Suankularb 84

www.suan84.com

Wednesday, 29 April 2009

ไข้หวัดใหญ่เม็กซิกัน... แล้วเกี่ยวกับหมูตรงไหน

การเมือง : ทัศนะวิจารณ์
กาแฟดำ



ไข้หวัดใหญ่เม็กซิกัน... แล้วเกี่ยวกับหมูตรงไหน

การที่วงการแพทย์ไทยให้เรียกโรคระบาดขณะนี้ ว่า "หวัดใหญ่เม็กซิกัน" และไม่ให้เรียก " หวัดหมู"ตามฝรั่งที่เรียก "swine flu" นั้น

เพราะยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ยืนยันได้ว่าคนแรกที่เป็นไข้หวัดตัวนี้ ติดโรคนี้ได้มาจากหมูแต่ประการใดทั้งสิ้น


ผมคุยกับหมอไทยหลายคนแล้วพูดตรงกันว่า ที่ไม่ควรเรียก "หวัดหมู" เพราะจะเกิดความเข้าใจผิดในหมู่คนไทย จะเกิดอาการแตกตื่น ไม่กล้ากินหมู จะกระทบกระเทือนวิถีชีวิตของคนไทยทั่วไปโดยใช่เหตุ


ความจริง ไข้หวัดใหญ่นี้เริ่มระบาดที่ เม็กซิโก เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และแทรกตัวเข้าไปที่แคลิฟอร์เนีย ที่อเมริกา จึงเกิดความตกใจกันว่า เจ้าไวรัสตัวนี้มันข้ามชายแดนเข้ามาประเทศยักษ์ใหญ่เสียแล้ว

พอส่งตัวอย่างเข้าห้องแล็บเพื่อตรวจสอบสายพันธุ์ ก็รู้ว่าเป็น H1N1 ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลกนี้

พอตรวจหาบรรพบุรุษของมัน ก็พบว่ามันเป็น "ไวรัสลูกผสม" เพราะพบว่าบางชิ้นส่วนมีความคล้ายคลึงกับของหมู อีกบางชิ้นส่วนใกล้เคียงกับของนก และมีอยู่หนึ่งชิ้นส่วนที่เป็นของคน

จึงเป็นไวรัสผสมระหว่างหมู คน และนก...และมีส่วนผสมจากหวัดหมูมากที่สุด

แต่คุณหมอที่ติดตามเรื่องนี้บอกว่า แม้จะดูเหมือนมาจากหมู แต่การติดต่อของไวรัสตัวนี้ถึงคนไม่ได้มาจากหมู แต่มาจากคน...นั่นคือ ติดต่อระหว่างคนถึงคนเท่านั้น

ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ว่า คนที่ป่วย (หลายพันคน) และตาย (กว่า 140 คนที่เม็กซิโก) นั้น ติดมาจากหมูแม้แต่รายเดียว

การตั้งชื่อหวัดใหญ่ระบาดที่อดีตก็ใช้ชื่อประเทศต้นตอ อาทิเช่น Spanish Flu หรือ Hong Kong Flu เป็นต้น

แต่ที่เราเรียกว่า "ไข้หวัดหมู" นั้น เป็นการเรียกตามภาษาข่าวที่ใช้ที่อเมริกาว่า "swine flu" มาตั้งแต่แรก เพราะคนอเมริกัน รู้ข่าวนี้ครั้งแรกก็ที่แคลิฟอร์เนีย ไม่ได้ตกใจอะไรเมื่อมันเกิดขึ้นที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเม็กซิโก ก่อนด้วยซ้ำไป

สมควรที่คุณหมอไทยเราจะพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญมะกันในแวดวงเดียวกันให้เรียกเป็น "Mexican Flu" เหมือนกันเสียด้วย เพราะดูเขาจะแตกตื่นมากกว่าเรา

เพราะที่นั่นใช้คำว่า "pandemic" แล้ว ไม่ใช่แค่ "epidemic" ซึ่งมีความหมายแตกต่างกันมาก...คำแรกหมายถึงการระบาดของโรคไปทั่วโลก ขณะที่คำหลัง คือ การกระจายของโรคใดโรคหนึ่งในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง

หมอไทยยืนยันว่า คนที่สัมผัสเนื้อหมูดิบ หรือกินเนื้อหมู ไม่ติดหวัดนี้แน่นอนเพราะยังไม่เคยแยกเชื้อตัวนี้ได้ในหมูเลยแม้แต่กรณีเดียว

เพราะปกติแล้ว หมูเองก็มีไข้หวัดใหญ่ของหมู อาทิเช่น H1N2 หรือ H3N2 แต่ H1N1 ที่อยู่ในหมูทั่วโลกขณะนี้ไม่ใช่สายพันธุ์นี้

แปลว่าคนเลี้ยงหมูก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เสี่ยงจะติดโรคหวัดเม็กซิกัน มากกว่าคนอื่นๆ ทั่วไป... นั่นคือ มีความเสี่ยงเท่ากัน เพราะหมูไม่ได้เกี่ยวกับการระบาดของหวัดนี้แต่ประการใด



แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะประมาทได้ เพราะอัตราการตายกับคนป่วยที่เม็กซิโก อยู่ที่ร้อยละ 6 และลดมาเหลือร้อยละ 5 เมื่อวานนี้

คนที่ป่วยอยู่นอกเม็กซิโก ประมาณ 30 รายขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกา แคนาดา สเปน นิวซีแลนด์ ยังไม่มีใครเสียชีวิต

วันนี้ องค์การอนามัยยกระดับคำเตือนเรื่องนี้เป็น "ระดับ 4" ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก "ระดับ 3" ก่อนหน้านี้

ระดับ 4 แปลว่า มาตรการต่างๆ ต้องเข้มงวดเพิ่มขึ้น เพราะระดับสี่หมายความว่ามีการติดต่อจากคนสู่คน และมีการกระจายในวงจำกัด

ถ้ามีการกระจายข้ามประเทศ จะยกเป็น "ระดับ 5" และหากระบาดทั่วโลกเมื่อใด ก็จะยกไปที่ระดับสูงสุด คือ "ระดับ 6"

ผมได้ยินคณะแพทย์และคนสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ให้ความมั่นใจกับคนไทยว่ายามีพร้อม เครื่องมือมีพอ บุคลากรก็เตรียมพร้อม

สำคัญที่ว่านี่มิใช่แค่ความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น หากแต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งรัฐบาล เพราะเส้นแบ่งระหว่าง "ตื่นตัว" กับ "แตกตื่น" สำหรับคนไทยนั้นบ่อยครั้งมันบางเบาจนแยกไม่ออก

เพราะคนไทยยังไม่หายหวาดผวาจากกรณี "เกียร์ว่าง" ของเจ้าหน้าที่รัฐที่ระแวดระวังเฉพาะ "ระดับ 3" ทั้งๆ ที่สถานการณ์ร้ายแรงถึง "ระดับ 6" ในความหมายทางการเมืองช่วง "สงกรานต์เลือด" มาแล้ว




โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 29 เมษายน 2552

Labels: ,



Monday, 27 April 2009

"บ้านเมืองของเรา" กับสิ่งที่ควรระวังช่วงศก.ขาลง

'ดร.โกร่ง' คนเดินตรอก เขียนถึง
"บ้านเมืองของเรา" กับสิ่งที่ควรระวังช่วงศก.ขาลง





เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเศรษฐกิจของบ้านเราปีนี้คงจะเป็นปีที่จะต้องประสบความยากลำบากหลายๆ ประการ ลำพังจากภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ยังมาถูกซ้ำเติมจากภาวะการเมืองและสังคมภายในประเทศอีก คงจะทำให้เราต้องยอมรับสภาวการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา




ดร.วีรพงษ์ รามางกูร



คนเดินตรอก
วีรพงษ์ รามางกูร

บ้านเมืองของเรา

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเศรษฐกิจของบ้านเราปีนี้คงจะเป็นปีที่จะต้องประสบความยากลำบากหลายๆ ประการ ลำพังจากภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ยังมาถูกซ้ำเติมจากภาวะการเมืองและสังคมภายในประเทศอีก คงจะทำให้เราต้องยอมรับสภาวการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา

ความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวต่างประเทศและผู้คนในประเทศ ความเชื่อถือต่อความมั่นคงของระบบต่างๆ ในบ้านเราคงจะเสื่อมถอยลงไปมาก ความเชื่อมั่นดังกล่าวมีผลอย่างมากต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การติดต่อซื้อขายสินค้าและบริการ การลงทุน ทั้งจากของคนไทยหรือคนต่างชาติ

ความเชื่อมั่นปกติจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความแน่นอนของระบบทางสังคมและการเมือง เมื่อระบบเกิดความไม่แน่นอน คาดการณ์ไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความหวั่นไหวต่อชีวิตและทรัพย์สินย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการลงทุน และความเสี่ยงทางการเมืองเป็นเรื่องที่ผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้น้ำหนักมากที่สุด

เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนพบปะกันขณะนี้ คำถามแรกที่ชอบถามกันก็คือ

"แล้วเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร"  หรือ
"แล้วเหตุการณ์ข้างหน้าจะจบลงอย่างไร"

หากคำถามที่ไม่มีคำตอบเหล่านี้ยังไม่ยุติลง ก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าทุกคนไม่มีความแน่ใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ยังดีที่เหตุการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่เงินจะไหลออกนอกประเทศ จนกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดเงินตราต่างประเทศ กระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรง แต่ถ้าหากเหตุการณ์ทางการเมืองไม่สงบลงอย่างรวดเร็ว โอกาสที่จะเกิดปัญหาทางการเงินดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นได้ ยิ่งถ้าหากมีข่าวว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารอีก ซึ่งหวังว่าจะไม่มี ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ความเชื่อมั่นยิ่งจะเลวร้ายลงไปอีก การปฏิวัติรัฐประหาร ไม่น่าจะเป็นทางออก ดังที่ได้พิสูจน์มาแล้วเมื่อครั้งเกิดการรัฐประหารในปี 2549

ถึงอย่างไรก็ต้องอดทน อดกลั้น ประคับประคองให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อไป เพื่อแก้ปัญหาในวิถีทางรัฐสภา แม้ว่าจะยากอย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านก็ยังไม่สามารถหาหัวหน้าหรือแกนนำที่เข้มแข็งได้ จึงยังไม่น่าจะพร้อมเป็นรัฐบาล การออกนอกระบบไม่ใช่วิถีทางที่จะแก้ปัญหา เพราะอย่างไรเราก็มาถึงป่านนี้แล้ว

ความแตกแยกลงลึกมาก ความแตกแยกดังกล่าวเป็นพื้นฐานของปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเชื่อมั่น เป็นปัญหาสำคัญของความชะงักงันทางเศรษฐกิจ

ทำอย่างไรที่พอจะลดความแตกแยกลงไปได้บ้าง ทั้งคนที่อยู่ในเมืองเองและคนที่อยู่ในชนบท

เมืองไทยดูผิวเผินเหมือนกับสังคมของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ความจริงไม่ใช่ ในบ้านเดียวกัน เจ้าของบ้านไม่เคยคุยกับคนสวน ไม่เคยคุยกับผู้ช่วยแม่บ้าน ไม่เคยคุยกับคนขับรถ ก็เลยไม่รู้ว่าคนที่อยู่คนละฐานะกับเราเขาคิดอย่างไร มีความเห็นอย่างไร ไปคิดเอาเองว่าเขาไม่รู้เรื่อง ไม่มีการศึกษา ที่จริงเขารู้ดีว่าประโยชน์ของเขาอยู่ที่ไหน อย่างไร เขาได้รับการปฏิบัติอย่างไร เมื่อเป็นอย่างนี้ ในเรื่องที่มีประเด็นทางสังคมหรือประเด็นทางการเมือง รัฐบาลหรือกองทัพจึงไม่ทราบความคิดความอ่านของคนที่อยู่ในฐานะทางสังคม หรือทางเศรษฐกิจระดับล่าง การแก้ปัญหาจึงไม่ถูกจุด การประนีประนอมจึงไม่เกิด

ปัญหาทางสังคม ปัญหาทางการเมือง ต้องแก้ไขด้วยมาตรการทางสังคม มาตรฐานทางการเมือง เป็นการแก้ไขที่ผู้คนบางกลุ่มบางเหล่าต้องอดทน แต่การไปแก้ด้วยกำลังทหารหรือกำลังอาวุธบ้าง หรือไม่ก็เปลี่ยนกฎหมายรัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายลูก เปลี่ยนกรรมการองค์กรอิสระบ้าง เปลี่ยนตุลาการบ้าง ก็ยิ่งทำให้เรื่องบานปลายไปกันใหญ่

กระแสโลกาภิวัตน์ที่ปรากฏออกมาตามสื่อมวลชนที่รวดเร็วปิดกั้นไม่ได้ ทำให้การได้รับข้อมูลข่าวสาร และกระแสความคิดในเรื่องความเป็นสากล ระหว่างคนในเมืองกับคนรากหญ้าในชนบทเข้าใกล้กันมากขึ้น คนในเมืองไปเข้าใจเอาเองว่าคนในชนบทนั้นไม่รู้ ไม่ได้เสพข่าวสาร หรือกระแสความคิดทางการเมืองและสังคมอย่างที่ตนได้รับ

ความจริงแล้วคนรากหญ้าในชนบทนอกเมืองหรือในเมืองนั้น การเมืองและบริการของรัฐมีความหมายกับเขามากกว่าคนระดับสูงในเมืองที่มีเส้นมีสาย มีสมัครพรรคพวกที่จะให้บริการให้ความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา ส่วนคนในชนบทที่ไม่มีเส้นสาย ไม่มีสมัครพรรคพวกนั้น ต้องการบริการของรัฐ และบริการของนักการเมืองมากกว่าคนเมือง ความสนใจการเมืองจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างทางสังคมและความคิดความอ่านของคนเปลี่ยนไปมาก

เมื่อเหตุการณ์มาถึงขนาดนี้แล้ว การจะขจัดความแตกแยก ความร้าวฉานในสังคมจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต้องอดทนอดกลั้นทั้งสองฝ่าย และต้องเข้าใจว่าต้องใช้เวลา การหยุดกล่าวหาซึ่งกันและกัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำได้ยาก แต่ก็ต้องทำ ทั้งหมดคงต้องใช้เวลา การเร่งรีบและการประเมินแต่ละฝ่ายต่ำเกินไป ก็เป็นสาเหตุของความคงอยู่ของความขัดแย้ง

การที่ท่านประธานาธิบดี บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้งในอเมริกา ต้องถือว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของประชาชนชาวอเมริกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ถ้าเป็น 30 ปีก่อนไม่มีทางที่จะเป็นไปได้แม้แต่จะคิด เพราะท่านประธานาธิบดีโอบามาเป็นชาวอเมริกันผิวดำ ต้องถือว่าความเป็นอารยะของคนอเมริกาได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่เคยเห็นและเด่นชัดมากอย่างไม่น่าเชื่อ

ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า คงจะอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างย่ำแย่ ดังจะเห็นได้จากเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน อันได้แก่

    1. การหดตัวทางเศรษฐกิจ อย่างที่ทางการได้ปรับลดการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของรายได้ประชาชาติ จากต้นปีคาดว่าน่าจะอยู่ระหว่าง 0 ถึง -2 ต่อมาก็ปรับลดลงเป็นจาก -2 ถึง -4 ตอนนี้ปรับลดลงไปอีกจาก -3 ถึง -5 ความจริงจะเป็น -2 หรือ -3 หรือ -4 หรือ -5 ก็คงไม่มีอะไรที่แตกต่างกันมากนัก

      เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติลดลง ก็แปลว่าภาคการผลิตต่างๆ ลดการผลิตลง การลดการผลิตลง ก็เท่ากับว่าการใช้กำลังการผลิตของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ทำงานไม่เต็มกำลัง ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร หรือเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมตลอดไปถึงการค้าขาย ทั้งการค้าปลีก การค้าส่ง ฯลฯ เมื่อกำลังการผลิตเหลือ เครื่องจักรเดินเครื่องไม่เต็มกำลัง ห้องพักในโรงแรมไม่เต็ม ฯลฯ การลงทุนก็จะหดหาย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนของคนไทย หรือการลงทุนชาวต่างประเทศ เมื่อการลงทุนไม่มี ความต้องการสินค้าประเภททุนก็ขาดหายไปด้วย
      ทางด้านการเกษตร แม้ว่าการผลิตจะไม่ลดลงมากนักในแง่ปริมาณ แต่ราคาก็จะลดลงเป็นอันมาก สร้างความเดือดร้อนเข้าไปอีก


    2. การปลดคนงาน การลดชั่วโมงการทำงานของคนทำงานก็จะมีมากขึ้น การว่างงานก็จะมากขึ้น การถูกปลดออกจากงาน การว่างงานที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นคนชั้นกลางก็คงลำบากหน่อย เพราะการลดฐานะการลดการใช้จ่ายคงทำทันทีได้ยาก ถ้าเป็นคนระดับล่างก็ยิ่งลำบาก อาจจะต้องโยกย้ายกลับไปอยู่กันที่ชนบท ไปช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนา เลี้ยงปู เลี้ยงปลา และไปเพิ่มภาระให้กับครอบครัวในชนบท ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนในเมืองก็น่าจะเป็นปัญหามากขึ้น

      เห็นหนังสือพิมพ์รายงานว่าจะมีคนตกงานพุ่งขึ้นถึง 2 ล้านคน แต่จริงๆ คงจะมากกว่านี้มาก ไม่แน่ใจว่าใช้คำจำกัดความของคนว่างงานว่าอย่างไร แต่ไม่ว่าจะใช้คำจำกัดความว่าอย่างไร ก็เป็นตัวเลขที่น่ากลัวทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามปัญหาคนว่างงานจำนวนมากขนาดนี้ก็เคยมีมาแล้วในอดีตในช่วงปี 2523-29 และปี 2540-46 แต่เที่ยวนี้น่าวิตกกว่า เพราะเที่ยวนี้มีปัญหาความแตกแยกและปัญหาสังคมและการเมืองมายืนรอท่าอยู่ ปัญหาเศรษฐกิจหดตัวและปัญหาการว่างงานอาจจะเหมือนไม้ขีดไฟที่จะจุดชนวนทำให้ปัญหาการเมืองและปัญหาความแตกแยกที่บานปลายกลายเป็นความรุนแรงเกิดขึ้น จะประมาทไม่ได้


    3. ปัญหาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง ลำพังปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินจากต่างประเทศที่โถมเข้าใส่เราก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว เพราะทำให้การส่งออกสินค้าและบริการ รวมทั้งการท่องเที่ยวถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่าจีดีพี ต้องหดตัวลง แต่ผลอีกอันหนึ่งก็คือรายรับที่เป็นเงินตราต่างประเทศก็จะต้องลดลงด้วย แต่เนื่องจากการหดตัวทางเศรษฐกิจก็พลอยทำให้การนำเข้าทั้งสินค้าทุน สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าสำเร็จรูปลดลงไปด้วย พร้อมๆ กับราคาน้ำมันก็ลดลง ซึ่งทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลต่อไปได้ แต่ถ้าเกิดราคาน้ำมันเกิดพุ่งขึ้นมาอีกซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดก็อาจจะกลับมาอีก แต่ที่อุ่นใจก็คือฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศยังมั่นคงอยู่ ถ้าไม่มีภาวะตื่นตระหนกทำให้ผู้คนขนเงินออกไปนอกประเทศก็คงไม่เป็นอะไร


แต่ที่ควรเป็นห่วงและระมัดระวังก็คือฐานะทางการคลังของประเทศ ในช่วงเศรษฐกิจขาลงอย่างนี้ก็เป็นธรรมดาที่รายรับของรัฐบาลจะไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่รายจ่ายจะมีมากกว่าปกติ เพราะขณะนี้ไอเอ็มเอฟได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ตั้งงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจให้เต็มทั่วโลก

บ้านเราก็ไปตามแนวนี้คือตั้งงบประมาณขาดดุลสูงที่สุดเท่าที่จะกู้เงินได้มากที่สุด ตามที่กฎหมายอนุญาตไว้ ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า หรือปัญหาการเมืองยังคงยืดเยื้อไปเป็นเวลาช้านานก็น่าห่วง เพราะปัญหาเสถียรภาพทางการคลังก็จะโผล่ขึ้นมา เมื่อปัญหาทางการคลังโผล่ขึ้นมาก็อาจจะลามไปก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินขึ้นเป็นลูกโซ่ได้

ขอให้พวกเราจงมีสติ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทเถิด

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 เมษายน 2552

Labels: , , , ,



Sunday, 19 April 2009

สื่อในฐานะ gate-keeper ท่ามกลางสงครามข่าวสาร

แน่นอนว่าสื่อในภาวะวิกฤติต้องโดนตั้งคำถาม เรื่องบทบาทหน้าที่ และความเป็นมืออาชีพอย่างเข้มข้น

ซึ่งก็ถูกต้องแล้วที่สังคมจะต้องคาดหวังว่าคนข่าว และคนกรองข่าวจะต้องทำหน้าที่ของ "ผู้เฝ้าประตู" หรือ "gate-keeper" และผู้ตรวจสอบเป็นหูเป็นตาของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

ยิ่งความขัดแย้งในสังคมสูง ยิ่งต่างฝ่ายต่างมีวาระของตน สื่อก็ยิ่งจะโดนกดดันให้ต้องวางตัว ให้เป็นที่พึ่งพาของคนส่วนใหญ่ได้ ไม่หวั่นไหว ไม่ครั่นคร้าม และไม่ตกเข้าหลุมพรางของฝ่ายใด



การเมือง : ทัศนะวิจารณ์
กาแฟดำ กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์
วันที่ 18 เมษายน 2552 01:00
สื่อในฐานะ gate-keeper ท่ามกลางสงครามข่าวสาร

แน่นอนว่าการทำหน้าที่ให้ได้มาตรฐานที่สังคมตั้งเอาไว้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็จะต้องทำอย่างสุดความสามารถ พิงหลังประชาชน และตั้งเป้าหมายหลักที่การทำเพื่อให้ความจริงประจักษ์ ไม่ว่าฝ่ายที่ขัดแย้งกันจะพอใจกับการทำหน้าที่เช่นนั้นหรือไม่ก็ตาม

จึงแปลว่าคนข่าว และวิเคราะห์ข่าวจะต้องทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตอบคำถามที่ผู้คนสงสัย และไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอันเกิดจากการมีผลประโยชน์ส่วนตน

เพราะสื่อตรวจสอบฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้ง สังคมก็ตรวจสอบว่าสื่อทำหน้าที่ของตนอย่างสัตย์ซื่อหรือไม่

เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร กล่าวหาว่าสื่อไม่รายงานความเป็นจริง ว่าสื่อบิดเบือน ว่าสื่อไม่กล้าเสนอข่าวว่าทหารยิงประชาชนผู้ชุมนุมไป "60 ศพ"

จึงเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะต้องออกมายืนยัน ว่าได้ทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมาเพียงใด? มีการพยายามจะเซ็นเซอร์ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือไม่? "ศพ" ที่ฝ่ายคนเสื้อแดงกล่าวถึงนั้นมีจริงหรือไม่?

การทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนที่เรียกว่า investigative reporting อย่างเสรี และตรงไปตรงมานั้น ไม่มีจังหวะไหนสำคัญเท่ากับในช่วงวิกฤติที่ต่างฝ่ายต่างทำ "สงครามข่าวสาร" เพื่อจะสร้างความได้เปรียบให้กับตน

สื่ออาชีพที่รับผิดชอบไม่มีหน้าที่จะสนใจ ว่าฝ่ายไหนชนะหรือแพ้ในสงครามข่าวสาร แต่เป็นหน้าที่หลักของสื่อที่จะต้องเอาความจริงออกมาให้ได้ทุกแง่ทุกมุม โดยไม่สนใจว่าเมื่อความจริงเช่นนั้นปรากฏออกมาแล้ว ฝ่ายใดในความขัดแย้งจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

แน่นอนว่าเมื่อฝ่ายใดเห็นว่าสื่อรายงานข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อตน ก็จะบอกว่าสื่อ "เป็นกลาง" ดี แต่หากข่าวใดไม่เอื้อต่อฝ่ายตน ก็จะกล่าวหาว่าสื่อลำเอียงและมีอคติทันทีเช่นกัน

นี่คือสภาพแห่งความจริงของสังคมยามวิกฤติที่สื่อจะต้องรับรู้และยิ่งต้องระมัดระวังในการตรวจสอบข่าวอย่างละเอียด รอบด้านและตั้งเป้าประการเดียว

นั่นคือประชาชนต้องได้รับความจริงจากการทำหน้าที่อย่างเข้มข้นตรงไปตรงมาของสื่ออาชีพ เพราะท้ายที่สุด ความจริงเท่านั้นที่จะแก้ไขวิกฤตินี้

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ หรือฝ่ายเสื้อแดง เสื้อเหลือง หากมีคำกล่าวหาว่าสื่อไม่ทำหน้าที่ของตน สื่ออาชีพเองจะต้องแถลงแจ้งถึงเบื้องหลังการทำหน้าที่ของตนในสภาวะที่ต่างฝ่ายต่างปล่อยข่าว และเล่นสงครามข่าวลือกันอย่างต่อเนื่อง

สื่อที่ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อสาธารณชนจะต้องไม่นั่งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกล่าวหาเพียงเพื่อที่จะรายงานให้เฉพาะฝ่ายนั้นๆ พึงพอใจเท่านั้น

แต่ขณะเดียวกันสื่อก็จะต้องใช้วิจารณญาณกรองข่าว และแยกแยะว่าอะไรคือ "ข่าวปล่อย" อะไรคือ "ข่าวลือ" อะไรคือ "ข่าวป่วน" ของฝ่ายต่างๆ ในความขัดแย้งที่ลุ่มลึกและรุนแรง

สื่อที่รับผิดชอบจะต้องไม่เพียงแค่ทำหน้าที่เป็น "คนเชียร์มวย" ข้างหน้า หรือกลัวจะถูกกดดันโดยฝ่ายใดฝ่ายจนไม่ใช้วิจารณญาณในการประเมิน "คุณค่าของข่าว" หรือ "news value" จนกลายเป็นการทำหน้าที่อย่างเชื่องๆ เอาตัวรอดไปวันๆ...เพราะทำหน้าที่ท่ามกลางความกลัว จนไม่กล้าประเมินว่าข่าวชิ้นใดเชื่อถือได้ ข่าวชิ้นใดเชื่อถือได้น้อยกว่าหรือเชื่อถือไม่ได้

สื่อที่ซื่อสัตย์จึงไม่ควรจะให้น้ำหนัก เนื้อที่ และความสำคัญของข่าวกล่าวหา ข่าวโคมลอย ข่าวจงใจสร้าง เท่ากับข่าวที่คนข่าวเองตรวจสอบแล้วว่าเป็นข่าวจริง ข่าวมีคุณค่าแห่งข่าว ข่าวมีสาระที่สมควรนำเสนอใหญ่ กลาง เล็ก อย่างไร

สื่อที่อ้างว่า "เป็นกลาง" ด้วยการให้ความสำคัญเท่าๆ กันระหว่างข่าวกล่าวหาเลื่อนลอยกับข่าวที่ตรวจสอบได้ว่าเป็นความจริงคือสื่อที่ไม่รับผิดชอบ เป็นเพียงคนพากย์มวย เป็นแค่สื่อเอาตัวรอด รอดูว่าฝ่ายไหนชนะแล้วเข้าข้างฝ่ายนั้น

เพราะสังคมคาดหวังจากสื่อมากกว่าเพียงแค่เป็นกระบอกเสียงที่ "ขยะ" และ "สาระ" ได้รับการส่งต่อถึงประชาชนเท่าๆ กัน

เมื่อข่าวปล่อยกับข่าวจริง ขึ้นพาดหัวหนังสือเท่ากันเพราะคนทำสื่ออ้างว่า "ให้โอกาสเท่ากัน" นั่นแหละคือการจงใจบิดเบือนความจริงต่อสาธารณะอย่างแท้จริง


ที่มา: กาแฟดำ กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์


Saturday, 18 April 2009

มองเชียงใหม่ ผ่าน "คำ ผกา"

มองเชียงใหม่ ผ่าน "คำ ผกา"
นิวยอร์กแห่งล้านนา - สาวเครือฟ้า...กับ...ชิคาโก


วัดวาอาราม โบราณสถาน วัฒนธรรม ภาษา ประเพณี วิถีชีวิตของผู้คน ธรรมชาติ ฯลฯ มากมายหลายเหตุผลซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ "เชียงใหม่" เป็นจังหวัดที่ใครหลายคนอยากไปเยือน เมื่อคราวลมหนาวปกคลุม หมอกขาวบางทอดผ่านยอดดอย หลายคนดั้นด้นไปเพื่อได้สัมผัสบรรยากาศอันเย็นยะเยือกสักครั้งในชีวิตและดูเหมือนว่าทุกเทศกาล เชียงใหม่ ดั่งมีมนต์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมล้านนาไม่เคยขาด "ปี๋ใหม่เมือง" หรือสงกรานต์ปีนี้ เสน่ห์แห่งขนบธรรมเนียมก็ยังคงเนรมิตให้เชียงใหม่คึกคักเช่นทุกปีที่ผ่านมา




เสน่ห์ของเชียงใหม่ ก็คงไม่ต่างไปจากเสน่ห์ของ "คำ ผกา" หญิงสาวผู้เกิด เติบโต และอาศัยอยู่ภายในซอยเล็กซอยหนึ่งใน อ.สันทราย ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไรนัก

บางคนรู้จักเธอจากงานเขียนในนามปากกา "ฮิมิโตะ ณ เกียวโต" หรือ
ปันคำ ณ ปันนา

ถึงกระนั้นทั้งหมดทั้งมวล เธอคือ "ลักขณา ปันวิชัย" สาวเชียงใหม่วัย 36 ที่โลดแล่นผ่านทางถนนอักษร สร้างผลงานมาอย่างยาวนาน

"คำ ผกา" สำเร็จการศึกษาจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วเรียนต่อ ปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เกียวโต

มีผลงานเขียนมากมาย อาทิ จดหมายจากเกียวโต, จดหมายจากสันคะยอม, ยำใหญ่ใส่ความรัก, รักไม่เคยชิน, ฉัน-บ้า-กาม, ยุให้รำตำให้รั่ว ฯลฯ ส่วนผลงานแปลคือ เซี่ยงไฮ้เบบี้

เคยทำงานเป็นผู้รายงานข่าวประจำสถานีวิทยุ อสมท เชียงใหม่, นักเขียน ฟรีแลนซ์ โครงการจังหวัดของสำนักพิมพ์สารคดี, ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์และศาสนาโรงเรียนดาราวิทยาลัย เขียนคอลัมน์ตีพิมพ์ในนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์มามากมาย แต่ผู้อ่านส่วนใหญ่มักจะจำเธอได้จาก "กะทู้ดอกทอง"



"ฉันไม่ได้ต่อต้านการถนอมเนื้อตัวของ ผู้หญิง อีกทั้งไม่ได้ส่งเสริมให้ผู้หญิงสนุกอยู่กับถลุงเนื้อตัวร่างกายของตนเองไปในเกมรักเกมใคร่อย่างไม่มีที่ สุด แต่ความอึดอัดคับข้องใจของฉันเมื่ออ่านนวนิยายที่เขียนขึ้นใน พ.ศ.นี้ โดยนักเขียนนวนิยายที่เราฝากความหวังเอาไว้ว่าเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ยังคงเสนอภาพนางเอกนวนิยายได้ไม่ต่างจากนวนิยายที่เคยเขียนๆ กันมาเมื่อ 20-30 ปีก่อน"

หากคิดว่าการวิพากษ์เพศกระทบงานเขียนดุเดือดถึงใจแล้ว
วิพากษ์เชียงใหม่บ้านเกิดยิ่งเข้มข้นกว่า





- เป็นคนเชียงใหม่ มองอย่างไรกับการที่คนกรุงเทพฯแห่เข้ามาอยู่ แล้วทำตัวแนวๆ

ก็ดี ตลกดี ฉันชอบดู (ฮา) ขอบคุณที่มาทำให้เชียงใหม่มีอะไรให้ดู (ฮา) คือมันเป็นสีสัน คือดูแล้วขำ นึกออกไหม ฉันก็ขอโทษที่ฉันขำ ฉันก็รู้สึกผิดที่ไปขำเขา (ฮา) คือเขาไม่ได้ผิดนะ ที่เขาเป็นอย่างนั้น แต่เราเสือกไปขำ เหมือนฉันไปถนนนิมมานเหมินท์ มันสนุกมากเลย แล้วฉันก็สามารถนั่งอยู่ ตรงนั้นได้ทั้งวัน แล้วก็ดูคน แล้วก็เมาท์ กัดเขา (ฮา) ซึ่งนิสัยไม่ดี อะไรนะ ใส่ชุดอะไรนะ อะไรมันต้องพยายามขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วฉันว่า ฉันไปกรุงเทพฯก็ ไม่เห็นคนประเภทนี้นะ คือเขาจะเป็นอย่างนี้เมื่อเขามาเชียงใหม่ (ฮา) ตอนเขาอยู่กรุงเทพฯ เขาก็ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้ (ฮา)

- พาวัฒนธรรมเพี้ยนๆ มาสู่ล้านนา หรือเปล่า

มันไม่เพี้ยนหรอก ฉันว่าโลกมันก็เป็นอย่างนี้ เป็นความสัมพันธ์ เชิงอำนาจมากกว่า ฉันคิดว่านักมานุษย วิทยาน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่า มันเหมือนกับว่า perception ของเชียงใหม่ ในสายตาของคนรุ่นใหม่ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนนอกกระแสเขารับรู้เชียงใหม่อย่างไร เพราะฉะนั้น การแต่งตัวของเขาหรือการเปิดร้านอะไร มันก็อิงอยู่กับจินตนาการอันนี้ของเขา ฉันคิดว่ามันก็มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกันอยู่นิดหนึ่ง คือเขาก็เห็นว่าเชียงใหม่เป็นแฟนตาซี เป็นดินแดนที่จะเป็นทางออกของเขาที่จะหลีกหนีทุนนิยม บริโภคนิยม สังคมเมืองที่เลวร้ายของกรุงเทพฯ อะไรอย่างนี้ แล้วเขาก็พยายามจะมาหาเสน่ห์ของเชียงใหม่ แล้วคิดว่าเชียงใหม่มีเนื้อหาที่เขาต้องการ ซึ่งมันก็ต่างจากความสัมพันธ์สมัยก่อน ที่ฉันเคยเขียนหลายครั้งว่า เป็นเหมือนสาวเครือฟ้า เหมือนคนไทยมองหลวงพระบางตอนนี้ เมื่อก่อนคนกรุงเทพฯก็มองเมืองเชียงใหม่แบบนั้น มาหาสาวงาม มาหาอะไรที่อ่อนหวาน มาหาความบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ตอนนี้มันเพิ่มมิติทางวัฒนธรรม เพิ่มมิติที่เป็น interactual เพิ่มมิติที่เป็นศิลปะ ขึ้นมาอีก แล้วเป็นศิลปะสมัยใหม่ด้วย แล้วมันก็มีความจริงบางอย่างที่มาสนับสนุนจินตนาการตรงนี้ เช่น มีศิลปินมาอยู่ที่นี่เยอะ แล้วก็ผลิตผลงานที่น่าสนใจออกมา มีพื้นที่ทางศิลปะอะไรอย่างนี้ มันก็โกยกันเข้าไปเป็นภาพ แล้วทำให้เขารู้สึกว่าถ้าเขามาเชียงใหม่แล้วมันจะเก๋ มันจะเป็นซานฟรานซิสโก เป็นเบิร์กเลย์ อะไรอย่างนี้ มีคนที่ใช้ชีวิตเป็นอัลเทอร์เนทีฟได้

- เพราะค่าใช้จ่ายน้อยกว่ากรุงเทพฯด้วย

ฉันพบว่าน้อยกว่าเยอะมากในการใช้ชีวิตประจำวัน ถ้าฉันไปกรุงเทพฯ ทานข้าว ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง บวกน้ำ บวกอะไร ก็ 100 บาทแล้ว ที่ไม่ใช่กินร้านหรูๆ แต่อยู่ที่นี่ 20-25 บาท มันก็อยู่ได้

- เศรษฐกิจจะทำให้คนกรุงเทพฯแห่กันเข้ามาเยอะขึ้น

มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเขามีอะไรให้ทำหรือเปล่า เพราะเชียงใหม่ไม่ใช่เมืองที่
แอ็กทีฟทางการลงทุน ไม่ได้มีธุรกิจให้มาทำ หรือมีออฟฟิศใหญ่ที่จะรองรับมนุษย์เงินเดือน สาวบริษัท คือถ้าจะมาก็ต้องมาทำธุรกิจส่วนตัว ธุรกิจส่วนตัวที่นี่ก็อย่างปราบเซียนเลย อย่างที่รู้ๆ กัน ร้านอยู่ได้ไม่นานเลย โดยเฉพาะร้านที่มาแบบคอนเซ็ปต์กิ๊บเก๋แหวกแนว จะมีอายุสั้นมาก หรือประเภทเก็บเงินมาเยอะๆ มีเงินเยอะๆ แล้วมาอยู่เล่นๆ มีคนมาอยู่เชียงใหม่แล้วไม่ทำงานเยอะมาก ไม่ใช่เฉพาะคนไทยเท่านั้น ญี่ปุ่น ฝรั่งเกษียณ ฉันคิดว่าเป็นเมืองแบบนั้นมากกว่า เมืองที่มาอยู่แบบเฉยๆ แล้วใช้เงินไม่เยอะ ใช้เงินเก็บ มันไม่ใช่เมืองที่น่าลงทุน มันมีอะไรให้ขายสำหรับเชียงใหม่นอกจากธุรกิจท่องเที่ยว ใช่ไหม บริษัทใหญ่ๆ ก็ไม่มี ธนาคารที่จะเป็น head office ระดับภูมิภาคก็ไม่มี จะมีคนมาทำไฟแนนซ์ใหญ่ๆ ที่นี่มันก็ไม่ใช่อีก เชียงใหม่ไม่มี อย่างไรมันก็ต้องกลับไปศูนย์กลางที่กรุงเทพฯอยู่ดี ไม่มีหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ ที่เป็นศูนย์กลางด้วยตัวเอง แล้วให้กรุงเทพฯเป็นชายขอบของข่าวสาร มันไม่มี



- เชียงใหม่เปลี่ยนไปเยอะหรือเปล่า

สำหรับฉันเปลี่ยนไปเยอะ ฉันมองว่าเป็นเรื่องธรรมดานะ ฉันอยากให้เชียงใหม่เปลี่ยน ไม่อยากให้เป็นเหมือน 50 ปีที่แล้ว หรือ 100 ปีที่แล้ว ฉันอยากให้เชียงใหม่สะดวกสบาย เจริญ มีเทคโนโลยี มีทุกอย่าง แต่ที่ฉันไม่ชอบเชียงใหม่เพราะว่า คือมันไม่เอาอะไรสักอย่างหนึ่งเลย จะเป็นเมืองของอดีตก็ไม่ใช่ จะเป็นเมืองของปัจจุบันแล้วก้าวไปในอนาคตก็ไม่ยอมเป็น มันครึ่งๆ กลางๆ จะเดินไปข้างหน้าก็ห่วงอดีต เพราะสิ่งที่ขายอยู่ทุกวันนี้คือขายอดีตฉันอยากให้เชียงใหม่เป็นเมืองทันสมัย เป็นนิวยอร์ก เป็นโตเกียว เป็นอะไรก็ได้ ทันสมัยในแง่นี้คือ ถ้าคุณทันสมัยทั้งหมดเต็มร้อย คุณต้องคำนึงถึงคนที่อยู่ในเมืองมากกว่านี้ หมายความว่าคุณก็ต้องมี transportation (การขนส่ง) ที่มีประสิทธิภาพ มีทางเดิน มีสวนสาธารณะ มีอะไรที่เมืองใหญ่เขามี แต่เชียงใหม่ไม่มี เชียงใหม่มันเป็นชนบท แต่วัตถุมันพยายามที่จะทันสมัย มีการสร้างถนนก็ดี แต่คุณก็พยายามจะสร้างอดีตมาขาย คุณทำถนนคุณก็ต้องยอมรับว่านี่คือเมืองสมัยใหม่ แต่คุณก็ไม่ยอมรับว่าคุณอยากจะเป็นเมืองที่ทันสมัย ยังยึดติดกับการเป็นเมืองประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมล้านนาอันงดงามแล้วทีนี้ปรากฏว่าสิ่งที่ควรจะทำคุณก็ไม่ทำ เราจะมีรถไฟฟ้าไหม จะมีรถรางในเมือง จะมีรถใต้ดินหรือเปล่า มีรถเมล์ที่มีประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร ควรจะมีห้องสมุดเหมือนประเทศสิงคโปร์ คือเมืองทันสมัยมันต้องนึกถึงพลเมืองที่เป็นสาธารณะค่ะ แต่นี่ก็ยังอยู่กันแบบหมู่บ้าน หมู่บ้านใครหมู่บ้านมัน

- ทำให้คนมาอยู่เยอะขึ้น เกิดมลพิษ รถติด อาชญากรรม เชียงใหม่พร้อมรับ แล้วหรือ

ฉันคิดว่าถ้าคุณจะทันสมัย คุณต้องนึกถึงมิตินี้แล้ว ทันสมัยของฉันคือ priority (สิ่งที่จะต้องกระทำก่อน) ไม่ใช่ทันสมัยที่วัตถุ คือถ้าคุณจะคิดให้หลุดออกไปจากหมู่บ้าน ให้เป็นสังคมเมืองจริงๆ คุณต้องคิดเปลี่ยนในเรื่องเวลา เรื่องพื้นที่ แล้วเมื่อคุณมองพลเมือง คุณเห็นพลเมืองเป็น civil คุณไม่ได้มองเป็น subject เพราะฉะนั้นฉันคิดว่า ถ้าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทุก อบต. เทศบาลทุกเทศบาลเข้มแข็ง ทำอะไรของตัวเองได้ มีเสียงที่เข้มแข็ง แล้วเขาก็สามารถก้าวพ้น identity ของการเป็นเมืองประวัติศาสตร์ไปได้ ทำเมืองเชียงใหม่ให้เป็นเมืองที่อยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างสง่างาม โดยที่ไม่ต้องไปยึดติดกับอดีต มันก็ต้องรองรับเรื่องพวกนี้ เรื่องปัญหาอาชญากรรม มลพิษ เพราะ หนึ่งในคุณสมบัติในการเป็นเมืองทันสมัย คือคุณต้องให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม mentality (ความคิดอ่าน) ที่ขับรถไปไหนแล้วขว้างขยะออกมาข้างถนน มันเป็นความคิดอ่านของโลกก่อนสมัยใหม่นะ เพราะคุณใช้ใบตอง การจัดการขยะ ก็ต้องเป็นการจัดการแบบโลกสมัยใหม่ที่มีกลไกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีสภาหมู่บ้านมาจัดการ

- เชียงใหม่อีก 10 ปีต่อจากนี้

อยากให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า นี่จริงจังนะ ฉันกังวลกับมลพิษมากๆ ของเมือง แล้วก็ปัญหาการขนส่งสาธารณะ นี่เป็นเรื่องโลกแตกมากสำหรับเชียงใหม่ ฉันว่าเมืองเชียงใหม่มันเป็น scale อย่างที่ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียน เป็น scale ของมนุษย์ คล้ายๆ เกียวโต มีตรอกซอกซอยบ้านเรือนอยู่ชิดกันตามตรอกเล็กๆ มันเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการเดินและปั่นจักรยาน ไม่ใช่เมืองที่คุณจะมาทำถนนใหญ่ๆ แล้วเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ถ้าเชียงใหม่ไปถึงจุดที่ตระหนักว่าเป็นเมืองที่เป็น scale เหมือนมนุษย์ scale เล็ก และก็ควรรักษา scale นั้นไว้ แล้วทำระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ รณรงค์ให้คนเดินมากขึ้น ปั่นจักรยานมากขึ้น จะทำถนนใหญ่ก็ได้ แต่คุณก็ต้องมีเลนที่ให้ความสำคัญกับจักรยาน ไม่ใช่เลนจักรยานที่ให้ priority กับรถยนต์ แล้วปัญหาก็คือหมู่บ้านจัดสรรชานเมืองกี่หมื่นกี่พันโครงการ แล้วทุกบ้านมีรถยนต์อย่างน้อย 2 คัน เพื่อที่จะรับส่งลูกไปโรงเรียน แล้วตัวเองไปทำงานในเมือง นี่คือปัญหาที่ทำให้รถติด มันไม่ใช่แค่รถติด แต่มันเป็นการเผาผลาญพลังงานโดยไม่จำเป็น แล้วคนเชียงใหม่ก็พูดกันแต่ว่า ไม่มีรถอยู่ไม่ได้ แต่ไม่มีใครออกมาผลักดันว่าต้องช่วยกันทำอะไรสักอย่างหนึ่ง

- ความคิดที่ว่าเพราะรถติดจึงต้องขยายถนน ทำให้เกิดการคัดค้านขยายถนน

แต่การคัดค้านการขยายถนนของคนเหล่านั้นยังไม่พอ เพราะคัดค้านอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ส่วนตัว กลัวที่ดิน ตัวเองโดนเวนคืน เพราะฉะนั้นเขาต้องขยาย topic (หัวข้อ) ในการคัดค้านขยายถนนของเขาให้มันเป็นผลประโยชน์ส่วนรวม ถ้าฉันไม่เดือดร้อนก็ถ้าบ้านกูไม่โดนเวนคืน เขาก็ไม่มีแนวร่วม เขาต้องมายืนยันประเด็นว่าการขยายถนนไม่ใช่คำตอบ เขาพร้อมที่จะโดนเวนคืน เขาไม่ใช่ห่วงเรื่องที่ดิน แต่เขาห่วงปัญหามลพิษของเมือง ห่วงว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกที่เราไม่ควรใช้น้ำมันมากขนาดนี้อีกต่อไปแล้ว ประเทศเราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ คือมันต้องเป็นประเด็นอย่างนี้ ไม่ใช่ประเด็นว่ากูไม่อยากโดนเวนคืนที่ดิน

- เป็นเพราะความผิดพลาดจากหน่วยงานรัฐหรือชาวบ้านเห็นแก่ตัว

ฉันว่าทั้งหมด การพัฒนาเมืองของเราไม่ได้พัฒนาให้เห็นคน แล้วเราก็ไปเข้าใจผิดว่าความเจริญคือต้องมีถนนใหญ่ๆ เห็นว่าจักรยานหรือรถสามล้อเป็นความเชย ความล้าหลังที่จะต้องขจัดออกไป เพื่อเราจะได้ก้าวไปสู่สิ่งที่เราเรียกว่าความก้าวหน้า นั่นคือประมาณ พ.ศ.2500 ที่เราอยากจะพัฒนาประเทศให้ทันสมัยมาเดี๋ยวนี้คนที่มีการศึกษา ที่ภาษาตลาดเรียกว่า trendy จำนวนหนึ่ง ซึ่งมาสนใจปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วอยากปั่นจักรยาน คุณก็ไม่ปั่นจักรยานด้วยสำนึกแบบบ้านๆ เป็นสำนึกแค่อยากให้คนเดินทางด้วยความสะดวกปลอดภัย ประหยัดพลังงาน ก็ไปคิดกันถึงเรื่องจักรยานเก๋ๆ ไปปั่นในที่เก๋ๆ ไปถ่ายรูปเก๋ๆ คือมันไม่ใช่ มันก็ยังไม่ใช่ชีวิตประจำวัน คุณเอาจักรยานมัดไปบนรถโฟร์วีล ขับรถไปชนบทแห่งหนึ่ง ก็เอาจักรยานไปปั่น ปั่นเสร็จก็เอาจักรยานขึ้นรถยนต์ขับกลับบ้าน ฉันว่ามันไม่ make sense คือเราไม่สามารถเชื่อมความทันสมัยกับการเดินทางที่ไม่ใช้รถยนต์ได้ เรายังคิดว่ารถยนต์เป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย แล้วอย่างคนชั้นกลาง การมีรถขับเหมือนเป็นความสำเร็จ เมื่อไหร่ที่คุณได้ซื้อบ้านซื้อรถ คือคุณประสบความสำเร็จ มันหลายปัจจัยมาก

ฉันเคยเขียนมาหลายปีแล้วว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เราถีบตัวเองจากนั่งรถเมล์ไปทำงาน เป็นขับรถไปทำงานคือประสบความสำเร็จ นี่เป็นวิธีคิดแบบคนไทย ซึ่งมันไม่ใช่ เราควรจะเรียกร้องให้เรามีรถเมล์ดีๆ ไม่ใช่กดดันให้ตัวเองเก็บเงินซื้อรถ หรือผ่อนรถ เราควรจะได้เอาเงินนั้นไปกินอาหารดีๆ กินไวน์ดีๆ ไม่ใช่กำเงินตรงนั้นไปซื้อรถยนต์ขับ ต้องเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยว่า การทันสมัย การประสบความสำเร็จ ไม่ได้เท่ากับการมีรถขับ

เชียงใหม่จะน่าอยู่มาก ฉันต้องการ museum ดีๆ concert hall ดีๆ มีโรงหนัง ทุกวันนี้หนังบางเรื่องที่เข้ากรุงเทพฯ ก็ไม่เข้าเชียงใหม่ เพราะเขาคิดว่าไม่มีคนดู คือฉันก็ไม่ได้ต้องการฟ้อนเล็บหรืออะไร มีก็มี ไม่ได้ว่าอะไร มีก็ดี มีก็สนุก แต่มันก็ต้องมีอย่างอื่นด้วย มีโอเปร่า มีละครเวทีเรื่องชิคาโกมาแสดงที่กรุงเทพฯ คนเชียงใหม่ก็อยากดู แล้วทำไมเราไม่ได้ดู

ถ้าคุณบอกว่าคุณเป็นเมืองที่ทันสมัย มันต้องมีสิ่งเหล่านี้ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ แต่คุณต้องคิดว่าทำไมคุณไม่มีสิทธิดูละครเวทีชิคาโก ทำไมไม่ได้ฟังคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิกวงดังๆ จากทั่วโลก ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะเชิญมา

เชียงใหม่ไม่ใช่ไม่มีเงินนะ มีเงินแต่ก็เอาไปทำอะไรก็ไม่รู้ เอาไปทำกระถางต้นไม้พลาสติก เอาไปทำน้ำพุกลางสะพานอย่างนี้ ซึ่งฉันคิดว่ามันไร้สาระ อย่างน้อยๆ มีห้องสมุดดีๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องของคนชั้นกลาง ฉันคิดว่าชนชั้นมันไม่ตายตัว คือไม่ใช่ว่าอยู่แล้วจะไม่เคลื่อนไหว มันไม่ได้แปลว่าคนปลูกหอมอยู่หางดงแล้วมันจะต้องปลูกหอมไปตลอดชีวิต วันหนึ่งเขาอาจจะทำไร่หอมที่ดีขึ้น เพราะเขามีความรู้มากขึ้น ทำหอม ออร์แกนิก ถ้าเข้าถึงตลาด เพราะเขารู้ว่าชีวิตเขามีทางเลือกอะไรบ้าง




ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4097



Tuesday, 14 April 2009

สงกรานต์ 2552




Thai soldiers push back Red Shirt protesters who set fire to three buses used to block roads near the Democracy Monument in the Banglamphu district of Bangkok at 5:00 pm local time on Monday, 13 April 2009.




Story Highlights

  • • Thailand's recent woes date back to 2006 coup that ousted Thaksin
  • • They support former Prime Minister Thaksin Shinawatra
  • • Protesting since December to oust Prime Minister Abhisit Vejjajiva
  • • Red-shirted protesters with United Front for Democracy Against Dictatorship
  • • Protesters are loyal to ex-PM Thaksin Shinawatra, who was ousted in a 2006 coup
  • • Anti-government protesters have issued a Thursday deadline for PM to resign
  • • If ultimatum isn't accepted by 4 p.m., efforts to destabilize government will intensify
  • • Prime Minister Abhisit Vejjajiva said he cannot comply with the demands
  • • Protesters storm the country's interior ministry and attack PM's car
  • • Former PM Thaksin says he is willing to return to his country
  • • Leader asked them to suspend rallies until after Thai New Year celebrations
  • • PM declares state of emergency in Bangkok and surrounding area
  • • Two people die during a clash between the protesters and city residents
  • • Thousands of protesters outside government HQ in Bangkok disperse


The story

At least 113 people, including more than two dozen soldiers, have been injured as violence in the streets of Thailand's capital continues to intensify, emergency personnel said Tuesday.

Two people died Monday during a fight between anti-government protesters and Bangkok residents, Prime Minister Abhisit Vejjajiva said in a televised address.

Earlier, former Prime Minister Thaksin Shinawatra, whose supporters have engaged in escalating clashes with Thai police, reiterated Monday that he is willing to return to his country but would not say when.













ซีเอ็นเอ็นสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เมื่อเวลา 18.10 น. เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นออกอากาศไปทั่วโลก โดยเป็นการให้สัมภาษณ์จากสถานที่ไม่เปิดเผยว่า ระบุว่า คนไทยที่ออกมาประท้วงครั้งนี้ เพราะต้องการเห็นประชาธิปไตยแท้จริงเกิดขึ้นในประเทศ ที่ผ่านมา ประชาธิปไตยเป็นของคนกลุ่มน้อยจำนวนหนึ่ง ผู้ชุมนุมมามือเปล่า เพื่อต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยสันติ แต่ตนก็ไม่เข้าใจทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ใช้วิธีการปราบปราบที่รุนแรง โหดเหี้ยม

ผู้สื่อข่าวถามซีเอ็นเอ็นถามว่า มันยากจะเข้าใจว่า ประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทย ในความหมายของคุณคืออะไร เมื่อรัฐบาลก่อนๆ เคยถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด กรณีซื้อเสียง จะมีประชาธิปไตยจากเรื่องนี้ได้อย่างไร ขณะนี้ยังคงมีความสับสนว่าคนไทยต้องการอะไรกันแน่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบว่า ในไทย องค์กรอิสระหลายแห่งถูกแทรกแซงด้วยคนบางกลุ่ม สถาบันเหล่านั้นไม่ได้มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน พวกเขาสามารถปลดนักการเมือง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากประชาชน มีการเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานเกิดขึ้น คนไทยเห็นการปฏิบัติสองมาตรฐานเช่นนี้มาไม่น้อยกว่า 3 ปี การปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงครั้งนี้ เป็นตัวอย่างชัดเจนยิ่ง ในเรื่องสองมาตรฐาน นั่นคือเหตุผลทำไมประชาชนถึงพยายามจะออกมา

เมื่อถามว่า จะกลับประเทศไทยเมื่อไร พร้อมจะมาเผชิญกับการถูกจำคุกหรือไม่ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ผมพร้อมจะไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม แต่ขณะนี้ต้องการเห็นการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยด้วยสันติ อันที่จริง ผู้ชุมนุมมามือเปล่าอย่างสันติ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรมที่แท้จริง แต่พวกเขากลับถูกตอบโต้ด้วยวิธีไม่เป็นประชาธิปไตย รวมถึงใช้การปราบปรามที่รุนแรง หากพวกคุณดูสิ่งทีเกิดขึ้นที่พัทยา สิ่งที่เกิดขึ้นหน้ากระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 12 เมษายน และเหตุเกิดในเช้าวันนี้ สื่อมวลชนก็ถูกแทรกแซงโดยสมบูรณ์ พวกเขาไม่สามารถพูดเรื่องจริงได้ แม้แต่โฆษกของกองทัพ (พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด) ก็โกหกประชาชน ที่บอกว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริงและยิงปืนขึ้นฟ้า ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขายิงปืนในแนวราบ ทั้งที่จริงแล้วยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาตัวตามโรงพยาบาลจำนวนมาก เท่าที่ทราบอย่างน้อย 60 คน"

ผู้สื่อข่าวถามด้วยว่า ประชาธิปไตยที่คุณว่า ยังหมายถึงการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งคุณถูกกล่าหาเรื่องคอรัปชั่น คนไทยจะไว้ใจคุณได้อย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบทันทีว่า ไม่ ตนถูกโค่นล้มด้วยการปฏิวัติ รัฐประหาร พวกเขาตั้งคณะกรรมการ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนในทางการเมือง และกระบวนการที่เขาดำเนินการไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตนคิดว่า ระบบทั้งหมดไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไม ประชาชนจึงออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตยอยู่ภายใต้การควบคุมของคนบางกลุ่ม กองทัพ หรือประธานองคมนตรีที่เข้ามาแทรกแซงทุกอย่าง แม้แต่ในยุคที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม เขามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร หรือแม้แต่ในศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการแทรกแซงที่เกิดขึ้นจริง

เมื่อถามว่า วางแผนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนต้องการขอร้องให้ทุกฝ่ายให้หันหน้าเข้าหากันโดยสันติวิธี ไม่ใช่ใช้กำลังทหาร เพราะสงครามไม่สามารถยุติได้ด้วยสงคราม เช่นเดียวกับความรุนแรงก็ไม่อาจยุติได้ด้วยความรุนแรง นั่นคือหนทางที่เกิดขึ้น พวกเขาพยายามจะโกหกคนทั้งโลก และโกหกคนไทย แต่ในประเทศไทยมีคำกล่าวที่ว่า ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด พวกเขาพยายามปกปิดทุกอย่าง ทั้งที่กองทัพยิงใส่ประชาชน ยิงทะลุหัวใจของคน และศพถูกนำขึ้นรถทหารหลบออกไป พวกเขาพยายามปกปิดทุกอย่าง ตนต้องการให้ทุกคนหันกลับมาร่วมมือกันและใช้สันติวิธี







ซีเอ็นเอ็น สัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โผ่านซีเอ็นเอ็น ในช่วงเวลา 19.00 น.วันเดียวกันตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณที่กล่าวหาว่า เป็นรัฐบาลไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ว่า มันไม่ใช่เรื่องจริง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ กระบวนการในการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาก็เป็นหนทางเดียวกับที่รัฐบาลที่แล้วทั้ง 2 รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ และเขาก็ไม่เคยกล่าวหาว่ากระบวนการเหล่านั้นไม่เป็นไปตามประชาธิปไตยเลย ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตามหลักกฎหมาย และตามกระบวนการรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ผมขอย้ำว่าไม่มีใครปฏิเสธถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปทางการเมือง แต่เราไม่สามารถดำเนินการให้ลุล่วงได้ด้วยการใช้ความรุนแรงหรือการจลาจล หรือการไม่เคารพต่อหลักกฎหมาย และแน่นอนว่า เขาไม่ได้กล่าวหากระบวนการเหล่านั้นไม่เป็นประชาธิปไตย ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตามหลักกฎหมาย และตามกระบวนการรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ตนขอย้ำว่า ไม่มีใครปฏิเสธถึงความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปทางการเมือง แต่เราไม่สามารถดำเนินการให้ลุล่วงไปได้โดยการใช้ความรุนแรง หรือการไม่เคาพรกฎหมาย แน่นอนว่าคุณไม่สามารถทำได้ด้วยการข่มขู่ฝ่ายตรงกันข้าม

ผู้สื่อข่าวถามว่า แน่ใจว่าจะสามารถทำให้คนไทยหันมาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการสนับสนุนอย่างมากในไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนในต่างจังหวัด แน่ใจหรือไม่ว่ามีความสามารถจะดำเนินการนั้นได้ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมา เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากตนเข้ารับตำแหน่ง และได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อม โดยได้รับเลือกเข้ามา 21 ที่นั่งจาก 27 ที่นั่ง ทั้งหมดเป็นชัยชนะที่ประชาธิปัตย์ไม่เคยชนะ

เมื่อถามว่า นั่นเป็นเพราะเหตุผล ผลการเลือกตั้งสูสี จึงต้องพรรคร่วมรัฐบาลที่หันมาจับมือกับประชาธิปัตย์ จากที่เคยร่วมกับพรรคพลังประชาชน ในส่วนของคุณมีอิทธิพลเพียงพอ จะจูงใจคนในรัฐบาลอย่างไร นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ในการเลือกตั้งก่อนหน้านั้น การนับคะแนนนิยมในการเลือกพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ไเพียงแค่แสนกว่าคะแนน และเรามาไกลที่จะยืนยันได้ว่า เราเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลที่เคารพสิทธิมนุษยชน ไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม มีความรับผิดชอบไม่แทรกแซงสื่อมวลชน

ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นถามว่า จะสื่อสารให้คนไทยเข้าใจได้อย่างไร เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณรับฟังเสียงชาวบ้าน จนทำให้คนในชนบทรู้สึกว่า ถูกรัฐบาลปัจจุบันทอดทิ้ง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง เราวางนโยบายซึ่งให้ความสำคัญกับคนยากจนในชนบทและผู้ที่ไร้โอกาสในสังคม หนึ่งในงบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดของรัฐบาลคือการอุดหนุนและพยุงราคาสินค้าเกษตร กำหนดนโยบายเรียนฟรี 15 ปีและจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นโยบายเหล่านี้ล้วนแต่มุ่งให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและคนยากจนในสังคม แต่เราจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายเหล่านี้ได้ทั้งหมด และทำให้ประชาชนเห็นว่าไม่ได้มีเพียงรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งที่จะทำสิ่งนี้ให้พวกเขา แต่รัฐบาลจากการเลือกตั้งทุกรัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ของประชาชน นอกจากนี้ นโยบายใดๆที่เกิดขึ้นในช่วงของอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เราก็ยังคงทำอยู่ต่อไป

เมื่อถามอีกว่า คิดคว่าความวุ่นวายเช่นนี้จะดำเนินไปถึงเมื่อไร และคุณจะได้ด้รับความสนับสนุนจากกองทัพอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า "สิ่งที่ผมจะทำคือการนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่ประเทศโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราคิดว่า ภายในเย็นวันนี้เราจะสามารถควบคุมสถานการณ์ส่วนใหญ่ไว้ได้ เพื่อจะได้เน้นความสำคัญไปที่การชุมนุมประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลที่ยังดำเนินอยู่ และเราพยายามจะขอให้พวกเขาสลายการชุมนุมไป ขอให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับความยุติธรรม"












บีบีซีสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์บีบีซี ประเทศอังกฤษ หลังจากซีเอ็นเอ็นพูดคุย ซักถามไปก่อนหน้าแล้ว

โดยผู้สื่อข่าวบีบีซีถามว่า เป็นผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังให้เกิดเหตุวุ่นวายในประเทศไทย จากการวีดิโอลิ้งก์เรียกร้องให้ฝูงชนเข้าควบคุมสถานที่ต่างๆ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใช่ เขาเพียงต้องออกมาสนับสนุนการกระทำของผู้ชุมนุม แต่ไม่เคยยุยงให้เกิดความรุนแรง แค่อยากให้กลุ่มเสื้อแดงต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง จากการที่ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารมาถึง 17 ครั้ง โดย 10 ครั้งสามารถทำได้สำเร็จ แต่ก็ต้องหลั่งเลือดเสียเนื้อมากมาย ขณะที่มีการเลือกตั้งเพียง 22 ครั้ง ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา อาจสรุปได้ว่าช่วงที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศ มีคนจนที่รู้สึกว่า ได้รับประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จากที่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือมาเลย

เมื่อถามว่า นายอภิสิทธิ์ได้รับเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลมาอย่างถูกต้อง การประท้วงของผู้ชุมนุมเท่ากับบีบบังคับให้นายกรัฐมนตรีลงจากตำแหน่งด้วยวิธีเรียกร้องผ่านท้องถนน ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตย อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบคำว่า ไม่ ไม่ ไม่ กลุ่มผู้ชุมนุมเพียงประท้วง หากมองเส้นทางขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ พวกเขาตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ได้รับการสนับสนุนจากประธานองคมนตรี และผู้บัญชาการทหารบก และพยายามยุบพรรคการเมือง ถ้าบีบีซีมองวิธีการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญไทย การที่ศาลเปิดให้ปากคำในตอนเช้า แล้วตัดสินในช่วงบ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก เพราะเขามีแผนจะยุบพรรคการเมืองที่มาจากประชาชน เป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่มาจากผู้คนจำนวนมากเลือกเข้าม ต่อมายังขโมย ส.ส.ยุยุงให้ไปเข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมกลุ่มเสื้อแดงถึงไม่พอใจ

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เช่นนั้นคุณต้องการกลับมาเป็นผู้นำของไทยอีกครั้ง นี่คือเป้าหมายเบื้องหลังในการเกิดเหตุการณ์ทั้งหมดใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า ไม่ ไม่ ไม่ใช่เบื้องหลัง แต่คุณรู้หรือไม่ ถ้าตนจะกลับก็เพื่อประโยชน์ของชาติ ขณะนี้ตนอยู่นอกประเทศก็มีความสุขมาก โดยไม่ได้สนใจว่าจะได้กลับเมืองไทยหรือไม่ แค่กังวลถึงคนยากจนในประเทศ ห่วงคนชนชั้นกลางว่าต้องการโอกาส ที่จะได้รับประชาธิปไตยแท้จริง ในขณะที่องค์กรอิสระก็ไม่ได้มีอิสระแท้จริง เนื่องจากเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นโดยกลุ่มบุคคลทำรัฐประหาร

เมื่อถามว่า แล้วสาเหตุที่คุณถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดในคดีคอรัปชั่น คิดว่าจะกลับประเทศเพื่อพิสูจน์ตนเองในเรื่องนี้หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ อึ้งไปอีกก่อนกล่าวว่า แน่นอน ตนสามารถเคลียร์คดีที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่ได้กระทำผิด หากคุณย้อนกลับไปดูอดีต จะเห็นคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง (คตส.)ขึ้นมาทำคดี ล้วนแต่เป็นบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตนทั้งนั้น









Eventhough, in Thailand had encountered the violent situation and now everything seem to be back to normal situation.We still has the cute pictures to share about the soldiers have a water fight with Thai people.

Thank you so much for being strong to our nation and Thai people.



----------------------------------------------
From The Times



Richard Lloyd Parry: Analysis
April 14, 2009


Abhisit Vejjajiva won the media battle but the hardest job is yet to come

On Saturday he was made to look like a clown in front of Asia’s most powerful leaders. By Sunday it was hard to believe that he would be around for more than a few days. Yet despite this, yesterday the Thai Government of Abhisit Vejjajiva appeared to be slowing his country’s slither into anarchy.

Whether this is a temporary lull before more violence will become clear in the next few days. It is a sign of how far Thailand has fallen that news which in normal times would be disastrous, starts to sound quite positive. If early reports are correct and only two people died in Bangkok yesterday, reportedly in fights between locals and protesters, then Thais have got off lightly. When nervous soldiers with automatic weapons meet furious protesters with petrol bombs, tragedies can unfold in seconds. But the Thai troops seem to have followed orders to employ restraint, and disperse crowds rather than attack them — and to fire their live bullets well up into the air. Mr Abhisit won the media battle yesterday — in their respective television interviews with the BBC and CNN, he seemed reasonable, patient and articulate while Thaksin Shinawatra, his exiled antagonist, was shrill and unconvincing.

The hardest job is still to come. About 4,000 protesters have fallen back to the streets in front of Government House. There are women and elderly people there, and children. To clear such a crowd without bloodshed would be difficult anyway — and the suspicion lingers that some of the Red Shirts are courting a violent response. A few unambiguous martyrs, genuinely innocent victims, would galvanise the movement at a moment when it may be in danger of losing momentum. This is what Mr Abhisit must avoid at all costs.


Times Online
http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article6087899.ece





ทักษิณหลุด วินาทีที่ 40 ต่อคิวรับ 500 บาท
ลูกน้องข้างๆทัก เลยเปลี่ยนเรื่องพูด
(โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ)