Suankularb 84

www.suan84.com

Thursday, 3 December 2009

'สัปปายะสภาสถาน' ถอดรหัสรัฐสภาแห่งศีลธรรม





เจาะไอเดียทีมสถาปนิกผู้คว้าชัย การประกวดออกแบบก่อสร้าง อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่มุ่งสร้างผลงานออกแบบ ทางสถาปัตย์สื่ออัตลักษณ์ไทย พร้อมๆ กับประเด็นศีลธรรม "ข้างใน" เพื่อไปสู่สังคมสงบร่มเย็น


หลังจากรอลุ้นกันมาหลายเดือน ในที่สุดผลการประกวดแบบก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ก็ถูกประกาศกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า 'สัปปายะสภาสถาน' ผลงานที่มี ธีรพล นิยม จากอาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นหัวหน้าทีม ก็ผ่านการพิจารณา โดยทีมงานได้ให้ความหมายของชื่อไว้สั้นๆ ว่า สัปปายะ แปลว่า สบายในทางธรรม

ดังนั้น สัปปายะสภาสถาน จึงหมายถึงสถานที่ประกอบกรรมดี และนี่จะเป็นที่ทำงานในอนาคตอันใกล้ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติ บนเนื้อที่ 300,000 ตารางเมตรในย่านเกียกกาย

"รัฐสภาไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในระดับประเทศ แต่ยังมีความหมายที่สื่อไปถึงนานาประเทศ เราจึงหวังให้อาคารแห่งนี้สะท้อนภูมิปัญญาไทยให้ทุกชาติได้รับรู้"




ธีรพล อธิบายถึงคอนเซปต์โดยรวมของงานออกแบบครั้งนี้ว่ามาจากโจทย์ 4 ข้อของทีมงาน ได้แก่






    1. ทำอย่างไร สถาปัตยกรรมจึงจะตอบสนองประโยชน์ใช้สอย พร้อมกับการทำหน้าที่พลิกฟื้นจิตวิญญาณสังคม ซึ่งปัจจุบันเผชิญวิกฤติศีลธรรม

    2. ทำอย่างไร จะมีอัตลักษณ์ไทย ที่คนทั่วไปเข้าใจได้โดยไม่ต้องตีความ และเป็นการแสดงออกว่าอาคารที่เป็นสัญลักษณ์ไทยที่ต้องสร้างบนแผ่นดินไทยเท่านั้น

    3. ทำอย่างไร อาคารจึงจะสามารถสร้างให้สังคมเกิดการเรียนรู้ครั้งใหม่

    4. ทำอย่างไร จึงจะเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างสำนึกถึงความเป็นพลเมือง ทำให้เกิดความใกล้ชิด ไม่แปลกแยกระหว่างรัฐกับประชาชน



ทีมงานจึงตอบโจทย์เหล่านี้ผ่านสถาปัตยกรรมที่ออกแบบด้วยภูมิปัญญาตามคติทางพุทธศาสนา ได้แก่ แบบแผนไตรภูมิ โดยมุ่งหมายเพื่อพลิกฟื้นจิตใจของผู้คน ด้วยการสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษ อันจะนำไปสู่บ้านเมืองแห่งความสงบสุข ร่มเย็น




สะท้อน 5 อุดมการณ์ผ่านงานดีไซน์

ด้วยแนวคิดดังที่กล่าวมา นำไปสู่การสะท้อนอุดมคติ 5 ประการ ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่ง ชาตรี ลดาลลิตสกุล จาก บจก.ต้นศิลป์สตูดิโอ ผู้รับหน้าที่เป็นสถาปนิกโครงการ เปิดเผยว่าประกอบด้วยอุดมคติ เรื่อง ชาติ, ศีลธรรม, สติปัญญา, สถาบันกษัตริย์ และประชาชน

โดยอุดมคติความเป็น "ชาติ" นั้น มุ่งสร้างผลงานสถาปัตยกรรม ซึ่งแสดงถึงความเป็นชาติไทยที่มีความรุ่งเรืองให้ปรากฏต่อสายตาสังคมโลก ขณะที่ อุดมคติว่าด้วย "ศีลธรรม" ทีมนักออกแบบหวังจะเป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างสิ่งก่อสร้างที่เป็นศูนย์รวมของศีลธรรมและการทำความดี โดยนำคติโบราณมาเป็นตัวขับเคลื่อน ด้วยการอัญเชิญพระสยามเทวาธิราช มาประดิษฐานยังหลังคาเครื่องยอดของตัวอาคาร

อุดมคติในข้อ "สติปัญญา" สะท้อนผ่านพิพิธภัณฑ์ชาติไทยภายในอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เพื่อหวังให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งสำหรับเยาวชนและชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมเยือน

รวมทั้งแนวคิดของทีมสถาปนิกที่ต้องการสะท้อนถึง "สถาบันกษัตริย์" ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ
จึงเสนอจัดสร้างโถงพระราชพิธีขึ้นภายในอาคาร กับอีกด้านคือ "ประชาชน" ที่อาคารแห่งนี้จะไม่ใช่สถานที่ซึ่งประชาชนไม่อาจเข้าถึง แต่มุ่งออกแบบเพื่อแสดงถึงการต้อนรับทั้งประชาชนที่จะมาเยี่ยมชม รวมไปถึงการแสดงความคิดเห็นไปยังรัฐสภา

นอกจากอุดมคติทั้ง 5 ประการ งานออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับ ระบบความปลอดภัย แต่เน้นดีไซน์ที่ดูกลมกลืน เช่นการใช้คูน้ำเป็นด่านเพื่อป้องกันภัยในยามฉุกเฉิน และให้ความรู้สึกต้อนรับในภาวะปกติ

สถาปนิกโครงการยังเน้นย้ำถึงความทันสมัยในด้านแนวคิดการออกแบบ ซึ่งทีมงานหวังให้อาคารแห่งนี้เป็นต้นแบบของ Green Architecture ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เอื้อต่อคนพิการ โดยในขั้นตอนการทำงานมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกว่า 20 คนเข้าร่วมคิดร่วมดีไซน์

อาคารรัฐสภาซึ่งคนส่วนใหญ่คุ้นชินว่า เป็นเพียงที่ประชุมของบรรดาสมาชิกรัฐสภานั้น "ชาตรี" ชี้ว่าที่จริงแล้วรัฐสภาทั่วโลกไม่ได้เป็นเพียงห้องประชุม แต่ด้วยความจำกัดของสถานที่อาคารรัฐสภาหลังเดิม ทำให้แม้ภาระงานที่จำเป็นก็ยังถูกใช้สอยอย่างอัตคัด ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงานของ ส.ส., ส.ว.ซึ่งไม่เพียงพอ สถานีโทรทัศน์ของรัฐสภาที่แออัดอยู่ในห้องเล็กๆ ชั้นบนของสโมสร แล้วยังมีโรงพิมพ์ของรัฐสภา ไม่ต้องพูดถึงที่จอดรถ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายคนที่มีความจำเป็น ต้องเดินทางไปรัฐสภาด้วยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลย่อมรับรู้กันดี

อาคารแห่งใหม่จึงหมายถึง การใช้สอยพื้นที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเอื้อต่อการทำงานของสมาชิกรัฐสภา รวมทั้งข้าราชการในสำนักงานเลขาธิการรัฐสภาอีกราว 5,000 คน สโมสรที่พร้อมสำหรับการจัดเลี้ยงรับรอง อย่างสมฐานะ ขณะที่จอดรถรองรับจำนวนรถได้กว่า 2,000 คัน




ส่วนที่ทีมงานสถาปนิกเสนอเพิ่มนอกเหนือจากทีโออาร์ (เงื่อนไขการประมูล) ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ชาติไทย

ไตรภูมิ สู่งานออกแบบสถาปัตย์

แนวคิดที่เป็นนามธรรมเหล่านี้ ถูกนำมาขยายความให้เป็นรูปธรรม ผ่านคติธรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่ง ปิยเมศ ไกรฤกษ์ จาก บจก.บลูพลาเน็ต อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ดูแลด้านภูมิสถาปนิกของโครงการ รับหน้าที่ให้คำอธิบายในส่วนนี้ผ่านแนวคิดเรื่อง "ไตรภูมิ"

"เรามองว่าตัวอาคารรัฐสภาเป็นเรื่องทางโลกก็คือโลกียะ ส่วนยอดชั้นบนถือเป็นส่วนศีลธรรมที่คอยกำกับคือโลกุตตรธรรม อันเป็นมุมมองแนวตั้ง ส่วนแนวนอนที่เป็นงานภูมิทัศน์นั้น ทิศทั้ง 3 คือ เหนือ ใต้ และตะวันออก เรามองเป็นแดนสามัญที่เรียกว่า "โลกียะ" ซึ่งจะรองรับประชาชนทุกกระแส ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมเยือน หรือรวมตัวแสดงพลัง ขณะที่ทิศตะวันตกริมฝั่งแม่น้ำ ผมเรียกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็น "โลกุตตระ" ซึ่งภูมิทัศน์ถูกจัดแบบโบราณจำลองเขาพระสุเมรุ "


งานของ "ปิยเมศ" คืองานแนวราบหรือ landscape และที่เขาพูดถึง "โลกียะ" ซึ่งจะรองรับประชาชนคนสามัญ ขยายความว่าหมายถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ สถานีรถไฟใต้ดิน ท่าเรือ และที่สำคัญ "ลานประชาธิปไตย" ที่เตรียมไว้สำหรับประชาชนที่จะมารอพบสมาชิกรัฐสภา และมีส่วนที่จัดไว้สำหรับผู้สื่อข่าวที่จะมารอทำข่าว รวมถึงโพเดี้ยมสำหรับนักการเมืองที่จะมายืนแถลงหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน




ขณะที่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สมมติให้เป็นโซน "โลกุตตระ" เน้นภูมิทัศน์โบราณจำลองเขาพระสุเมรุ มีกำแพงแก้วลอยอยู่เหนือยอดมะกอก ที่ถือเป็นไม้ตำนานแห่งเมืองบางกอก ส่วนด้านล่างเสมือนเชิงเขาอยู่ริมฝั่งน้ำ วางให้เป็นต้นไทรใบแหลม ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอีกไม้มงคลประจำเมืองกรุงเทพมหานคร

"ภูมิทัศน์ริมน้ำตอนกลางวันจะสงบนิ่ง เหมือนสถาปัตยกรรมไทย ที่ชี้แนวทางแห่งโลกุตตระ ส่วนตอนกลางคืน เมื่อแสงไฟส่องสว่างตรงยอดเจดีย์จากกำแพงแก้ว เปรียบได้กับจิตสว่างและสงบ เวลานั่งเรือผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณนี้ จะสัมผัสได้ถึงความสงบ สื่อถึงความไม่มีตัวตน ไม่มีสิ่งใดควรยึดถือ"


รัฐสภาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคสมัย

ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ บุญญฤทธิ์ ขอดิลกรัตน์ จาก บจก.แปลน-
แอสโซซิเอทส์ เปิดเผยว่า นี่เป็นผลงานที่ภาคภูมิใจในฐานะคนทำงานออกแบบทางสถาปัตยกรรม ซึ่งที่ผ่านมา งานสร้างสรรค์ที่สะท้อนความเป็นไทย น้อยนักที่จะมีโอกาสได้ใช้สอยในอาคารสาธารณะที่มีความสำคัญระดับประเทศ

"ทุกคนรู้สึกว่าสถาปัตยกรรมไทยตายแล้ว สิ่งก่อสร้างมีแต่ความทันสมัย ที่เราเดินตามตะวันตกมาตลอด การมีโอกาสได้ออกแบบอาคารสาธารณะซึ่งมีความสำคัญ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการใช้สอย และอยู่ในที่ตั้งซึ่งมีมุมมองที่โดดเด่น จากริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างนี้ ถือเป็นความฝันของนักออกแบบสัญชาติไทย"


ขณะที่ ชาตรี ลดาลลิตสกุล ไขข้อสงสัยของหลายคนที่รู้สึกไม่คุ้นชิน ที่เรื่องของศีลธรรมกับรัฐสภาจะมารวมกันอยู่ในที่เดียว โดยทีมงานยอมรับว่านี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่า ทำไมดีไซน์ของรัฐสภาถึงออกมาดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นวัด

"เวลาพูดถึงศีลธรรม คนชอบถามว่ามันเกี่ยวอย่างไรกับรัฐสภา เราคิดว่าเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ได้ การเมืองคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนทั้งชาติ จึงมีความสำคัญที่เราจะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์ สถาปัตยกรรมที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ รวมถึงสื่อความหมายถึงศีลธรรมและการทำความดี"


สถาปนิกโครงการ เชื่อมั่นในพลังของสถาปัตยกรรม ที่สามารถสร้างให้เกิดสภาวะอันศักดิ์สิทธิ์ และมองว่านี่เป็นโอกาสที่สังคม จะได้เรียนรู้ถึงพลังของงานสร้างสรรค์แขนงนี้ รวมทั้งเน้นย้ำถึงการสร้างอาคารรัฐสภา ที่เป็นสัญลักษณ์ของศีลธรรมและความดี ที่ทีมงานมองว่าเป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันในสังคม

'สัปปายะสภาสถาน' ถอดรหัสรัฐสภาแห่งศีลธรรม
โดย : รัชดา ธราภาค
Life Styles : กรุงเทพธุรกิจ
3 ธค. 2552



Labels:


3 Comments:

  • At 03 December, 2009 21:20 , Anonymous Anonymous said...

    รัฐสภาแบบนี้ น่าจะนำเราไปสู่ บรรยากาศ ประชาธิปไตยย้อนยุค
    แบบใครไคร่ค้าม้าค้า แน่ๆเลย
    ทำไมไปยืม สถาปัตกรรมวัดไทย มาอ้างว่าเป็น
    สถาปัตกรรมไทยไปหมด อย่างนี้
    ทุกโครงการที่อยากมีเอกลักษณ์ไทย
    ก็ต้องเป็น วัด กันไปหมด
    เช่น อาคารสนามบินสุวรรณภูมิ
    ถ้าจำกัดสิทธิ ในการประกวดแบบไว้
    เราก็จะได้อาคารแบบเดียวกันนี้แหละ
    ถ้าต้องการให้รัฐสภาไทย มีศักดิ์ และสิทธิ ระดับโลก
    และมีความเป็นไทยแบบร่วมสมัย ระดับโลก
    เราต้องเปิด การประกวดแบบให้เป็นระดับสากลเขาทำกัน
    เหมือน นานาอารยะประเทศ
    แม้แต่จีน ซึ่งเป็นเจ้าแห่งอารยะธรรม ศิลปะ สถาปัตกรรม
    ก็ยังเปิดให้ดำเนินการในระดับโลก ในโครงการใหญ่
    เพื่อจะได้ใช้ภูมิปัญญาโลกมาสนองรับใช้ภูิมิใจไทย

     
  • At 03 December, 2009 21:21 , Anonymous Anonymous said...

    อธิบายวิธีคิด...อธิบายได้ แต่มันต้องเกิดความเข้าใจ
    จากความหมายที่ถูกต้องเช่นกัน

    เดียวจะกลายเป็น คนรู้ไม่ถ้วน มาบอกคนไม่รู้ถ้วน
    จะพาลไม่รู้เรื่อง คุณค่า แถมอาจจะเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งไปผิดผิดอีก

    วันนี้ลูกหลานไทย ยิ่งสับสน ข้อมูลความเป็นมา
    ความหมาย คุณค่าไทย หลายหลายอย่างอยู่
    เพราะโดนถ่ายทอดจากคนที่ไม่รู้จริง
    และไม่มีความระมัดระวัง จำนวนมากที่มักคิดว่าตนคือผู้รู้ (กรู รู)

    ทำอะไรขอให้ศึกษาให้ถ่องแท้ และถ่ายทอดแบบระมัดระวัง และถ่อมตน

     
  • At 03 December, 2009 21:25 , Anonymous Anonymous said...

    ใช้เงินเป็นหมื่นๆล้านเพื่อทำที่ประชุมของคน4-500คน
    ไม่เห็นว่าจะเหมาะสมกันอย่างไร นี่ยังไม่รวมถนน
    ที่ต้องทำอีก(พิลีกจริงหาที่สร้างในมุมอับ)

    เห็นสภาของยุโรปเขาเล็กกระทัดรัดใช้เป็นร้อยปีไม่เห็นจะมีปัญหาเลย

    เอาเงินสร้างสนามมวยให้สส.ดีกว่ามั๊ง

     

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home