่อที่ซื่อสัตย์จึงไม่ควรจะให้น้ำหนัก เนื้อที่ และความสำคัญของข่าวกล่าวหา ข่าวโคมลอย ข่าวจงใจสร้าง เท่ากับข่าวที่คนข่าวเองตรวจสอบแล้วว่าเป็นข่าวจริง ข่าวมีคุณค่าแห่งข่าว ข่าวมีสาระที่สมควรนำเสนอใหญ่ กลาง เล็ก อย่างไร

สื่อที่อ้างว่า "เป็นกลาง" ด้วยการให้ความสำคัญเท่าๆ กันระหว่างข่าวกล่าวหาเลื่อนลอยกับข่าวที่ตรวจสอบได้ว่าเป็นความจริงคือสื่อที่ไม่รับผิดชอบ เป็นเพียงคนพากย์มวย เป็นแค่สื่อเอาตัวรอด รอดูว่าฝ่ายไหนชนะแล้วเข้าข้างฝ่ายนั้น

เพราะสังคมคาดหวังจากสื่อมากกว่าเพียงแค่เป็นกระบอกเสียงที่ "ขยะ" และ "สาระ" ได้รับการส่งต่อถึงประชาชนเท่าๆ กัน

เมื่อข่าวปล่อยกับข่าวจริง ขึ้นพาดหัวหนังสือเท่ากันเพราะคนทำสื่ออ้างว่า "ให้โอกาสเท่ากัน" นั่นแหละคือการจงใจบิดเบือนความจริงต่อสาธารณะอย่างแท้จริง


ที่มา: กาแฟดำ กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

3 Comments:

  • At 19 April, 2009 12:03 , Anonymous SOS said...

    คุณสุทธิชัยครับ ช่วยสอบถามไปยัง คุณเทพชัย ด้วยนะครับ ว่าทำไม ThaiPBS หรือทีวีไทย ถึงนำเสนอข่าวและสกู๊ปอย่าง ไม่เป็นกลาง แอบทำการบิดเบือน และย้ำข่าวลือ หลายต่อหลายครั้ง คุณสุทธิชัย สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ link นี้ครับ

    http://mblog.manager.co.th/stupiddog/th-58151/
    SOS,18 เมษายน 2552 08:35

     
  • At 19 April, 2009 12:11 , Anonymous tito said...

    ช่วงปี 44-49 รัฐแทรกแซง ครอบงำ สื่อทุกประเภทได้เกือบสนิท โดยเฉพาะสื่อยักษ์ใหญ่ที่ลงไปถึงพี่น้องชาวชนบท หลังปี 49 ถึงปัจจุบัน สื่อไม่ได้ทำหน้าที่ขยายผลเหตุจากเหตุการณ์ 19 กันยา ที่มีชาวบ้านให้ดอกกุหลาบ ถ่ายรูปแต่งงานหน้ารถถัง แต่ไม่มีสื่อใดเลยที่ขุดคุ้ยเหตุผล 4 ข้อที่ปฏิวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อในความควบคุมของรัฐ แล้วจะให้พี่น้องชาวชนบทที่ถูกที่ครอบงำทางความคิดจากทุกสื่อมาตลอด 6 ปี รู้และเข้าใจในสถานการณ์เหมือนคนในเมืองที่เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างไร ขนาดคนเมืองเองแท้ๆ รวมทั้งสื่อยังมีอีกจำนวนมาก ที่ไม่เข้าใจในสถานการณ์ ไม่เพียงตกเป็นเหยื่อ แต่เป็นกระบอกเสียง เป็นการรับรองรับประกันให้กับทักษิณ เช่น อาจารย์แม่ พระพยอม ท่านผู้หญิงพิริยา คนรอบข้างทักษิณ ที่อดีตเป็นถึงผู้พิพากษา สำนักปฏิบัติธรรมที่มีจานดาวเทียม ถ้าสื่อไม่มีความเป็นมืออาชีพ ที่จะเป็นหูเป็นตา เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง สื่อเองก็อาจเป็รกระบอกเสียง รับรองรับประกันให้กับเขาไปด้วย "สื่อเป็นกลาง คือสื่อที่ยืนอยู่ข้างความถูกต้อง"

    tito , 19 เมษายน 2552 10:44

     
  • At 19 April, 2009 16:35 , Anonymous ธาม เชื้อสถาปนศิริ said...

    บทบาทสื่อ "ฟรีทีวี" ในข่าวชุมนุมการเมือง กับภาวะสงครามข่าวสาร
    เป็นภาระหน้าที่ของผู้เขียน ที่ต้องใช้เวลาส่วนมากกับการเฝ้าดูรายการโทรทัศน์ในฟรีทีวี ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เฝ้าชมรายงานข่าวของสื่อฟรีทีวีทั้ง 6 ช่องว่า มีพฤติกรรมการรายงานข่าวชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อย่างไร

    ผลการนั่งดูข่าวฟรีทีวีพร้อมๆ กันทั้ง 6 ช่องในช่วงการชุมนุม มีแง่มุมที่น่าสนใจต่อคุณภาพของการรายงานข่าวของสื่อฟรีทีวี ดังนี้


    • สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เกาะติดการรายงานได้ดี แต่ช่วงแรกประเด็นข่าวอ่อน มีแต่ข่าวจราจร แต่เริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นหลังจากรัฐบาลตั้งหลักได้ สิ่งที่ควรปรับปรุงคือการเพิ่มความลึกของประเด็นข่าว ควรมีรายงานข่าวเชิงสืบสวน สารคดีเชิงข่าวอธิบายที่มาที่ไปของม็อบนปช. อธิบายข่าวเชิงตีความในทางที่เป็นกลาง


    • สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เกาะติดประเด็นข่าวได้ดี มีรายงานพิเศษอธิบาย แต่ควรทำให้มีความลึก มีบทวิเคราะห์เชิงลึก อธิบายที่มาที่ไปของเหตุการณ์ให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคย


    • สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เกาะติดสถานการณ์ได้ดี ค่อนข้างรอบด้าน แต่ยังขาดข่าวเชิงสืบสวน ตีความ หรือสกู๊ปพิเศษ


    • ส่วนสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ช่อง 5 และช่อง 7 พื้นที่ข่าวน้อย ควรระมัดระวังเรื่องการแสดงความคิดเห็นในรายการคุยข่าวเล่าข่าว เน้นเฉพาะข้อเท็จจริงให้มากขึ้น ลดลีลา ความหวือหวาลงมา เน้นประเด็นข่าวให้ลึก รอบด้านมากขึ้น และควรอธิบายข่าวด้วยความเป็นกลาง

    อย่างไรก็ตาม โดยรวมพบว่า ฟรีทีวีควรปรับปรุงการรายงานข่าวดังนี้
    ประการแรก สื่อควรให้ความสำคัญในเชิงพื้นที่ข่าวอย่างเพียงพอ เนื่องจากฟรีทีวีส่วนมากยังคงรายงานข่าวการชุมนุมนี้อย่างเป็นปกติ มีเพียง 2 ช่องเท่านั้นที่ค่อนข้างรายงานการชุมนุมทางการเมืองอย่างเกาะติด


    คำว่า “เกาะติด” ท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง หมายถึง “การให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ-กว่าปกติ” ซึ่งบทบาทที่ควรคาดหวังจากสถานีโทรทัศน์คือการ “เพิ่มพื้นที่ข่าวให้มากขึ้น” คือควรมีรายงานพิเศษในช่วงข่าวปกติ มีรายการพิเศษที่จัดขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อรายงานเกาะติดสถานการณ์
    การที่สถานีโทรทัศน์แต่ละช่อง “คงไว้ซึ่งรายการหลักปกติ” สะท้อนความหมาย 2 อย่างคือ


    1) ผู้บริหารสถานีอาจมองไม่เห็นความสำคัญของเหตุการณ์ (การชุมนุมทางการเมืองในระดับความขัดแย้งรุนแรงเช่นนี้ ไม่ว่าจากกลุ่มพันธมิตรฯ หรือนปช. ต่างมีความสำคัญทั้งสิ้น) ผู้บริหารองค์กรย่อมเป็นผู้ที่สามารถใช้วิจารณญาณส่วนตนคิดได้ว่าจะเลือกอะไร ระหว่างรายการบันเทิงตามผังเวลาปกติ ที่มองผู้ชมในฐานะลูกค้า-ผู้บริโภค หรือความสำคัญจำเป็นของข้อมูลข่าวสารในภาวะวิกฤติทางการเมืองที่ประชาชนต้องการ ในฐานะพลเมืองในระบอบสังคม


    2) อาจไม่มีทีมข่าวที่มีศักยภาพเพียงพอ จึงทำให้ไม่สามารถสั่งทีมข่าวที่มีอยู่ (โดยปกติแล้ว ทีมข่าวของสถานีโทรทัศน์ 1 ช่องโดยมาตรฐานควรอยู่ที่ราว 20-30 ทีม 1 ทีมประกอบด้วย 3 คนเป็นอย่างน้อย ยังไม่นับรวมกองบรรณาธิการข่าวส่วนกลาง) เมื่อไม่มีทีมข่าวที่เพียงพอ สิ่งที่ทำได้คือส่งนักข่าวไป “ประจำตามจุดสำคัญๆ” และใช้วิธีการ “รายงานสรุปเหตุการณ์ตามจุดต่างๆ” ซึ่งก็พบว่ามีเพียง 3-4 จุดสำคัญๆ คือหน้าบ้านพักองคมนตรี ทำเนียบรัฐบาล หน้ากองบังคับการตำรวจนครบาล (ทั้งส่วนกองบังคับการ และกองจราจร) และโรงแรมรอยัลคลิฟบีชพัทยา


    การรายงานข่าวลักษณะที่ประจำตามจุดต่างๆ นั่นหมายความน่านักข่าวประจำภาคสนามจะทำได้เพียงแค่ “รอให้เกิดเหตุการณ์บางอย่างแล้ว รวบรวมให้ได้ข้อมูลพอประมาณ แล้วรายงานออกไป” นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับการรายงานข่าวบ้านเราในปัจจุบัน นักข่าวขาดคุณลักษณะสำคัญคือ “จมูกข่าว” คือไม่มีสัญชาตญาณในการค้นหาแง่มุมของข่าวด้วยตนเอง ประเด็นข่าวที่ถูกรายงานจึงกลายเป็น “ความคืบหน้าของเหตุการณ์-สถานการณ์” ถือเป็นการรายงานข่าวประเภท “ข่าวเหตุการณ์” (events news)


    ข้อดีของข่าวเหตุการณ์คือ การรายงานให้ผู้ชมทราบว่าตอนนี้สถานการณ์กำลังคืบหน้าเป็นอย่างไร แต่คุณภาพของการรายงานข่าวที่ปรากฏในโทรทัศน์คือมีเพียงไม่กี่จุดที่ผู้สื่อข่าวประจำอยู่ ทั้งๆ ที่ความสำคัญของการเคลื่อนไหวขบวนผู้ชุมนุมนั้น มิสามารถรายงานเพียงจุดนิ่งๆ อยู่ได้ แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “เกาะติดสถานการณ์-เหตุการณ์นั้นให้เสมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง” พูดง่ายๆ คือ เข้าไปรายงานข่าวท่ามกลางขบวนผู้ชุมนุมนั่นเอง แต่นักข่าวอาจกังวลถึงความปลอดภัย ซึ่งก็ควรหามาตรการ-แนวทางการป้องกันตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของข่าว เพราะที่เห็นจากฟรีทีวี มีผู้สื่อข่าวภาคสนามข่าวน้อยมากที่ลงไปเก็บภาพข่าวในเหตุการณ์จริง กลับเน้นใช้ภาพกล้องวงจรปิดจากศูนย์จราจรของตำรวจเสียมาก
    เข้าใจว่า นักข่าวจะต้องกลับมาถ่ายทอดสัญญาณกลับไปยังสถานี จึงไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ภาพข่าวที่ปรากฏคือผู้สื่อข่าวภาคสนามจึง “ซ้ำอยู่ที่เดิม และฉายวนตลอดวัน” อีก


    สาเหตุหนึ่งที่ไม่อยากนำมาพิจารณาคือ นักข่าวส่วนมากลางานในช่วงวันหยุดไปพักผ่อนกันหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีในสถานการณ์เช่นนี้


    ประการที่สอง ควรรายงานข่าวให้มีความลึก ความรอบด้านมากขึ้น เนื่องจากพบว่าข่าวที่รายงานค่อนข้างมีความซ้ำกันในแต่ละช่อง รายงานเหตุการณ์เปลือกผิว และขาดความรอบด้านของข้อมูล ดังนี้


    1) ประเด็นข่าวซ้ำกัน และย้ำหลายรอบในแต่ละวัน ประเด็นข่าวหลักๆ (กว่า 2 ใน 3) ของประเด็นข่าวฟรีทีวีซ้ำกันในเกือบทุกช่อง เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นไม่กี่จุด ประเด็นข่าวจึงมีไม่มาก เช่น บรรยากาศการชุมนุม การเคลื่อนขบวน รถนายกรัฐมนตรีถูกทุบ การปิดถนนและพื้นที่สำคัญ หากนับเอาวันที่ 11-12 เมษายนรวมเข้าได้ ก็คือการชุมนุมประท้วงเวทีประชุมอาเซียน และการประกาศพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เหล่านี้คือ “จุดศูนย์กลางของประเด็นข่าว” ที่สื่อฟรีทีวีรายงานซ้ำในรอบวันเดียวกันในรายการต่างๆ และยังรายงานซ้ำกันข้ามวันอีกต่างหาก


    ในทางหนึ่ง เข้าใจว่าเหตุการณ์จริงไม่ได้พัฒนาไปมาก จึงไม่รู้จะนำเอาเนื้อหาใดมารายงาน เมื่อถึงเวลารายการข่าวภาคหลัก สิ่งที่ทำได้คือสรุปข่าวที่เคยรายงานไปแล้วมารายงานซ้ำ
    หลักฐานยืนยันคือภาพข่าวมีความซ้ำกัน และไม่ระบุวันเวลาของภาพข่าวที่ใช้ ไม่ระบุว่าข่าวนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เราจึงเห็นภาพข่าวบุคคลต่างๆ ทางการเมืองที่สำคัญออกอากาศซ้ำไปซ้ำมา
    นอกจากแต่ละช่องจะ “ฉายซ้ำภาพข่าวของตนเองแล้ว” บางรายการข่าวยัง “ผลิตซ้ำข่าวจากหนังสือพิมพ์” ด้วย


    ข้อสังเกตง่ายๆ ที่เป็นหลักฐานคือ ผู้ประกาศข่าวจะไม่ระบุวันเวลาสถานที่ของเหตุการณ์ (องค์ประกอบข่าวที่ตัดไปคือ “เมื่อไร”-when) แต่จะตัดเข้าสู่เนื้อหาสาระคำพูดของแหล่งข่าวว่า ใครพูดอะไร อย่างไร โดยละเอียดมากเกินไป และบางช่องกลับทำพียงแค่ “แตะๆ ประเด็นหน้าหนึ่งว่ามีอะไรบ้าง” ไม่ได้ให้รายละเอียดเนื้อหาข่าวเลย


    2) ข่าวที่ขาดความรอบด้าน เพราะพบว่าแหล่งข่าวมาจาก 2 ฝ่ายหลักคือ ฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เจาหน้าที่ตำรวจระดับผู้บังคับบัญชา และฝ่ายแกนนำผู้ชุมนุมนปช. และกลุ่มผู้ชุมนุม การใช้แหล่งข่าวซ้ำเพียงไม่กี่กลุ่มบุคคลคนถือว่าเป็นเรื่องปกติในการข่าว เนื่องจากบุคคลเหล่านี้คือศูนย์กลางของความขัดแย้ง เป็นบุคคลซึ่งมีคุณค่าข่าวสูง ย่อมมากกว่าบุคคลทั่วไป นั่นคือแนวคิดเรื่องคุณค่าข่าวที่ยึดบุคคลแหล่งข่าวเป็นหลัก


    แต่สำหรับกรณีความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองนั้น คุณค่าข่าวที่สำคัญคือกว่าคือ ความคิดเห็นที่หลากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายถึงฝ่ายที่สาม ฝ่ายที่สี่ อย่างนักวิชาการ อาจารย์ นักสังคมศาสตร์ นักกฎหมาย นักธุรกิจ ผู้แทนหน่วยงาน องค์กร มูลนิธิ หรือผู้คนที่สังคมให้ความยอมรับ และหมายรวมถึงประชาชนจริงๆ ที่มีความคิดเห็นต่างๆ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
    ความรอบด้านของข่าวย่อมหมายถึงแหล่งข่าวที่สมดุลทั้งสาม-สี่ด้าน มิใช่เพียงคู่ขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงพื้นที่ข่าวจากฝั่งประชาชนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย


    สุดท้าย อาจมีข้อสงสัยด้วยว่า ทีวีบางช่อง เช่นทีวีไทย หรือช่อง 11-สทท. นั้นเหตุใดจึงให้พื้นที่ข่าวแก่ฝ่ายนปช.มากกว่ารัฐบาล (ในช่วงแรก 8-9 เมษายน ส่วนวันที่ 10-11 เมษายนนั้น ฝ่ายรัฐบาลเริ่มช่วงชิงพื้นที่ข่าวได้มากกว่า)


    ข้อค้นพบคือ พื้นที่ข่าวฟรีทีวีทุกช่องล้วนให้แก่ฝั่งผู้ชุมนุมนปช. สูงกว่าฝ่ายรัฐบาล ยกเว้นเสียงแหล่งข่าวที่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่า แต่เมื่อผ่านเข้าสู่วันที่ 9-10 ฝ่ายรัฐบาลก็ชิงพื้นที่ข่าวได้มากกว่า ด้วยการออกแถลงการณ์ที่มีความถี่บ่อยเพื่อโต้ตอบ ให้ข้อมูลที่สังคมต้องการ


    ที่สุดแล้ว เหตุการณ์ช่วงเวลาที่ผ่านมา ในแง่สื่อสารมวลชน คือสงครามการแย่งชิงพื้นที่ข่าวสาร


    พื้นที่ข่าวสารสำหรับรัฐบาล เพื่อกระจายข่าวสารแก่ประชาชน เพื่อโต้ตอบทางการเมือง เพื่อแสดงบทบาทอำนาจรัฐที่ปกครอง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้
    พื้นที่ข่าวสารสำหรับคุณทักษิณ ชินวัตร เพื่อการปลุกระดมกระแสมวลชนเพื่อประเด็นของตนได้รับความสนใจ เพื่อต่อสู้ทางการเมือง เพื่อทำลายความเชื่อมั่นและทำลายภาพลักษณ์ประเทศ


    พื้นที่ข่าวสารทั้งสองแนวทางนี้เป็นพื้นที่ข่าวสารแห่งความขัดแย้ง สื่อควรระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใด แต่สื่อควรทำให้เป็น “พื้นที่ข่าวสารของประชาชน” ในฐานะพลเมืองที่มีสิทธิมีเสียงต้องการรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองของพวกเขา และไม่เพียงแค่รายงาน แต่สื่อควรให้ความรู้แก่สังคมที่ถูกต้อง ให้มีรายกาโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาด้านการเมืองที่ไม่จำกัดเฉพาะในรายการข่าว อาจเป็นรูปแบบรายการสารคดีเชิงข่าว หรือรายการสนทนารายการวิเคราะห์ข่าวให้มากขึ้น


    เพราะในสังคมประชาธิปไตย สงครามข่าวสารมิใช่เพียงแค่พื้นที่ในรายการข่าว แต่ยังหมายรวมถึงบทบาทในการให้ความรู้ทางประชาธิปไตยที่ถูกต้อง และในสงครามข้อมูลข่าวสาร มิได้หมายความมีเฉพาะสีเหลืองกับสีแดง รัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่ยังมีเสียงของประชาชนผู้ซึ่งต้องการข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เที่ยงธรรมโดยไม่จำเป็นต้องลงไปช่วงชิงพื้นที่ข่าวสารในความขัดแย้งกับใคร

    ธาม เชื้อสถาปนศิริ
    นักวิชาการโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)

    มติชนออนไลน์
    วันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2552

     

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home