Tuesday, 26 May 2009
Wednesday, 13 May 2009
งานพระราชทานเพลิงศพอาจารย์บุญโถม เทียนศิริ
งานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์บุญโถม เทียนศิริ
วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2552
ณ.เมรุวัดพระศรีมหาธาตุราชวรมหาวิหาร


วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2552
ณ.เมรุวัดพระศรีมหาธาตุราชวรมหาวิหาร


Labels: บุญโถม
Thursday, 7 May 2009
วัดสุทัศน์ - สรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
สวนฯ 84 ทัวร์วัด ครั้งที่ 3
วัดสุทัศน์
สรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จริงหรือไม่ เชื่อหรือไม่ ต้องพิสูจน์
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคมนี้

พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ในโลกมีอยู่เพียง 6 แห่ง ได้แก่ วัดพระพุทธบาทสระบุรี,วัดพระปฐมเจดีย์นครปฐม,วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์,วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม-เราไปดูแล้ว,วัดอรุณราชวราราม-เราก็เห็นมาแล้ว,วัดสุทัศน์เทพวราราม-เราจะไปดูให้รู้แน่
นพชัย แดงดีเลิศ ผู้นำทัวร์

พุทธศักราช 1904
ตอนนั้นท้าวอู่ทองเพิ่งตั้งกรุงศรีอยุธยาสดๆ ร้อนๆ ไกลขึ้นไปทางทิศเหนือ อาณาจักรสุโขทัยกำลังรุ่งโรจน์สุดขีด ในสมัยพญาลิไท ...
คุณปู่ทวดท่านนั้น ผู้เป็นยอดนักปั้นมือหนึ่งของยุคสมัย รีบปาดดินเหนียว ก่อนลืมดวงหน้าของดรุณีสูงศักดิ์ ที่สว่างไสวอยู่บนเสลี่ยงในกระบวนเสด็จ ผ่านหน้าโรงหล่อ
บังเกิดเป็นพระพักตร์สวยสง่าล้ำลึกของพระพุทธรูปปางมารวิช้ยองค์มหึมา ใหญ่ที่สุดในบรรดาพระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์ทั้งปวง สถิตเป็นพระประธานในวิหารหลวง แห่งวัดมหาธาตุกลางกรุงสุโขทัย นับแต่นั้น
อนิจจา เพียงศตวรรษเดียว อาณาจักรก็ล่มสลาย สุโขทัยกลายเป็นเมืองร้าง วัดมหาธาตุรกเรื้อ กระเบื้องหลังคาวิหารหลวงหลุดร่วง ผนังแบะล้มครืน เสาศิลาผุๆ ชี้ขึ้นฟ้าอย่างลมๆ แล้งๆ พระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์ใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยปรากฏในประเทศไทย ประทับนั่งกลางแดดกลางฝนกลางป่าอยู่ 300 ปี แต่รอยยิ้มบนวงพระพักตร์ไม่เคยหม่นหมอง
ลุพุทธศักราช 2351
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รับสั่งให้พระพิเรนทรเทพขึ้นไปรับพระใหญ่จากเมืองสุโขทัยร้าง ชะลอเลื่อนล่องแพลงมา ขึ้นที่ท่าน้ำวังหลวง แต่องค์พระใหญ่กว่าประตูเมือง จึงโปรดให้รื้อประตูลง สมโภช 7 วัน แล้วยกใส่เลื่อนลากไปตามถนน ทุกแห่งที่ผ่านตั้งเครื่องนมัสการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขณะนั้นทรงประชวร แต่มีพระราชศรัทธาเสด็จพระราชดำเนินตามขบวนแห่จากท่าช้างถึงที่ตั้งวิหารหลวงกลางกรุง โดยมิได้สวมฉลองพระบาท ...
พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์
วิหารที่สูงที่สุดในประเทศไทย

เมื่อแรกสร้างนั้น รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้ขุดราก ก่อพื้นพระวิหารหลวง สูงจากแผ่นดินเป็นอันมาก ให้เหนือวิหารทั้งปวงในแผ่นดิน แล้วก่อฐานชุกชีให้สูงขึ้นไปอีก เหนือกว่าฐานชุกชีทั้งหลาย จากนั้นก็อัญเชิญพระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่มหึมาขึ้นประทับบนฐานชุกชี แต่ยังมิได้ก่อสร้างต่อก็สิ้นรัชกาล
รัชกาลที่ 2 โปรดให้กระทำพระวิหารหลวงต่อมา ปรุงเครื่องบน จำหลักไม้บนทวารพระวิหาร พระองค์เองลงมือเป็นปฐม โดยประเดิมสิ่วแกะเป็นพิธี แล้วให้ช่างเอกแกะต่อไป เมื่อสร้างพระวิหารหลวงเสร็จ รัชกาลที่ 2 ก็เสด็จสวรรคต
รัชกาลที่ 3 โปรดให้กระทำส่วนอื่นต่อมา คือพระอุโบสถ หอระฆัง หอไตร ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ จนครบ สิริรวมทั้งวัดสุทัศน์ต้องใช้เวลาสร้างถึง 3 แผ่นดิน
อันพระวิหารหลวงวัดสุทัศน์นี้ โอ่อ่าอลังการเป็นที่สุด จากพื้นแผ่นดิน เราต้องขึ้นบันไดไป 2 เมตร จึงจะถึงฐานชั้นที่หนึ่ง อีก 2 เมตร ถึงฐานชั้นที่สอง แล้วอีก 2 เมตรจึงจะถึงฐานพระวิหาร คำว่าวิหารที่สูงที่สุดในประเทศไทย เป็นอย่างนี้นี่เอง
ดูหลังคาเสียก่อน มีหลังคาประธานสองชั้น 1 ตับแล้ว ยังมีหลังคาปีกนกลาดลงมาอีก 3 ตับ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีหลังคามุขสองชั้น หน้าหลัง อีก 1 ตับ ไม่เหมือนใคร ไม่มีใครเหมือน ทำให้อาคารเดียวมีหน้าบัน 4 อัน หน้าบันจั่วหลังคาประธาน ด้านหน้าและด้านหลัง เป็นรูปพระอินทร์ประทับอยู่ในเวชยันตรวิมาน เหนือกระพองช้างเอราวัณ ส่วนหน้าบันมุขหน้า และหน้าบันมุขหลัง เป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ
ลองนับเสาดูก็ได้ มีเสารับมุขเป็นเสาสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ด้านละ 12 ต้น สองด้านรวม 24 ต้น และเสานางเรียงด้านข้างด้านละ 6 ต้น สองข้าง 12 ต้น รวมเสาทั้งหมด 36 ต้น ถ้านับประตูหน้าต่างล่ะ ประตูด้านหน้า 3 ช่อง ด้านหลัง 3 ช่อง รวม 6 ช่อง หน้าต่างสองข้าง ข้างละ 5 ช่อง รวม 10 ช่อง
ไปดูบานประตูกันหน่อย ประตูแต่ละบานเป็นไม้แผ่นเดียว เนื้อไม้งดงามตลอดทั้งแผ่น กว้าง 1.30 เมตร สูง 5.64 เมตร หนา 16 เซนติเมตร จำหลักลายพฤกษา กิ่งก้านเกาะเกี่ยวซ้อนกัน ลึกลงไปได้ถึง 5 ชั้น อย่างน่าอัศจรรย์ มีทั้งสิ้น 6 ประตู 12 บาน โดยเฉพาะประตูกลาง ด้านหน้านั้น เป็นงานฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 2 ถูกไฟไหม้บางส่วน ต้องถอดไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ฐานประทักษิณล้อมพระวิหาร 3 ชั้น ชั้นบนสุดมีวิหารทิศ ทั้ง 4 มุม ฐานประทักษิณชั้นต่อมา มีเจดีย์ศิลาของจีนรายรอบ 4 ด้าน จำนวน 28 ถะ ฐานประทักษิณชั้นล่างกว้างไปจนถึงระเบียงคด …
พระอุโบสถวัดสุทัศน์
เสานางเรียง 68 ต้น
โบสถ์ยาวที่สุดในประเทศไทย
ช่วงเวลา 9 ปี ระหว่าง พ.ศ.2377 ถึง พ.ศ.2386 ในสมัยรัชกาลที่ 3 สถิติใหม่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่มีใครลบลงได้

หลังคา 4 ชั้น ประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ มุงกระเบื้องเคลือบสีเขียว คั่นกรอบสีเหลือง หน้าบันมุขหน้าเป็นไม้แกะสลักลาย ประดับกระจกสี รูปพระอาทิตย์ประทับในบุษบก บนราชรถเทียมราชสีห์ หน้าบันมุขหลังเป็นรูปพระจันทร์ประทับนั่งบนบุษบก บนราชรถเทียมม้า ครอบอาคารก่ออิฐถือปูนแบบสถาปัตยกรรมไทย ด้วยขนาดความยาว 72.25 เมตร ที่ทำให้พระอุโบสถวัดสุทัศน์แห่งนี้ เป็นโบสถ์ยาวที่สุดในประเทศไทย

ประตูหน้าหลังด้านละ 2 ประตู รวม 4 ประตู หน้าต่างข้างละ 13 ช่อง รวม 26 ช่อง ซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นปูนปั้นปิดทองประดับกระจกสี เหนือกรอบประตูหน้าต่างเป็นซุ้มบันแถลง 2 ชั้น บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ ผนังด้านนอกติดกระเบื้องเคลือบลายดอกไม้ร่วง
พระประธาน คือพระตรีโลกเชษฐ์ หน้าตัก 10 ศอก 8 นิ้ว ประทับบนฐานสูง เบื้องหน้าพระอสีติมหาสาวก 80 องค์ ...
จิตรกรรมฝาผนังสวยที่สุด
ในหนังสือการ์ตูนใหญ่เท่าภูเขา 2 เล่ม
งานจิตรกรรมไทยประเพณี พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ทั้งฝีมือและเทคนิค ในสมัยรัชกาลที่ 3 หลังจากนั้นก็กลายเป็นฝรั่ง
เมื่อเราก้าวเข้าสู่พระวิหารหลวงที่สูงที่สุด และพระอุโบสถที่ยาวที่สุด ก็เหมือนเราเข้าไปอยู่ในหนังสือการ์ตูนฉบับยักษ์ 2เล่ม และเหมือนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนิยายภาพอันใหญ่โตมโหฬาร 2 เรื่องนั้น เนื่องจากทุกอณูรอบตัวเราระยิบระยับไปด้วยความเคลื่อนไหวของตัวละคร ที่โลดแล่นตามเนื้อเรื่องอันวิจิตรพิสดารไม่รู้จบ นี่ไง จิตรกรรมฝาผนังโบราณสวยที่สุดของประเทศ
ผนังพระวิหารหลวงเขียนเป็นเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า 27 พระองค์ ส่วนบนเสานั้นเขียนเป็นโลกสัณฐานตามแนวไตรภูมิเฉพาะกามภูมิ ภาพชาดก และภาพธรรมนิทาน เขียนปะปนกันอยู่บนเสา 8 ต้น รวมทั้งหมด 32 ด้าน ลำดับภาพตามผังไตรภูมิ โดยช่วงบนของเสาทุกต้นเขียนเป็นยอดเขา ช่วงกลางของเสาทุกต้นเขียนเรื่องราวที่เกิดในโลกมนุษย์ และช่วงล่างของเสาทุกต้นเขียนเรื่องราวที่เกิดในป่าหิมพานต์

เราต้องกลอกตามองไปรอบๆ และมองสูงขึ้นไปจนกระทั่งภาพทั้งหมดหายไปในความมืดอันลี้ลับ ภาพเขียนนางกินนรีวัยกำดัด กำลังโดนกินนรเกี้ยว บนเสาด้านซ้ายต้นที่สองนั้น ดูเหมือนวาดขึ้นด้วยหัวใจมากกว่าวาดโดยพู่กัน
สำหรับภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถนั้น ก็ยิ่งใหญ่ปานกัน ผนังช่วงบนเหนือขอบประตูหน้าต่างขึ้นไปจรดฝ้าเพดาน เป็นภาพเรื่องปฐมสมโพธิ คือประวัติของพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์ที่ 28
ช่องผนังระหว่างประตูหน้าต่างเป็นภาพเรื่องพระปัจเจกพุทธเจ้า บานแผละประตู 4 ช่อง เป็นภาพรามเกียรติ์ และบานแผละหน้าต่าง 26ช่อง เป็นภาพในเรื่องวรรณคดี บานประตูเขียนเรื่องสุทัสสนนคร บานหน้าต่างเขียนลายรดน้ำเรื่องวัดสุทัศน์และกรุงเทพมหานคร หลังบานประตูและหน้าต่างเขียนเรื่องในศาสนาฮินดู 26 ภาพ บนเพดานเขียนลายประจำยามก้านแย่ง ขื่อเขียนลายดวงดารา หัวขื่อเขียนลายกรวยเชิง เพดานวงกบประตูหน้าต่างเขียนลายเครือเถากับดอกพุดตาน กรอบประดับเหนือประตูหน้าต่างเขียนเรื่องรามเกียรติ์ 90 ภาพ แผงลับแล 2 แผงเขียนเรื่องพระสุธนชาดก
ทุกเส้นพู่กัน ทุกอณูสี ทุกกิริยาอาการ บนพื้นที่มหึมาในพระอุโบสถและพระวิหารหลวง คือฝีมือครูช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ขึ้นชื่อว่าเจ๋งสุดสุด ...
เรายังไม่ได้พูดถึงความยิ่งใหญ่อลังการส่วนอื่นเลย ทั้งกำแพงวัด ศาลาลอย เก๋งจีน ม้าสัมฤทธิ์ กำแพงแก้ว ซุ้มใบเสมา เกยโปรยทาน ศาลาราย กุฏิสงฆ์ ตำหนักสมเด็จ หอไตร หอระฆัง ศาลาการเปรียญ สัตตมหาสถาน หรือศาลาดิน
เราต้องไปสัมผัสเอง หาข้อสรุปเองว่าจริงหรือเปล่า วัดสุทัศน์นี่หรือ คือมหาวิทยาลัยแห่งศิลปะโบราณของไทย เป็นแหล่งศึกษางานช่างสิบหมู่ทุกแขนง เฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ
วัดสุทัศน์
สรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
จริงหรือไม่ เชื่อหรือไม่ ต้องพิสูจน์
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคมนี้

พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ในโลกมีอยู่เพียง 6 แห่ง ได้แก่ วัดพระพุทธบาทสระบุรี,วัดพระปฐมเจดีย์นครปฐม,วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์,วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม-เราไปดูแล้ว,วัดอรุณราชวราราม-เราก็เห็นมาแล้ว,วัดสุทัศน์เทพวราราม-เราจะไปดูให้รู้แน่
ผู้สนใจ แสดงความจำนงที่
โทร : (02)726-9960 (คุณเพชรลดา)
แฟกซ์ : (02)726-9961
แจ้งชื่อ และจำนวนผู้ร่วมเที่ยววัดก่อน วันที่ 21พค.
วันนัดพบ วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม เวลา 9.30 น.
บริเวณพระบรมรูป ร.8 ลานประทักษิณ ชั้นล่างมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระวิหารหลวง
ที่จอดรถได้สำรองที่จอดไว้ที่ ลานจอดรถชั้นใต้ดิน
บริเวณศาลาว่าการ กทม ให้ทำป้าย "สวนฯ84"
ไว้แสดงกับเจ้าหน้าที่ ร.ป.ภ. ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้
ป้าย "สวนฯ84" ให้มีขนาดครึ่งหน้า A4 แล้ววางไว้ที่หน้ารถ
สำหรับช่วยพิมพ์ :พิมพ์บัตรจอดรถ
นพชัย แดงดีเลิศ ผู้นำทัวร์
พระศรีศากยมุนี
พระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
วงพักตร์สวยที่สุดในโลก

พุทธศักราช 1904
ตอนนั้นท้าวอู่ทองเพิ่งตั้งกรุงศรีอยุธยาสดๆ ร้อนๆ ไกลขึ้นไปทางทิศเหนือ อาณาจักรสุโขทัยกำลังรุ่งโรจน์สุดขีด ในสมัยพญาลิไท ...
คุณปู่ทวดท่านนั้น ผู้เป็นยอดนักปั้นมือหนึ่งของยุคสมัย รีบปาดดินเหนียว ก่อนลืมดวงหน้าของดรุณีสูงศักดิ์ ที่สว่างไสวอยู่บนเสลี่ยงในกระบวนเสด็จ ผ่านหน้าโรงหล่อ
บังเกิดเป็นพระพักตร์สวยสง่าล้ำลึกของพระพุทธรูปปางมารวิช้ยองค์มหึมา ใหญ่ที่สุดในบรรดาพระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์ทั้งปวง สถิตเป็นพระประธานในวิหารหลวง แห่งวัดมหาธาตุกลางกรุงสุโขทัย นับแต่นั้น
อนิจจา เพียงศตวรรษเดียว อาณาจักรก็ล่มสลาย สุโขทัยกลายเป็นเมืองร้าง วัดมหาธาตุรกเรื้อ กระเบื้องหลังคาวิหารหลวงหลุดร่วง ผนังแบะล้มครืน เสาศิลาผุๆ ชี้ขึ้นฟ้าอย่างลมๆ แล้งๆ พระพุทธรูปหล่อสัมฤทธิ์ใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยปรากฏในประเทศไทย ประทับนั่งกลางแดดกลางฝนกลางป่าอยู่ 300 ปี แต่รอยยิ้มบนวงพระพักตร์ไม่เคยหม่นหมอง
ลุพุทธศักราช 2351
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รับสั่งให้พระพิเรนทรเทพขึ้นไปรับพระใหญ่จากเมืองสุโขทัยร้าง ชะลอเลื่อนล่องแพลงมา ขึ้นที่ท่าน้ำวังหลวง แต่องค์พระใหญ่กว่าประตูเมือง จึงโปรดให้รื้อประตูลง สมโภช 7 วัน แล้วยกใส่เลื่อนลากไปตามถนน ทุกแห่งที่ผ่านตั้งเครื่องนมัสการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขณะนั้นทรงประชวร แต่มีพระราชศรัทธาเสด็จพระราชดำเนินตามขบวนแห่จากท่าช้างถึงที่ตั้งวิหารหลวงกลางกรุง โดยมิได้สวมฉลองพระบาท ...
พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์
วิหารที่สูงที่สุดในประเทศไทย

เมื่อแรกสร้างนั้น รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้ขุดราก ก่อพื้นพระวิหารหลวง สูงจากแผ่นดินเป็นอันมาก ให้เหนือวิหารทั้งปวงในแผ่นดิน แล้วก่อฐานชุกชีให้สูงขึ้นไปอีก เหนือกว่าฐานชุกชีทั้งหลาย จากนั้นก็อัญเชิญพระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่มหึมาขึ้นประทับบนฐานชุกชี แต่ยังมิได้ก่อสร้างต่อก็สิ้นรัชกาล
รัชกาลที่ 2 โปรดให้กระทำพระวิหารหลวงต่อมา ปรุงเครื่องบน จำหลักไม้บนทวารพระวิหาร พระองค์เองลงมือเป็นปฐม โดยประเดิมสิ่วแกะเป็นพิธี แล้วให้ช่างเอกแกะต่อไป เมื่อสร้างพระวิหารหลวงเสร็จ รัชกาลที่ 2 ก็เสด็จสวรรคต
รัชกาลที่ 3 โปรดให้กระทำส่วนอื่นต่อมา คือพระอุโบสถ หอระฆัง หอไตร ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ จนครบ สิริรวมทั้งวัดสุทัศน์ต้องใช้เวลาสร้างถึง 3 แผ่นดิน
อันพระวิหารหลวงวัดสุทัศน์นี้ โอ่อ่าอลังการเป็นที่สุด จากพื้นแผ่นดิน เราต้องขึ้นบันไดไป 2 เมตร จึงจะถึงฐานชั้นที่หนึ่ง อีก 2 เมตร ถึงฐานชั้นที่สอง แล้วอีก 2 เมตรจึงจะถึงฐานพระวิหาร คำว่าวิหารที่สูงที่สุดในประเทศไทย เป็นอย่างนี้นี่เอง
ดูหลังคาเสียก่อน มีหลังคาประธานสองชั้น 1 ตับแล้ว ยังมีหลังคาปีกนกลาดลงมาอีก 3 ตับ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีหลังคามุขสองชั้น หน้าหลัง อีก 1 ตับ ไม่เหมือนใคร ไม่มีใครเหมือน ทำให้อาคารเดียวมีหน้าบัน 4 อัน หน้าบันจั่วหลังคาประธาน ด้านหน้าและด้านหลัง เป็นรูปพระอินทร์ประทับอยู่ในเวชยันตรวิมาน เหนือกระพองช้างเอราวัณ ส่วนหน้าบันมุขหน้า และหน้าบันมุขหลัง เป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ
ลองนับเสาดูก็ได้ มีเสารับมุขเป็นเสาสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ด้านละ 12 ต้น สองด้านรวม 24 ต้น และเสานางเรียงด้านข้างด้านละ 6 ต้น สองข้าง 12 ต้น รวมเสาทั้งหมด 36 ต้น ถ้านับประตูหน้าต่างล่ะ ประตูด้านหน้า 3 ช่อง ด้านหลัง 3 ช่อง รวม 6 ช่อง หน้าต่างสองข้าง ข้างละ 5 ช่อง รวม 10 ช่อง
ไปดูบานประตูกันหน่อย ประตูแต่ละบานเป็นไม้แผ่นเดียว เนื้อไม้งดงามตลอดทั้งแผ่น กว้าง 1.30 เมตร สูง 5.64 เมตร หนา 16 เซนติเมตร จำหลักลายพฤกษา กิ่งก้านเกาะเกี่ยวซ้อนกัน ลึกลงไปได้ถึง 5 ชั้น อย่างน่าอัศจรรย์ มีทั้งสิ้น 6 ประตู 12 บาน โดยเฉพาะประตูกลาง ด้านหน้านั้น เป็นงานฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 2 ถูกไฟไหม้บางส่วน ต้องถอดไปเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ฐานประทักษิณล้อมพระวิหาร 3 ชั้น ชั้นบนสุดมีวิหารทิศ ทั้ง 4 มุม ฐานประทักษิณชั้นต่อมา มีเจดีย์ศิลาของจีนรายรอบ 4 ด้าน จำนวน 28 ถะ ฐานประทักษิณชั้นล่างกว้างไปจนถึงระเบียงคด …
พระอุโบสถวัดสุทัศน์
เสานางเรียง 68 ต้น
โบสถ์ยาวที่สุดในประเทศไทย
ช่วงเวลา 9 ปี ระหว่าง พ.ศ.2377 ถึง พ.ศ.2386 ในสมัยรัชกาลที่ 3 สถิติใหม่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่มีใครลบลงได้

หลังคา 4 ชั้น ประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ มุงกระเบื้องเคลือบสีเขียว คั่นกรอบสีเหลือง หน้าบันมุขหน้าเป็นไม้แกะสลักลาย ประดับกระจกสี รูปพระอาทิตย์ประทับในบุษบก บนราชรถเทียมราชสีห์ หน้าบันมุขหลังเป็นรูปพระจันทร์ประทับนั่งบนบุษบก บนราชรถเทียมม้า ครอบอาคารก่ออิฐถือปูนแบบสถาปัตยกรรมไทย ด้วยขนาดความยาว 72.25 เมตร ที่ทำให้พระอุโบสถวัดสุทัศน์แห่งนี้ เป็นโบสถ์ยาวที่สุดในประเทศไทย

ประตูหน้าหลังด้านละ 2 ประตู รวม 4 ประตู หน้าต่างข้างละ 13 ช่อง รวม 26 ช่อง ซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นปูนปั้นปิดทองประดับกระจกสี เหนือกรอบประตูหน้าต่างเป็นซุ้มบันแถลง 2 ชั้น บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ ผนังด้านนอกติดกระเบื้องเคลือบลายดอกไม้ร่วง
พระประธาน คือพระตรีโลกเชษฐ์ หน้าตัก 10 ศอก 8 นิ้ว ประทับบนฐานสูง เบื้องหน้าพระอสีติมหาสาวก 80 องค์ ...
จิตรกรรมฝาผนังสวยที่สุด
ในหนังสือการ์ตูนใหญ่เท่าภูเขา 2 เล่ม
งานจิตรกรรมไทยประเพณี พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ทั้งฝีมือและเทคนิค ในสมัยรัชกาลที่ 3 หลังจากนั้นก็กลายเป็นฝรั่ง
เมื่อเราก้าวเข้าสู่พระวิหารหลวงที่สูงที่สุด และพระอุโบสถที่ยาวที่สุด ก็เหมือนเราเข้าไปอยู่ในหนังสือการ์ตูนฉบับยักษ์ 2เล่ม และเหมือนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนิยายภาพอันใหญ่โตมโหฬาร 2 เรื่องนั้น เนื่องจากทุกอณูรอบตัวเราระยิบระยับไปด้วยความเคลื่อนไหวของตัวละคร ที่โลดแล่นตามเนื้อเรื่องอันวิจิตรพิสดารไม่รู้จบ นี่ไง จิตรกรรมฝาผนังโบราณสวยที่สุดของประเทศ
ผนังพระวิหารหลวงเขียนเป็นเรื่องอดีตพระพุทธเจ้า 27 พระองค์ ส่วนบนเสานั้นเขียนเป็นโลกสัณฐานตามแนวไตรภูมิเฉพาะกามภูมิ ภาพชาดก และภาพธรรมนิทาน เขียนปะปนกันอยู่บนเสา 8 ต้น รวมทั้งหมด 32 ด้าน ลำดับภาพตามผังไตรภูมิ โดยช่วงบนของเสาทุกต้นเขียนเป็นยอดเขา ช่วงกลางของเสาทุกต้นเขียนเรื่องราวที่เกิดในโลกมนุษย์ และช่วงล่างของเสาทุกต้นเขียนเรื่องราวที่เกิดในป่าหิมพานต์

เราต้องกลอกตามองไปรอบๆ และมองสูงขึ้นไปจนกระทั่งภาพทั้งหมดหายไปในความมืดอันลี้ลับ ภาพเขียนนางกินนรีวัยกำดัด กำลังโดนกินนรเกี้ยว บนเสาด้านซ้ายต้นที่สองนั้น ดูเหมือนวาดขึ้นด้วยหัวใจมากกว่าวาดโดยพู่กัน
สำหรับภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถนั้น ก็ยิ่งใหญ่ปานกัน ผนังช่วงบนเหนือขอบประตูหน้าต่างขึ้นไปจรดฝ้าเพดาน เป็นภาพเรื่องปฐมสมโพธิ คือประวัติของพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์ที่ 28
ช่องผนังระหว่างประตูหน้าต่างเป็นภาพเรื่องพระปัจเจกพุทธเจ้า บานแผละประตู 4 ช่อง เป็นภาพรามเกียรติ์ และบานแผละหน้าต่าง 26ช่อง เป็นภาพในเรื่องวรรณคดี บานประตูเขียนเรื่องสุทัสสนนคร บานหน้าต่างเขียนลายรดน้ำเรื่องวัดสุทัศน์และกรุงเทพมหานคร หลังบานประตูและหน้าต่างเขียนเรื่องในศาสนาฮินดู 26 ภาพ บนเพดานเขียนลายประจำยามก้านแย่ง ขื่อเขียนลายดวงดารา หัวขื่อเขียนลายกรวยเชิง เพดานวงกบประตูหน้าต่างเขียนลายเครือเถากับดอกพุดตาน กรอบประดับเหนือประตูหน้าต่างเขียนเรื่องรามเกียรติ์ 90 ภาพ แผงลับแล 2 แผงเขียนเรื่องพระสุธนชาดก
ทุกเส้นพู่กัน ทุกอณูสี ทุกกิริยาอาการ บนพื้นที่มหึมาในพระอุโบสถและพระวิหารหลวง คือฝีมือครูช่างสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ขึ้นชื่อว่าเจ๋งสุดสุด ...
เรายังไม่ได้พูดถึงความยิ่งใหญ่อลังการส่วนอื่นเลย ทั้งกำแพงวัด ศาลาลอย เก๋งจีน ม้าสัมฤทธิ์ กำแพงแก้ว ซุ้มใบเสมา เกยโปรยทาน ศาลาราย กุฏิสงฆ์ ตำหนักสมเด็จ หอไตร หอระฆัง ศาลาการเปรียญ สัตตมหาสถาน หรือศาลาดิน
เราต้องไปสัมผัสเอง หาข้อสรุปเองว่าจริงหรือเปล่า วัดสุทัศน์นี่หรือ คือมหาวิทยาลัยแห่งศิลปะโบราณของไทย เป็นแหล่งศึกษางานช่างสิบหมู่ทุกแขนง เฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ
วันอาทิตย์ที่ 24 เราจะได้เห็นดีกัน
Labels: ทัวร์วัด
Tuesday, 5 May 2009
ผู้เชี่ยวชาญไขข้อข้องใจ "ไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่"
ผู้เชี่ยวชาญมหิดลไขข้อข้องใจ
"ไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่" ลามโลก!
ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล *
ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาจุลชีววิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล

จากกรณีไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เม็กซิโก หรือ "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดA 2009 H1N1" ระบาดลุกลามไปในหลายทวีป แม้มีอัตราผู้เสียชีวิตต่ำ ไม่รุนแรงเท่าไวรัสไข้หวัดนก "H5N1" แต่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เพราะรูปแบบการติดเชื้อคนสู่คนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาจุลชีววิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายข้อมูลต่างๆ
เพื่อให้ความกระจ่าง ดังนี้
สถานการณ์การแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
การระบาดเริ่มต้นที่ประเทศเม็กซิโก เริ่มพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม
ต่อมาได้รับการยืนยันว่าเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กลางเดือนเมษายน และมีการลุกลามของการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและออกไปในหลายประเทศจากการเดินทางของประชาชน ในประเทศเม็กซิโกมีผู้ป่วยจำนวนมาก มีสัดส่วนที่มีอาการรุนแรงคือมีปอดอักเสบค่อนข้างสูง และพบว่ามีอัตราตายประมาณ 6% แต่ในผู้ป่วยที่พบในประเทศอื่นๆล้วนมีอาการไม่รุนแรง ส่วนใหญ่หายได้เอง ยังไม่ชัดเจนว่าความแตกต่างนี้เป็นเพราะอะไร
นอกจากนี้ ในประเทศอื่นๆ ที่มีรายงานพบผู้ป่วยล้วนยังสามารถควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดต่อเนื่องในประเทศ ซึ่งเป็นแนวป้องกันที่สำคัญมาก
ในขณะที่เขียนบทความนี้ วันที่ 30 เมษายน 2552 ระดับการเตือนภัยขององค์การอนามัยโลกอยู่ที่ "ระดับ 5" หมายความว่ามีการติดเชื้อจากคนไปคนและระบาดในมากกว่า 1 ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน หากมีอีกประเทศหนึ่งที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในต่างภูมิภาค ก็จะเลื่อนเป็น "ระดับ 6" ซึ่งถือเป็นระดับของการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic)
ความเสี่ยงระบาดทั่วโลก
องค์การอนามัยโลกได้ยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 5 แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ความเสี่ยงในการเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกมีสูง
ขณะนี้ทั่วโลกมีความหวังกันว่าแต่ละประเทศจะสามารถรักษาแนวป้องกันของตนเองไว้ได้นานพอที่จะทำให้การระบาดในประเทศเม็กซิโกสงบลงได้
หากทำได้การระบาดใหญ่ทั่วโลกก็จะไม่เกิดขึ้น และไวรัสอาจถูกกำจัดไปได้ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับการะบาดของ "โรคซาร์ส"
ข้อที่ช่วยให้มีความหวังคือการที่ยังไม่พบไวรัสสายพันธุ์เดียวกันนี้ในสัตว์ ทำให้มีความหวังว่าหากสามารถควบคุมและกำจัดเชื้อในคนได้ก็จะสามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้
นอกจากนั้น การที่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังไวต่อยา "Oseltamivir"
(Tamiflu : ทามิฟลู) ทำให้มีเครื่องมือเบื้องต้นที่จะรักษาผู้ป่วยและป้องกันการติดเชื้อในผู้สัมผัสโรค จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่ทุกประเทศจะสามารถรักษาแนวป้องกันของตนเอง โดยการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น หาตัวผู้ป่วยผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากดินแดนระบาด และป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อแพร่ต่อไปด้วยการแยกผู้ป่วย ให้การรักษา และเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อในผู้สัมผัส
เรายังไม่ทราบชัดเจนถึงประสิทธิภาพในการแพร่เชื้อของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หากไวรัสมีประสิทธิภาพปานกลาง และมาตรการป้องกันของทุกประเทศทำอย่างเข้มแข็งก็มีความเป็นไปได้ที่การระบาดใหญ่ทั่วโลกจะไม่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากไวรัสมีประสิทธิภาพสูงมาก และแม้มาตรการจะดำเนินการเต็มที่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดที่ควบคุมไม่ทันในประเทศอื่น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกก็จะสูงมาก
หากสถานการณ์เป็นไปในทางเลวร้าย คือ แต่ละประเทศหยุดยั้งการระบาดที่เข้ามาจากภายนอกไม่ได้ทัน และเกิดการะบาดในวงกว้างขึ้นในชาติต่างๆ หรือเกิดการะบาดใหญ่ทั่วโลกขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญอันดับถัดมาก็คือความรุนแรงของโรค ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่าข้อมูลเบื้องต้นในประเทศเม็กซิโกระบุว่ามีอัตราตายประมาณ 6% ซึ่งหากเป็นจริงและเกิดความรุนแรงของโรคระดับเดียวกันในการระบาดใหญ่ทั่วโลก จะถือว่าเป็นการระบาดใหญ่ที่มีความรุนแรงมาก จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และมีผลกระทบรุนแรงต่อทุกภาคส่วน
ความรุนแรงของโรค
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่โรคจะมีความรุนแรงในระดับนั้นน่าจะมีน้อยมาก ด้วยเหตุผลหลายประการ กล่าวคือ ผู้ป่วยที่รายงานในประเทศต่างๆ ในปัจจุบันส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง การที่ประเทศเม็กซิโกรายงานอัตราตายสูงอาจเนื่องจากตรวจพบและรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมต่ำกว่าความเป็นจริง คือ ไม่ได้ตรวจพบและรายงานกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อย ทำให้พบและรายงานเฉพาะรายที่อาการรุนแรงซึ่งเป็นส่วนน้อย
หรืออาจเป็นไปได้ว่าไวรัสที่ระบาดในเม็กซิโกและที่แพร่ออกสู่ประเทศอื่นๆ มีความแตกต่างกัน โดยทฤษฎีแล้วก็มีความเป็นได้พอสมควร เนื่องจากในกลุ่มไวรัสสายพันธุ์ใหม่อาจมีสายพันธุ์ย่อยที่มีความรุนแรงต่างกัน ผู้ติดเชื้อด้วยเชื้อชนิดที่รุนแรงมากจะป่วยหนักอย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสน้อยที่จะออกเดินทางไปยังประเทศอื่น
ในทางตรงข้าม ผู้ที่ติดเชื้อด้วยไวรัสที่ทำให้อาการอ่อนหรือไม่มีอาการ จะมีโอกาสที่จะเดินทางได้มากกว่า
เมื่อเชื้อแพร่ระบาดออกไปเรื่อยๆ จึงมีแนวโน้มที่จะคัดเลือกให้ได้ไวรัสที่แพร่เชื้อได้ดี แต่ก่อโรคไม่รุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยมีรายงานในการระบาดใหญ่ทั่วโลกที่มีมาก่อนหน้า
"ไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่" และ "ไข้หวัดหมู"(Swine Influenza)
เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ในคน, ไข้หวัดหมู และไข้หวัดนก รวมทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ที่พบในสัตว์อีกหลายชนิด ล้วนเป็นไวรัสที่มีความใกล้ชิดกัน และเชื่อว่ามีบรรพบุรุษร่วมกันจากไวรัสที่พบใน "นกน้ำ"
ไวรัสเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วติดเชื้ออยู่ในสัตว์ชนิดเดียว แต่ก็พบมีการติดเชื้อข้ามไปยังสัตว์ชนิดอื่นได้เป็นครั้งคราว มีรายงานการติดเชื้อไข้หวัดหมูในคนเป็นครั้งคราวในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ โดยคนติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับหมูที่ป่วย ซึ่งอาการป่วยในหมูมักไม่รุนแรง
การติดเชื้อไข้หวัดหมูในคนที่มีการรายงานก็ไม่ได้มีการติดเชื้อต่อจากคนไปคน โรคไข้หวัดหมูในคนจึงไม่ได้เป็นปัญหามากนัก
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมีความกังวลกันว่าไวรัสไข้หวัดหมูอาจเป็นต้นกำเนิดของไวรัสที่สามารถติดเชื้อจากคนไปคนได้ดี และจะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ เช่นเดียวกับความกังวลที่เกิดขั้นกับไข้หวัดนก มีความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่ระหว่างไข้หวัดหมูและไข้หวัดนกในสัตว์ ก็คือ การระบาดของไข้หวัดหมูในประชากรหมูมีความรุนแรงน้อยกว่าการระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีก ทั้งในขอบเขตของการระบาด และความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้นกับหมู
ไวรัสไข้หวัดหมูสามารถพบได้ในทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้ง "ประเทศไทย" และมีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ เอช1เอ็น1(H1N1),เอช1เอ็น2(H1N2),และเอช3เอ็น2(H3N2)
เกิดจาก"ไวรัสลูกผสม"
ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดที่เม็กซิโกเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบที่ใดมาก่อน และถึงแม้ว่าจะเป็นไวรัสชนิด H1N1 และลักษณะทางพันธุกรรมของไวรัสแตกต่างไปจากไวรัสไข้หวัดหมู H1N1 และไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 ที่แพร่ระบาดทั่วไปในคน (seasonal influenza virus)
สิ่งที่ทำให้เรียกชื่อไวรัสชนิดนี้เป็นไข้หวัดหมู เพราะรหัสพันธุกรรมของไวรัสหลายส่วน โดยเฉพาะยีน H1 และ N1 พบว่าคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมู จึงน่าจะมีที่มาจากไวรัสไข้หวัดหมู โดยพบว่า ยีน H1 คล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูที่แพร่ระบาดอยู่ในหมูในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ส่วนยีน N1 นั้นพบว่าน่าจะมาจากไวรัสไข้หวัดหมูที่ระบาดอยู่ในทวีปเอเชียและยุโรป
ส่วนยีนอื่นๆ น่าจะมีที่มาแตกต่างกันจากหลายแหล่ง ซึ่งรวมถึงไวรัสไข้หวัดหมูและอาจมีจากไวรัสของสัตว์อื่นด้วยซึ่งยังไม่เป็นที่ชัดเจน ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้จึงเป็น "ไวรัสลูกผสม" จากไวรัสหลายชนิด ซึ่งยังไม่ทราบว่าต้นกำเนิดของการผสมสายพันธุ์ของไวรัสนี้เกิดขึ้นในสัตว์หรือคน แต่เนื่องจากยังไม่พบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ระบาดในสัตว์ชนิดใด จึงตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าไวรัสที่อาจจะ "เกิดขึ้นในคน" และได้ปรับตัวมาให้เหมาะสมกับการติดเชื้อและระบาดในคน
ไข้หวัดหมูในเมืองไทย
"ไวรัสไข้หวัดหมู" ในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและยุโรป มีการติดเชื้อในหมูและเกิดการระบาดขนาดเล็กขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากไวรัสไข้หวัดหมูที่พบในหมูในสหรัฐอเมริกา และแตกต่างจากไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดในเม็กซิโก แต่มีบางชิ้นส่วนของรหัสพันธุกรรม ได้แก่ยีน N1 และยีน M ของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดที่เม็กซิโกที่อาจจะมีที่มาจากไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์เอเชีย/ยุโรป จึงเป็นส่วนที่จะมีความคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทย
ความคล้ายกันดังกล่าวไม่ได้ทำให้ไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทยมีความเป็นอันตรายมากขึ้นแต่อย่างใด เพราะการจะติดเชื้อมาคนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีส่วนผสมของพันธุกรรมหลายๆส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของยีน H1 ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก
ไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทยจึงยังไม่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการติดเชื้อในคน และไม่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ข้อปฏิบัติประชาชนทั่วไป
ในระยะที่ยังไม่พบโรคในประเทศ เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการที่จะพบผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศได้ทันเวลาที่จะป้องกันไม่ให้มีการแพร่เชื้อต่อไปได้
มาตรการของภาครัฐที่จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน คือ การรายงานผู้ที่มีอาการไข้หวัด ซึ่งได้แก่ไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก และเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด หรือมีผู้ป่วยหลายคนที่ใกล้ชิดกันและมีอาการคล้ายๆกัน
ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้หรือไม่โดยเร็ว เพื่อควบคุมการแพร่เชื้ออย่างได้ผล หากตัวท่านหรือท่านพบเห็นผู้ที่เข้าข่ายดังกล่าวจะต้องรีบพบแพทย์โดยเร็ว
ในการปฏิบัติตัวทั่วไปหากเกิดการระบาดขึ้นในระดับใดก็ตาม ได้แก่ การหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มีคนอยู่จำนวนมาก การล้างมือบ่อยๆ การไม่เอามือขยี้ตา หรือเอามือเข้าปากจมูก และหากมีอาการหวัด ไอ จามให้อยู่กับบ้านและใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น หรือในกรณีที่ต้องเข้าไปอยู่ในที่ชุมชนในพื้นที่ที่เกิดการระบาดการใช้หน้ากากอนามัยก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ข้อมูล : สมาคมไวรัสวิทยา(ประเทศไทย)
ที่มา: ข่าวสดรายวัน วันที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

* ศ.ดร.นพ. ประเสริฐ เอื้อวรากุล
ศาสตราจารย์ ภาควิชาจุลชีววิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล
Education: M.D. (Mahidol University,Thailand)
Dr.med. (Germany)
Research interest Virology: avian influenza virus, HIV
ติดต่อ: เลขที่ 2 ถนนพรานนก อาคารจุลชีววิทยา ชั้น 3
ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 02-419-7053, โทรสาร : 02-411-3921
Email: sipaw@mahidol.ac.th
Publication
"ไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่" ลามโลก!
ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล *
ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาจุลชีววิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล

จากกรณีไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เม็กซิโก หรือ "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดA 2009 H1N1" ระบาดลุกลามไปในหลายทวีป แม้มีอัตราผู้เสียชีวิตต่ำ ไม่รุนแรงเท่าไวรัสไข้หวัดนก "H5N1" แต่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เพราะรูปแบบการติดเชื้อคนสู่คนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาจุลชีววิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายข้อมูลต่างๆ
เพื่อให้ความกระจ่าง ดังนี้
สถานการณ์การแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
การระบาดเริ่มต้นที่ประเทศเม็กซิโก เริ่มพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม
ต่อมาได้รับการยืนยันว่าเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กลางเดือนเมษายน และมีการลุกลามของการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและออกไปในหลายประเทศจากการเดินทางของประชาชน ในประเทศเม็กซิโกมีผู้ป่วยจำนวนมาก มีสัดส่วนที่มีอาการรุนแรงคือมีปอดอักเสบค่อนข้างสูง และพบว่ามีอัตราตายประมาณ 6% แต่ในผู้ป่วยที่พบในประเทศอื่นๆล้วนมีอาการไม่รุนแรง ส่วนใหญ่หายได้เอง ยังไม่ชัดเจนว่าความแตกต่างนี้เป็นเพราะอะไร
นอกจากนี้ ในประเทศอื่นๆ ที่มีรายงานพบผู้ป่วยล้วนยังสามารถควบคุมไม่ให้มีการแพร่ระบาดต่อเนื่องในประเทศ ซึ่งเป็นแนวป้องกันที่สำคัญมาก
ในขณะที่เขียนบทความนี้ วันที่ 30 เมษายน 2552 ระดับการเตือนภัยขององค์การอนามัยโลกอยู่ที่ "ระดับ 5" หมายความว่ามีการติดเชื้อจากคนไปคนและระบาดในมากกว่า 1 ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน หากมีอีกประเทศหนึ่งที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในต่างภูมิภาค ก็จะเลื่อนเป็น "ระดับ 6" ซึ่งถือเป็นระดับของการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic)
ความเสี่ยงระบาดทั่วโลก
องค์การอนามัยโลกได้ยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 5 แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ความเสี่ยงในการเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกมีสูง
ขณะนี้ทั่วโลกมีความหวังกันว่าแต่ละประเทศจะสามารถรักษาแนวป้องกันของตนเองไว้ได้นานพอที่จะทำให้การระบาดในประเทศเม็กซิโกสงบลงได้
หากทำได้การระบาดใหญ่ทั่วโลกก็จะไม่เกิดขึ้น และไวรัสอาจถูกกำจัดไปได้ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับการะบาดของ "โรคซาร์ส"
ข้อที่ช่วยให้มีความหวังคือการที่ยังไม่พบไวรัสสายพันธุ์เดียวกันนี้ในสัตว์ ทำให้มีความหวังว่าหากสามารถควบคุมและกำจัดเชื้อในคนได้ก็จะสามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้
นอกจากนั้น การที่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังไวต่อยา "Oseltamivir"
(Tamiflu : ทามิฟลู) ทำให้มีเครื่องมือเบื้องต้นที่จะรักษาผู้ป่วยและป้องกันการติดเชื้อในผู้สัมผัสโรค จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่ทุกประเทศจะสามารถรักษาแนวป้องกันของตนเอง โดยการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น หาตัวผู้ป่วยผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากดินแดนระบาด และป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อแพร่ต่อไปด้วยการแยกผู้ป่วย ให้การรักษา และเฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อในผู้สัมผัส
เรายังไม่ทราบชัดเจนถึงประสิทธิภาพในการแพร่เชื้อของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หากไวรัสมีประสิทธิภาพปานกลาง และมาตรการป้องกันของทุกประเทศทำอย่างเข้มแข็งก็มีความเป็นไปได้ที่การระบาดใหญ่ทั่วโลกจะไม่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากไวรัสมีประสิทธิภาพสูงมาก และแม้มาตรการจะดำเนินการเต็มที่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดที่ควบคุมไม่ทันในประเทศอื่น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกก็จะสูงมาก
หากสถานการณ์เป็นไปในทางเลวร้าย คือ แต่ละประเทศหยุดยั้งการระบาดที่เข้ามาจากภายนอกไม่ได้ทัน และเกิดการะบาดในวงกว้างขึ้นในชาติต่างๆ หรือเกิดการะบาดใหญ่ทั่วโลกขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญอันดับถัดมาก็คือความรุนแรงของโรค ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่าข้อมูลเบื้องต้นในประเทศเม็กซิโกระบุว่ามีอัตราตายประมาณ 6% ซึ่งหากเป็นจริงและเกิดความรุนแรงของโรคระดับเดียวกันในการระบาดใหญ่ทั่วโลก จะถือว่าเป็นการระบาดใหญ่ที่มีความรุนแรงมาก จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และมีผลกระทบรุนแรงต่อทุกภาคส่วน
ความรุนแรงของโรค
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่โรคจะมีความรุนแรงในระดับนั้นน่าจะมีน้อยมาก ด้วยเหตุผลหลายประการ กล่าวคือ ผู้ป่วยที่รายงานในประเทศต่างๆ ในปัจจุบันส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง การที่ประเทศเม็กซิโกรายงานอัตราตายสูงอาจเนื่องจากตรวจพบและรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมต่ำกว่าความเป็นจริง คือ ไม่ได้ตรวจพบและรายงานกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการน้อย ทำให้พบและรายงานเฉพาะรายที่อาการรุนแรงซึ่งเป็นส่วนน้อย
หรืออาจเป็นไปได้ว่าไวรัสที่ระบาดในเม็กซิโกและที่แพร่ออกสู่ประเทศอื่นๆ มีความแตกต่างกัน โดยทฤษฎีแล้วก็มีความเป็นได้พอสมควร เนื่องจากในกลุ่มไวรัสสายพันธุ์ใหม่อาจมีสายพันธุ์ย่อยที่มีความรุนแรงต่างกัน ผู้ติดเชื้อด้วยเชื้อชนิดที่รุนแรงมากจะป่วยหนักอย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสน้อยที่จะออกเดินทางไปยังประเทศอื่น
ในทางตรงข้าม ผู้ที่ติดเชื้อด้วยไวรัสที่ทำให้อาการอ่อนหรือไม่มีอาการ จะมีโอกาสที่จะเดินทางได้มากกว่า
เมื่อเชื้อแพร่ระบาดออกไปเรื่อยๆ จึงมีแนวโน้มที่จะคัดเลือกให้ได้ไวรัสที่แพร่เชื้อได้ดี แต่ก่อโรคไม่รุนแรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยมีรายงานในการระบาดใหญ่ทั่วโลกที่มีมาก่อนหน้า
"ไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่" และ "ไข้หวัดหมู"(Swine Influenza)
เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ในคน, ไข้หวัดหมู และไข้หวัดนก รวมทั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ที่พบในสัตว์อีกหลายชนิด ล้วนเป็นไวรัสที่มีความใกล้ชิดกัน และเชื่อว่ามีบรรพบุรุษร่วมกันจากไวรัสที่พบใน "นกน้ำ"
ไวรัสเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วติดเชื้ออยู่ในสัตว์ชนิดเดียว แต่ก็พบมีการติดเชื้อข้ามไปยังสัตว์ชนิดอื่นได้เป็นครั้งคราว มีรายงานการติดเชื้อไข้หวัดหมูในคนเป็นครั้งคราวในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ โดยคนติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับหมูที่ป่วย ซึ่งอาการป่วยในหมูมักไม่รุนแรง
การติดเชื้อไข้หวัดหมูในคนที่มีการรายงานก็ไม่ได้มีการติดเชื้อต่อจากคนไปคน โรคไข้หวัดหมูในคนจึงไม่ได้เป็นปัญหามากนัก
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมีความกังวลกันว่าไวรัสไข้หวัดหมูอาจเป็นต้นกำเนิดของไวรัสที่สามารถติดเชื้อจากคนไปคนได้ดี และจะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ เช่นเดียวกับความกังวลที่เกิดขั้นกับไข้หวัดนก มีความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่ระหว่างไข้หวัดหมูและไข้หวัดนกในสัตว์ ก็คือ การระบาดของไข้หวัดหมูในประชากรหมูมีความรุนแรงน้อยกว่าการระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีก ทั้งในขอบเขตของการระบาด และความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้นกับหมู
ไวรัสไข้หวัดหมูสามารถพบได้ในทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้ง "ประเทศไทย" และมีหลายสายพันธุ์ ได้แก่ เอช1เอ็น1(H1N1),เอช1เอ็น2(H1N2),และเอช3เอ็น2(H3N2)
เกิดจาก"ไวรัสลูกผสม"
ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดที่เม็กซิโกเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบที่ใดมาก่อน และถึงแม้ว่าจะเป็นไวรัสชนิด H1N1 และลักษณะทางพันธุกรรมของไวรัสแตกต่างไปจากไวรัสไข้หวัดหมู H1N1 และไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 ที่แพร่ระบาดทั่วไปในคน (seasonal influenza virus)
สิ่งที่ทำให้เรียกชื่อไวรัสชนิดนี้เป็นไข้หวัดหมู เพราะรหัสพันธุกรรมของไวรัสหลายส่วน โดยเฉพาะยีน H1 และ N1 พบว่าคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมู จึงน่าจะมีที่มาจากไวรัสไข้หวัดหมู โดยพบว่า ยีน H1 คล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูที่แพร่ระบาดอยู่ในหมูในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ส่วนยีน N1 นั้นพบว่าน่าจะมาจากไวรัสไข้หวัดหมูที่ระบาดอยู่ในทวีปเอเชียและยุโรป
ส่วนยีนอื่นๆ น่าจะมีที่มาแตกต่างกันจากหลายแหล่ง ซึ่งรวมถึงไวรัสไข้หวัดหมูและอาจมีจากไวรัสของสัตว์อื่นด้วยซึ่งยังไม่เป็นที่ชัดเจน ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้จึงเป็น "ไวรัสลูกผสม" จากไวรัสหลายชนิด ซึ่งยังไม่ทราบว่าต้นกำเนิดของการผสมสายพันธุ์ของไวรัสนี้เกิดขึ้นในสัตว์หรือคน แต่เนื่องจากยังไม่พบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ระบาดในสัตว์ชนิดใด จึงตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าไวรัสที่อาจจะ "เกิดขึ้นในคน" และได้ปรับตัวมาให้เหมาะสมกับการติดเชื้อและระบาดในคน
ไข้หวัดหมูในเมืองไทย
"ไวรัสไข้หวัดหมู" ในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่พบส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและยุโรป มีการติดเชื้อในหมูและเกิดการระบาดขนาดเล็กขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากไวรัสไข้หวัดหมูที่พบในหมูในสหรัฐอเมริกา และแตกต่างจากไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่กำลังระบาดในเม็กซิโก แต่มีบางชิ้นส่วนของรหัสพันธุกรรม ได้แก่ยีน N1 และยีน M ของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดที่เม็กซิโกที่อาจจะมีที่มาจากไวรัสไข้หวัดหมูสายพันธุ์เอเชีย/ยุโรป จึงเป็นส่วนที่จะมีความคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทย
ความคล้ายกันดังกล่าวไม่ได้ทำให้ไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทยมีความเป็นอันตรายมากขึ้นแต่อย่างใด เพราะการจะติดเชื้อมาคนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีส่วนผสมของพันธุกรรมหลายๆส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของยีน H1 ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก
ไวรัสไข้หวัดหมูในประเทศไทยจึงยังไม่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการติดเชื้อในคน และไม่เกี่ยวข้องกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ข้อปฏิบัติประชาชนทั่วไป
ในระยะที่ยังไม่พบโรคในประเทศ เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการที่จะพบผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศได้ทันเวลาที่จะป้องกันไม่ให้มีการแพร่เชื้อต่อไปได้
มาตรการของภาครัฐที่จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน คือ การรายงานผู้ที่มีอาการไข้หวัด ซึ่งได้แก่ไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก และเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด หรือมีผู้ป่วยหลายคนที่ใกล้ชิดกันและมีอาการคล้ายๆกัน
ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้หรือไม่โดยเร็ว เพื่อควบคุมการแพร่เชื้ออย่างได้ผล หากตัวท่านหรือท่านพบเห็นผู้ที่เข้าข่ายดังกล่าวจะต้องรีบพบแพทย์โดยเร็ว
ในการปฏิบัติตัวทั่วไปหากเกิดการระบาดขึ้นในระดับใดก็ตาม ได้แก่ การหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มีคนอยู่จำนวนมาก การล้างมือบ่อยๆ การไม่เอามือขยี้ตา หรือเอามือเข้าปากจมูก และหากมีอาการหวัด ไอ จามให้อยู่กับบ้านและใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น หรือในกรณีที่ต้องเข้าไปอยู่ในที่ชุมชนในพื้นที่ที่เกิดการระบาดการใช้หน้ากากอนามัยก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ข้อมูล : สมาคมไวรัสวิทยา(ประเทศไทย)
ที่มา: ข่าวสดรายวัน วันที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

* ศ.ดร.นพ. ประเสริฐ เอื้อวรากุล
ศาสตราจารย์ ภาควิชาจุลชีววิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล
Education:
Research interest Virology: avian influenza virus, HIV
ติดต่อ: เลขที่ 2 ถนนพรานนก อาคารจุลชีววิทยา ชั้น 3
ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 02-419-7053, โทรสาร : 02-411-3921
Email: sipaw@mahidol.ac.th
Publication
- Angsana Phuphuakrat, Robert M Paris, Sorachai Nittayaphan, Suda Louisirirotchanakul, Prasert Auewarakul. Functional variation of HIV-1 Rev response element in a longitudinally studied cohort. Journal of Medical Virology. 2005; 78:367-73.
- Auewarakul P. Composition bias and genome polarity of RNA viruses. Virus Res. 2005 Apr;109(1):337-7.
- Auewarakul P, Wacharapornin P, Srichatrapimuk S, Chutipongtanate S, Puthavathana P. Uncoating of HIV-1 requires cellular activation. Virology, 2005; 337(1):93-101.
- Auewarakul P. Composition bias and genome polarity of RNA viruses. Virus Res. 2005; 109(1):33-7.
- Choi YK, Nguyen TD, Ozaki H, Webby RJ, Puthavathana P, Buranathal C, Chaisingh A, Auewarakul P, Hanh NT, Ma SK, Hui PY, Guan Y, Peiris JS, Webster RG. J Virol. Studies of H5N1 Influenza Virus Infection of Pigs by Using Viruses Isolated in Vietnam and Thailand in 2004. 2005 Aug;79(16):10821-5.
- Chokephaibulkit Kulkanya, Uiprasertkul Mongkol, Puthavathana Pilaipan, Chearskul Pimpanada, Auewarakul Prsert, Dowell Scott F, Vanprapar Nirun. A Child With Avian Influenza A (H5N1) Infection. Pediatric Infectious Disease Journal. 2005; 24(2):162-66.
- Kumnuan Ungchusak, Prasert Auewarakul, Scott F Dowell, Rungrueng Kitphati, Wattana Auwanit, Pilaipan Puthavathana, Mongkol Uiprasertkul, Kobporn Boonnak, Chakrarat Pittayawonganon, Nancy J Cox, Sherif R Zaki, pranee Thawatsupha, Malinee Chittaganpitch, Rotjana Khontong, James M Simmerman, Supamit chunsutthiwat. Probable Person-to-Person Transmission of Avian Influenza A (H5N1). The New England Journal of Medicine. 2005; 352:333-40.
- Phuphuakrat A, Paris RM, Nittayaphan S, Louisirirotchanakul S, Auewarakul P. Functional variation of HIV-1 Rev Response Element in a longitudinally studied cohort. J Med Virol. 2005 Mar;75(3):367-73.
- Phuphuakrat A, Auewarakul P. Functional variability of Rev response element in HIV-1 primary isolates. Virus Genes. 2005 Jan; 30(1):23-9.
- Pilaipan Puthavathana, Prasert Auewarakul, Pakapak Chor Charoenying, Kantima Sangsiriwut, Phisanu Pooruk, Kobporn Boonnak, Raweewan Khanyok, Pranee Thawachsupa, Rungrueng Kijphati and Pathom Sawanpanyalert. Molecular characterization of the complete genome of human influenza H5N1 virus isolates from Thailand . Journal of General Virology. 2005; 86:423-33.
- Puthavathana P, Auewarakul P, Charoenying PC, Sangsiriwut K, Pooruk P, Boonnak K, Khanyok R, Thawachsupa P, Kijphati R, Sawanpanyalert P. Molecular characterization of the complete genome of human influenza H5N1 virus isolates from Thailand . J Gen Virol. 2005; 86:423-33.
- Uiprasertkul M, Puthavathana P, Sangsiriwut K, Pooruk P, Srisook K, Peiris M, Nicholls JM, Chokephaibulkit K, Vanprapar N, Auewarakul P. Influenza A H5N1replication sites in humans. Emerg Infect Dis. 2005 Jul;11(7):1036-41.
- Ungchusak K, Auewarakul P, Dowell SF, Kitphati R, Auwanit W, Puthavathana P, Uiprasertkul M, Boonnak K, Pittayawonganon C, Cox NJ, Zaki SR, Thawatsupha P, Chittaganpitch M, Khontong R, Simmerman JM, Chunsutthiwat S. Probable person-to-person transmission of avian influenza A (H5H1). N Engl J Med. 2005 357(4):333-40.
- Li KS, Guan Y, Wang J, Smith GJ, Xu KM, Duan L, Rahardjo AP, Puthavathana P, Buranathai C, Nguyen TD, Estoepangestie AT, Chaisingh A, Auewarakul P, Long HT, Hanh NT, Webby RJ, Poon LL, Chen H, Shortridge KF, Yuen KY, Webster RG, Peiris JS. Genesis of a highly pathogenic and potentially pandemic H5N1 influenza virus in eastern Asia . Nature. 2004 Jul 8;430(6996):209-13.
- Suda Louisirirotchanakul, Prasert Auewarakul, Rutt Chuachoowong, Surapol Suwanagool, Chantapong Wasi, Pilaipan Puthavathana. Comparative Tests of CD4+ and CD8+ T lymphocytes by Immunoalkaline Phosphatase Staining and Cytosphere Methods. J Med Tech Assoc Thai. 2004. April; 32(1):534-44.
- Phuphuakrat A, Auewarakul P. Eterogeneity of HIV-1 Rev response element. AIDS Res Hum Retroviruses 2003; 19: 569-74.
- Suptawiwat O, Sutthent R, Lee TH, Auewarakul P. Intragenic HIV-1 env sequences that enhance gag expression. Virology 2003; 309: 1-9.
- Morales-Peza N, Auewarakul P, Juarez V, Garcia-Carranca A, Cid-Arregui A. In vivo tissue-specific regulation of the human papillomavirus type 18 early promoter by estrogen, progesterone, and their antagonists. Virology 2002; 294: 135-40.
- Sutthent R, Kanoksinsombat C, Horthongkham N, Louisirirotchanakul S, Auewarakul P, Kantakamalakul W. Recombinant envelope protein of HIV-1 subtype E as antigen in HIV-1 antibody detection enzyme immunoassay. Southeast Asian J Trop Med Public Health 2002; 33: 288-96.
- Auewarakul P, Louisirirotchanakul S, Srisurapanon S, Phonarknguen R, Sutthent R. Differential susceptibility of quiescent CD4+ lymphocytes to syncytial-inducing and non-syncytial-inducing isolates of HIV-1. Int J Hematol 2001; 73: 335-8.






