Suankularb 84

www.suan84.com

Monday, 1 February 2010

อองรี ดูนังต์ - เพชรในตม


ผู้ให้กำเนิดการกาชาด

นายอังรี ดูนังต์ (Henry Dunant) เป็นชาวสวิส เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2371 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นบุตรผู้มีตระกูลสูงของเมืองนั้น มีความเลื่อมใสในศาสนาอย่างแรงกล้า มีจิตเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และชอบทำกุศลช่วยเหลือผู้ยากไร้หรือผู้ตกทุกข์ทรมาน ดูนังต์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งให้เป็นครั้งแรกในปี 2444 (ร่วมกับ เอฟ.ปาสสีชาวฝรั่งเศสผู้เริ่มขบวนการสันติภาพ) เมื่อมีอายุ 73 ปี ดูนังต์ ถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ 30 ตุลาคม 2453 ขณะมีอายุ 82 ปี


โดย ชาตรี เพ่งกสิณ

"เพ่งกสิณ" หรือ ชาตรี ลิปิพิพัฒนวงศ์ OSK90(18410)(เพ่ง)เข้าสวนกุหลาบฯเมื่อปี 2514 เคยทำงานเป็นสจ๊วตของการบินไทยอยู่หลายปี ก่อนที่จะลาออกมาทำอาชีพอิสระที่ตัวเองรัก นั่นคือเป็นมัคคุเทศก์ โดยเป็นมัคคุเทศก์อิสระ แล้วแต่บริษัททัวร์ไหนจะว่าจ้างเป็น trip ไป เส้นทางที่ชำนาญเห็นจะเป็น ยุโรปตะวันออก และเวลาว่างก็จะเขียนบทความบ้างเป็นครั้งคราว คราวนี้ให้เกียรติส่งบทความมาลงใน suan84.com ให้พวกเราได้อ่านกัน



อองรี ดูนังต์
เพชรในตม


เรายังจำได้สมัยคุณยังเป็นเด็ก
คุณฉายแววดุจตะวัน
สุริยันฉายแสงมาต้องคุณ เพชรน้ำเอก
บรรเจิดเฉิดฉายสุดบรรยาย
คุณบรรลุถึงความลับแห่งอุดมคติก่อนใคร
คุณเข้าถึงอุดมการณ์ก่อนเพื่อน
คุณเลือกหนทางที่เดินไป บนคมมีดและคมขวาน
แต่คุณไม่เคยพรั่นประหวั่นใด ๆ
คุณก้าวไปด้วยหลักการ
แต่เส้นทางมันหยาบกร้านดหลือประมาณ
แสนโหดร้ายแห่งจักรวาล
บัดนี้เริ่มเกิดหลุมดำในดวงตาของคุณ
มันฉุดดระชากลากถูชีงิตที่เคยเด็ดเดี่ยวมั่นคงอย่างคุณ
มันหมองราศรีเพชรน้ำเอก คุณ เพชรในตม
เมื่อคุณได้ประสบทุกอย่างจนเพียงพอแล้ว
พอกันที เรายินดีต้อนรับคุณกลับมา เพชรในตม
กลับมาสู่เราเพื่อฉายแววอีกครั้ง คุณเพชรในตม


แปลจาก "SHINE ON YOU CRAZY DIAMOND"
โรเจอร์ วอเตอร์ แต่งเพลงนี้ให้ ซิด แบเร็ต














ฌอง อองรี ดูนังต์ เกิด 8 พค. 1828 - 30 ตค. 1910 - 82 ปี

เขาเกิดที่ เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ เป็นลูกชายคนโตของ ฌอง ฌาค ดูนังต์ ตระกูลคหบดีผู้เคร่่งศาสนาลัทธิคาลแวง (ถือเป็นพวกโปรเตสแตนท์ ก่อตั้งโดย ฌอง คาลแวง รุ่นเดียวกับ มาร์ติน ลูเธอร์ ของเยอรมัน) พ่อชอบทำงานการกุศลช่วยเหลือเด็กกำพร้า แม่ทำงานการกุศลช่วยคนป่วย และคนยากจน อองรีมีสายเลือดชองนักสังคมสงเคราะห์เต็มตัว เติบโตมากับสังคมที่เคร่งศาสนาหล่อหลอมจากสังคมนักปรัชญาเสรีนิยม เช่น ฌอง ฌาค รุสโซ มองเตสกิเออต์ วอลแตร์ เขาได้รับอิทธิพลแห่งวัฒนธรรมการปฏิวัติฝรั่งเศส ไว้เต็มสมอง

หลักการแห่ง เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ ซึ่งปรากฏอยู่ด้านหน้าของอาคารรัฐบาลแห่งฝรั่งเศสทุกแห่ง Liberte, Egalite, Fraternite เป็นยุคที่เสรีนิยมกำลังเบ่งบาน เขาเป็นหนึ่งในพวกที่ยอมพลีชีพเพื่อหลักการซึ่งมีอยู่มากมายในยุคนั้น โดยไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจศาสนา และผลประโยชน์





เมื่ออองรีอายุได้ 18 ปี เขาเข้าร่วมสมาคมบริจาคทาน ALMS GIVING พออายุได้ 19 ปี เขาก่อตั้งสมาคมวันพฤหัสบดี ส่งเสริมการเรียนคำภีร์ไบเบิล เพื่อนำมาช่วยเหลือคนยากจน เขาชอบไปเยี่ยมนักโทษตามห้องขัง

ปี 1852 เขาตั้งสมาคม YMCA สาขาเจนีวา และไปปารีส ตั้งสมาคม YMCA สาขาปารีส เขาเป็นพวก NGO ตั้งแต่วัยรุ่น

ระหว่างนี้เขาศีกษาที่วิทยาลัย คาลแวง ซึ่งก่อตั้งโดยผู้นำลัทธิ ฌอง คาลแวง ปี 1559 เป็นโรงเรียนมัธยมที่เก่าแก่ที่สุดในเจนีวา สอนวิชา ศิลปะ เสรีนิยม และการอุดมศึกษา ซึ่งสมัยก่อนหน้านั้น คนเจนีวาต้องไปศึกษาที่ต่างประเทศ แต่เนื่องจากผลการเรียนไม่ดี เขาต้องออกจากวิทยาลัย เมื่ออายุ 21 ปี

อองรีเข้าทำงานแลกเปลี่ยนเเงินตรา ที่ Lullin et Sautter Bank เส้นทางแห่งคหบดีตามครรลองของตระกูล ถ้าเขายังคงพากเพียรแนวทางนี้ เขาย่อมเป็นเศรษฐีอย่างแน่นอน

ปี 1853 สมัยนั้น เจนีวา เป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส ซี่งมีอาณานิคมที่ อัลจิเรีย ตูนิเซีย(อาฟริกาเหนือ) ซิซิลี อองรีได้เป็นตัวแทนรัฐบาลไปดูแลการปกครองในเขตอาณานิคม ได้รับความสำเร็จพอสมควร เขามีพื้นฐานจากครอบครัวตระกูลขุนนาง ถ้าอองรียังคงพากเพียรแนวทางนี้ เขาย่อมได้เป็นรัฐบุรุษอบ่างไม่มีปัญหา

ปี 1856 อองรี ได้สัมประทานที่ดิน ในอัลจิเรีย เขตอาณานิคม เขาทำธุรกิจเกษตรกรรม ปลูกข้าวโพด และทำการค้า จัดสรรอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน) แต่สิทธิต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจน เช่น การใช้น้ำจืดจากแหล่งธรรมชาติ เจ้าหน้าที่ท้องภิ่นไม่ให้ความร่วมมือ อองรีได้เป็นประธานบริษัทการเงินและอุตสาหกรรม Mon Giemila Mills เงินทุนจดทะเบียน 100 ล้านฟรังซ์

อองรีประท้วงตรงไปยังประมุขแห่งฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์นโปเลียน ซึ่งกำลังอยู่ในสมรภูมิสงครามที่ลอมบาร์ดี ช่วยปิมองต์รบกับออสเตรีย กองทัพทั้งสองตั่งประจันหน้ากันที่ ซอลเฟอริโน และซานมาร์ติโน อองรัเขียนรายงานโดยยอพระเกียรติพระเจ้าหลุยส์นโปเลียนอย่างเต็มที่ แล้วออกเดินทางไปพบพระองค์ด้วยตนเอง

24 มิถุนายน 1859 สมรภูมิ ซอลเฟอริโน กองทัพฝรั่งเศส เข้าประจันบานกับกองทัพออสเตรีย ห่างไป 6-7 กิโลเมตร สมรภูมิซานมาร์ติโน กองทัพปิมองต์เข้าประจันบาน กับกองทัพออสเตรีย ทั้งสองฝ่ายมีทหารราวหนึ่งแสนนาย

การรบดำเนินไปทั้งวันราว 9 ชั่วโมง พอตกเย็นทั้งสองฝ่าย ก็มีคนบาดเจ็บล้มตายราว 38,000 คน ไร้ซี่งหน่วยงานดูแลคนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย กองทัพไม่ได้วางแผนรองรับความสูญเสียในชีวิตคน ต่างก็มุ่งหวังที่จะชนะศึกประการเดียว อองรีเดินทางมาถึงซอลเฟอริโนช่วงนี้ เขาพบเห็นสภาพของทหารที่บาดเจ็บน่าอเน็จอนาจ อองรีช็อครู้สึกตกใจ เขาไม่ได้พบพระเจ้าหลุยส์นโปเลียน แต่ได้จัดแจงให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถ เขาใช้เงินส่วนตัวซื้อเครื่องใช้ที่จำเป็นในการปฐมพยาบาล จัดตั้งสถานพยาบาลชั่วคราวที่มหาวิหารแห่ง คาสติกลิโอเน่ Duomo ซึ่งมีที่กว้างพอสมควรภายใต้หลังตาของโบสถ์ แต่ก็อยู่ห่างจากสมรภูมิราว 10 กิโลเมตร ต้องมีการจัดลำเลียงผู้ป่วยใส่รถม้าขนส่งไปยังมหาวิหารตามมีตามเกิด ซี่งต่อมากาชาดสากลจะพัฒนารถลำเลียงผู้ป่วย ที่มีกลไกทำให้ เตียงผู้ป่วยอยู่ในระดับราบเสมอ แม้ขึ้นเนินเขาหรือลงเนินเขา เก็บไว้หลายรุ่น ที่พิพิธภัณฑ์แห่งคาสติกลิโอเน่ อองรีจัดตั้งอาสาสมัครซึ่งมาจากสาวชาวบ้าน เขาแบ่งกะพยาบาลทำการดูแลผู้เจ็บทั้งฝ่ายฝรั่งเศสและออสเตรีย เสมอกัน ภายใต้คำขวัญ หมายความว่า ทุกคนเป็นพี่น้องกัน อองรัทำงนเหมือน ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ที่สงครามไครเมีย เขาปลดปล่อยคุณหมอออสเตรียนจากฐานเชลย มาช่วยทำงานรักษาพยาบาลผู้ป่วยทั้งสองฝ่าย




ผลของสงครามสร้างความสะเทือนใจให้พระเจ้าหลุยส์ นโปเลียน (1808-1873) เพราะพระองค์นำทหารฝรั่งเศสมาช่วยอิตาลีกู้ชาติ พระองค์บังไม่เคยเห็นความตายต่อหน้าเหมือนสงครามครั้งนี้ พระองค์เติบโตที่สวิสเซอร์แลนด์ แล้วย้ายไปอยู่เยอรมันนี ใช้ชีวิตตอนหนุ่มที่อิตาลี พระอง์เคยเข้าร่วมขบนการแนวร่วมคนหนุ่มกู้ชาติอิตาลี CARBONARI จากการยึดครองอิตาลีของออสเตรีย อันทำให้พระองค์ตัดสินใจนำทหารฝรั่งเศสมาช่วยปลดแอกอิตาลี

พระเจ้าหลุยส์นโปเลียนเป็นเสือผู้หญิง พระองค์ทรงมีสนมที่ขึ้นทำเนียบถึง 9 คน รวมทั้งท่านเคาน์ เตสแห่ง คาสติกลิโอเน่ VIRGINIA ODOGLIANI ทั้ง ๆ ที่พระนางยูจีนี่ พระราชินีทรงพระสิริโฉมไม่น้ยหน้าใคร พระองค์ทรงสูบบุหรี่จัด เป็นเพลย์บอย เต็มตัว แต่สงครามครั้งนี้ ทำให้พระองค์ยอมเซ็นสนธิสัญญาสงบศึกกับพระเจ้าฟรานซ์ โจเซฟแห่งออสเตรีย ทั้ง ๆ ที่อิตาลียังไม่บรรลุเป้าหมายในการรวมชาติอิตาลี

"ช่างมันเถอะ เราจะไม่ให้ทหารฝรั้งเศสต้องตายมากกว่านี้ เพื่อการรวมชาติอิตาลี"

เมื่อพระองค์ทรงพระชนม์ชีพ 40 เศษ ๆ พระองค์ทรงประชวรโรคเก๊าต์ เส้นเลือดขอด ไตพิการ นิ่ว ตับแข็ง และเป็นโรคประสาทอ่อนล้า จนทำลายสมรรถนะทางเพศ เป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตเปลืองมาก

4 วันผ่านไป อองรี กลับมาเจนีวา เขาลงมือเขียนหนังสือ เรื่องความทรงจำที่ซอลเฟอริโน ซึ่งได้ตีพิมพ์ปี 1862 จำนวน 1,600 ฉบับ เขาออกค่าใช้จ่ายเอง นำไปแจกผู้นำการเมืองต่าง ๆ เนื้อหาในหนังสือแบ่งเป็น 3 ตอน 1) อธิบายถึงที่มาของสงคราม แจกแจงค่าใช้จ่ายต้นทุนต่าง ๆ 2) ความโหดร้าย ความวุ่ยวายที่เกิดจากสงคราม 3) เสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่ดูแลคนเจ็บเนื่องจากสงคราม เป็นเวลาถึง 3 ปีที่เขาริเริ่มและผลักดันโครงการนี้ขี้นมา อองรัได้ปล่อยปละละเลย ธุรกิจ 100 ล้าน ที่อัลจิเรีย อย่างไม่ใยดี




หนังสือเรื้องนี้ได้ถึงมือ บุคคลสำคัญคนหนึ่ง เขาเป็นประธานสมาคมสงเคราะห์สาธารณะแห่งเจนีวา (Public Welfare Society of Geneva) กุสตาฟ มัวนิเอร์ (Gustave Moynier, 1826-1910)
มัวนิเอร์ จัดการประชุมเรื่องนี้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 17 กพ. 1863 นับเป็นการเดินก้าวแรกของการก่อตั้งคณะกรรมการกาชาดสากล



มัวนิเอร์ แก่กว่า อองรี ดูนังต์ 2 ปี ตายก่อน ดูนังต์ 2 เดือน มาจากตระกูลคหบดีชั้นสูงของเจนีวา เรียนกฏหมายที่ปารีส เขาเป็นนักสังคมสงเคราะห์ระดับแนวหน้า ได้จ้ดตั้งหน่วยงานการกุศล 40 กว่าแห่ง ให้ความช่วยเหลือนักโทษ คนยากไร้ เด็กกำพร้าต่าง ๆ เมื่อได้อ่านหนังสือของดูนังต์ เขาจัดการประชุม ตั้งแกนนำดำเนินการ 5 คน ซึ่งได้แก่
คุณหมอ หลุยส์ แอปเปีย คุณหมอ ธีโอดอ มอนัวร์ นายพล อองรี ดูฟัวร์ อองรีดูนังต์ และตัวมัวนิเอร์เอง


โดยให้นายพล ดูฟัวร์ เป็นประธานในปีแรก เขาเป็นนักปฏืบัติการมือฉมัง กล่าวได้ว่า ดูนังต์เป็นแรงดลใจต่อกาชาดสากล แต่มัวนิเอร์เป็นผู้ลงมือปลุกปั้นให้เป็นจริง ถ้าปราศจากเขา ก็ไม่มีกาชาดสากลเช่นกัน แต่สวรรค์ส่งมัวนิเอร์ลงมา ใยต้องส่งดูนังต์ลงมาด้วย นี่เป็นชะตากรรมเดียวกับ ที่จิวยี่ต้องเผชิญหน้ากับขงเบ้ง ทั้งสองเริ่มขัดแย้งกันเอง มัวนิเอร์ เป็นนักปฏิบัติการ เขาสนใจจะทำให้กาชาดสากลเกิด โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ อองรี สนใจแต่อุดมการณ์ โดยไม่สนใจวิธีการ ดูนังต์เสนอให้ทีมแพทย์ และผู้เจ็บมีสถานะเป็นกลางจากสงคราม แต่มัวนิเอร์แย้งว่า ถ้าระบุหลักการนี้ลงไปในธรรมนูญจะทำให้โครงการล้มเหลวโดยไม่มีชาติใดให้การรับรองร่วมด้วย ประเด็นนี้ มัวนิเอร์ กลัวเกินไป ภายหลังเห็นได้ชัดว่า อองรีถูกต้อง เพราะถ้าทีมแพทย์ไม่ได้รับการรับรองให้มีสถานะเป็นกลางก็จะต้องถูกโจมดีเอง และทหารที่บาดเจ็บก็ไม่มีคนดูแล คงไม่มีทหารฝ่ายใดท่ี่โง่ถึงขนาดยอมบาดเจ็บโดบไม่ต้องมีหมอหรอกนะ

มัวนิเอร์ เห็นว่าต้องอาศัยอิทธิพลของศาสนา (ลัทธิคาลแวง) เข้ามาผลักดันโครงการ ซี่งทรงพลังคลอบคลุมกิจการเกือบทุกสิ่งในเจนีวา ซึ่งดูนังต์เองก็เติบโตมาจากสังคมคาลแวง แต่ดูนังต์เห็นว่า องค์กรนี้ต้องปลอดจากอิทธิพลของศาสนา ถึงแม้ว่าจะเป็นศาสนาที่มีคุณูปการที่หล่อหลอมเขามา ประเด็นนี้ ภายหลังก็พิสูจน์ได้ว่าแนวความคิดของเขาก็ถูกอีก หลังทั้งสองจากไป กาชาดสากล ก็ขยายตัวไปทั่วโลก คลอบคลุมพื้นที่ความขัดแย้งทุกศาสนา มีการเพิ้มสัญลักษณ์ ซีกวงเดือนแดงคู่กับกากะบาดสีแดง เพื่อให้โลกอิสลามยอมรับ และผมเคยเห็นเครื่องหมายกาชาดสากลในเขตมอญ (พุทธ) แถบชนบทของพม่า การมองการณ์ไกลของดูนังต์นี้ ต้องมาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ ที่ต้องการช่วยเหลือ ผู้คนทุกชาติ และศาสนาเท่าเทียมกันหมดทั้งโลก แต่การคิดแบบอุดมคตินั้นมันอันตรายอย่างยิ่งในยุคสมัยนั้น ขนาด ชาร์ล ดาร์วิน ยังไม่กล้าประกาศทฤษฏีวิวัฒนาการแห่งมนุษยชาติ ซึ่งไปพิสูจน์ว่ามนุษย์มีพัฒนาการมาจากวานร เขาต้องรอถึง 20 ปี เพราะรู้ดีว่า พวกคลั่งศาสนาจะจัดการกับเขาอย่างถึงใจทีเดียว และเมื่อได้ประกาศไปแล้ว ชาร์ล ดาร์วิน ก็ไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนเลย ปล่อยให้ศัตรูทางความคิดโจมตีเขาฝ่ายเดียวลม ๆ แล้ง ๆ

แต่ดูนังต์ยึดมั่นในอุดมการณ์ เขามุ่งมั่นถึงประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยตรงในอนาคต โดยไม่คำนึงถึงชะตากรรมที่ตนเองกำลังจะประสบเลย

ปี 1864 รัฐสภาสมาพันธ์รัฐสวิสเซอร์แลนด์ประชุมกัน ผ่านมติกฎบัตร เจนีวา คอนเวนชั่น อนุมัติให้มีการก่อตั้งสภากาชาดสากลขึ้นโดยใช้สัญญลักษณ์จากการกลับสีธงชาติสวิสเซอร์แลนด์ บัดนี้ความคิดของ ดูนังต์ได้เป็นตัวเป็นตนแล้ว แต่ดูนังต์กลับถูกลดบทบาทเป็นแค่กรรมการหุ่นเชิดมีหน้าที่รับผิดชอบเพียงแค่ดูแลที่พักอาศัยของผู้เข้าร่วมประชุม มัวนิเอร์เข้ายึดกุมอำนาจในสภากาชาดสากล เขาขึ้นเป็นประธาน I.C.R.C. และเป็นตลอดชีพ 46 ปี ยาวนานที่สุดในบรรดาประธาน I.C.R.C.


ปี 1867 ธุรกิจของดูนังต์ในอัลจิเรียล้มเหลว เพราะขาดคนรับผิดชอบดูแล อองรี ล้มละลาย มีหนี้สินมากมายมหาศาล ครอบครัวเพื่อนฝูงพากันเดือดร้อนไปหมด สุภาษิตเก่าของตะวันตกกล่าวว่า โชคร้ายไม่เคยมาหนึ่งเดียว มัวนิเอร์ บังคับให้ดูนังต์ลาออกจากตำแหน่งคณะกรรมการทั้งหมด ลัทธิคาลแวงกดทับอีกโดยไม่ต้องการให้อองรี พำนักอยู่ในเจนีวาต่อไป

ปี 1868 อองรี สูญเสียมารดาที่รักไปอีก เขาถูกไล่ออกจากสมาคม YMCA ซึ่งเขาเป็นผู้จัดตั้งเอง เพราะหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ทั้งหมดตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของลัทธิคาลแวง เขาต้องระเห็จออกจากเจนีวาตลอดชีวิต มันเป็นการลงโทษทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพราะเจนีวาเป็นเมืองที่สง่างาม สงบสันติและสวยอย่างไม่มีที่ติ

มัวนิเอร์ ยังกีดกันไม่ให้ใครช่วยเหลืออองรีทางการเงิน งานแสดงสินค้าโลกที่ปารีส Paris World Fair มอบรางวัล Gold Medal ให้แก่ 3 คน คือ อองรี ดูนังต์ นายพลดูฟัวร์ และมัวนิเอร์ แต่มัวนิเอร์ ทำเรื่องให้เงินรางวัลตกแก่คณะกรรมการกาชาดสากลโดยรวม จนอองรีไม่ได้รับเงินรางวัลเลย ซึ่งเขากำลังตกยากไม่มีรายได้ใด ๆ

อองรีไปปารีส อยู่อย่างดีกว่าขอทานเล็กน้อย พระเจ้าหลุยส์ นโปเลียน เสนอช่วยจ่ายหนี้ครึ่งหนึ่งให้อองรี ถ้าเพื่อนฝูงช่วยจ่ายส่วนที่เหลือ แต่มัวนิเอร์ขัดขวางไม่ให้มีเพื่อนฝูงคนใดช่วยอองรีได้

ปี 1870-1871 เกิดสงครามฟรังโก-ปรัสเซียน เยอรมันได้ล้อมกรุงปารีสและระดมโจมตีเป็นเวลา 6 เดือน อองรียังไว้ลาย เขาก่อตั้งสมาคมช่วยเหลือสามัญ ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็น พันธมิตรสามัญเพื่อความสงบสุขและอารยธรรมแห่งมนุษยชาติ เขาผลักดันให้มีการตั้งศาลสากลเป็นตัวกลางในการแก้ข้อขัดแย้งในกรณีพิพาทระหว่างชาติ อองรีจัดตั้งห้องสมุดโลก ซึ่งได้กลายเป็นโครงการหนี่งขององค์การยูเนสโก แต่เขาลืมนึกถึงตัวเองโดยสิ้นเชิง อองรีไม่มีรายได้ ไม่มีเงินซักเสื้อผ้า เขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อเสื้อนอกสกปรกเต็มที่เขาก็ย้อมสีดำ พอคอปกเสื้อเชิ้ตเริ่มดำเขาก็ใช้ชอล์คทาทับให้มันแลดูสีขาวลบคราบเหงื่อไคล เขากินอาหารไม่ครบมื้อ (อดมื้อกินมื้อ) ที่ซุกหัวนอนแล้วแต่เพื่อนฝูงจะกรุณา บ่อยครั้งที่เขาต้องนอนข้างถนน โชคดีที่เขาตัวคนเดียว เขากลายเป็นคนจรจัด ย้ายถิ่นไปเรื่อย จากสตุ๊ตกาต ไปโรม คอร์ฟู บาเซิล คาร์ลรูเฮ ยังโชคดีที่ได้พบมิตรแท้ที่มหาวิทยาลัยทูบิงเก็น รูดอร์ฟ มูลเลอร์ คนนี้คบกันตลอดชีวิต

ปี 1887 ดูนังต์ข้ามไปอยู่ที่ลอนดอน ญาติห่าง ๆ ได้ส่งเงินช่วยเหลือมาให้อองรี ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น แต่ก็อยู่ในวัยเกษียณแล้ว ในที่สุดอองรีก็ย้ายบ้านครั้งสุดท้ายไปอยู่ที่ เฮเดน เมืองเล็ก ๆ ทางเหนือของสวิสเซอร์แลนด์ใกล้ชายแดนเยอรมันนี โดยอาศัยอยู่ที่พักคนชราของโรงพยาบาล เขาอยู่ที่นี่ในบั้นปลายชีวิต 18 ปี ไม่มีแรงอพยพไปที่ไหนอีกแล้ว ดูนังต์ได้รู้จักกับสามีภรรยาคู่หนึ่ง วิลเฮม ซอนเดอเรกเกอร์ และภรรยา ซูซานเน ทั้งคู่ศรัทธาในตัวของอองรี ช่วยเขียนชีวประวัติและจัดตั้งกาชาดสากลแห่งเฮเดนในปี 1890

แต่อองรีได้สูญเสียความปรกติแห่งจิตวิญญานไปแล้ว บาดแผลจากความตกระกำลำบาก โดยการกลั่นแกล้งของมัวนิเอร์ ทำให้เขาไม่ยอมไว้ใจใครอีก ดูนังต์เป็นโรคจิตหวาดระแวงเขากล่าวว่า ซอนเดอเรกเกอร์สบคบกับมัวนิเอร์หักหลังเขา ทั้งสองสามีภรรยาไม่เคยถือสากับปฏิกริยาของดูนังต์ผู้ถูกกระทำอย่างไร้ความปราณี วิลเฮมยังคงชื่นชมดูนังต์จนถึงรุ่นลูกของเขา โชคร้ายวิลเฮมตายก่อนด้วยวัยยังหนุ่มปี 1904 ดูนังต์ รู้สึกสะเทือนใจมากที่วิจารณญานของเขาได้เสียศูนย์ไปแล้ว โดยเขาไม่มีโอกาสขออภัยต่อวิลเฮมหนุ่มเลย

ปี 1895 ดูนังต์ได้คุยกับ ยอร์จ โบมเบอร์เกอร์ บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ ดี ออสชไวส์ ขณะเดินเล่นในสวน ยอร์จนำเรื่องราวการก่อตั้งกาชาดสากลของดูนังต์ออกตีพิมพ์ หลังจากที่ทุกคนลืมเขาไปแล้วถึง 32 ปี ทำให้สาธารณชนได้นึกถึงดูนังต์ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสภากาชาดสากล I.C.R.C. ทำให้พระราชินีหม้ายแห่งรัสเซีย มาเรีย เฟโดรอฟนา ให้เงินบริจาคต่อดูนังต์พอสมควร

ดูนังต์ใช้บั้นปลายชีวิตเขียนหนังสือเรื่อง สิทธิเสมอภาคของสตรี และช่วยจัดตั้งองค์การสตรี กรีน ครอส ที่บรัสเซล เสือร้ายยังคงไม่ทิ้งลาย โชคไม่ดี กรีนครอสตั้งอยู่ได้ไม่นาน


ปี 1901 มีการแจกรางวัลโนเบลเป็นครั้งแรก ตามพินัยกรรม ของอัลเฟรด โนเบล มีคนเสนอชื่อ อองรี ดูนังต์ เฟรดเดอริค พาสซี กุ๊สตาฟ มัวนิเอร์ ให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คณะกรรมการรางวัลโนเบลตัดสินให้ อองรี ดูนังต์ ได้รับรางวัลคู่กับ เฟรดเดอริค พาสซี่ ได้รับเงินรางวัล 104,000 สวิสฟรังก์ คณะกรรมการเก็บเงินไว้ให้ในธนาคารแห่งนอร์เวย์ โดยมีข้อสัญญากำกับห้ามเจ้าหนี้ทั้งหลายเรียกร้องเงิน ชำระหนี้จากเงินจำนวนนี้ ดูนังต์ไม่เคยเบิกเงินรางวัลจำนวนนี้ใช้ ทั้ง ๆ ที่ เป็นสิทธิ์โดบชอบธรรมของเขา

เฟรดเดอริค พาสซี่ (1822-19120)

เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นสมาชิกอันทรงเกียรติแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์และการเมืองแห่งฝรั่งเศส เขาสนับสนุนการค้าเสรีในยุโรป พาสซี่เข้าแทรกแซงเพื่อระงับสงครามฟรังโก-ปรัสเซียน แต่ฝรั่งเศสไม่ยอมฟังเสียงจึงแพ้ยับเยิน พาสซี่สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง อณุญาโตตุลาการ เพื่อพิจารณาข้อพิพาทระหว่างชาติปี 1888

หนึ่งปีถัดมา เขาจัดตั้งสหภาพสภานิติบัญญัติสากลขึ้น ซึ่งช่วยให้เกิดสันติภาพในยุโรปถึง 35 ปี

มัวนิเอร์ ได้รับการเสนอชื่ออีก 2 ครั้ง แต่ไม่เคยได้รับรางวัลเลย (โนเบล สาขาสันติภาพ)

ปี 1903 มหาวิทยาลัยไฮเดนเบิร์ก มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้แก่ อองรี ดูนังต์ แต่เขาชราภาพมากแล้ว อาศัยอยู่ห้องเลขที่ 12 สถานพักคนชรา โรงพยาบาลเฮเดน ภายใต้การดูแลของคุณหมอ เฮอร์แมน อัลเทอร์ ดูนังต์ป่วยเป็นโรคพารานอย โรคซึมเศร้า จิตใต้สำนึกยังคงหวาดกลัว มัวนิเอร์ และเจ้าหนี้ที่ตามรังควาญ เขากลัวถูกวางยาพิษ ดูนังต์โจมตีองค์การศาสนาคาลแวง

สุดท้าย ดูนังต์ได้ส่งหนังสือชีวประวัติที่มุลเลอร์ช่วยพิมพ์ ไปให้พระราชินีแห่งอิตาลี

อองรี ดูนังต์ ลาโลกเมื่อ 30 ตุลาคม 1910 (ปีเดียวกับ ร.5 สวรรคต) หลัง กุ๊สตาฟ มัวนิเอร์ คู่รักคู่แค้น 2 เดือน

ก่อนตาย เขาได้สั่งเสียไว้ ห้ามจัดงานพิธีใด ๆ เขาคือสามัญชนแท้จริง ทั้งมีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว

"โปรดนำศพของข้าพเจ้า ไปลงหลุมเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง"

ไม่มีการจัดพิธีศพ ตามความประสงค์ของผู้ตาย ศพของเขาฝังที่สุสาน ชิเฟลด์ เมืองซูริค อย่างสามัญชน



ดูนังต์ ไม่เคยแต่งงาน ไม่มีครอบครัว เขาตายอย่างโดดเดี่ยวในห้องคนเดียวของสถานพักคนชรา พินัยกรรมของเขา แบ่งเงินใช้หนี้บางส่วน จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ผู้ป่วยที่ยากจนในโรงพยาบาลเฮเดน ให้ผู้ยากไร้ทุกคนได้รักษาฟรี เงินที่เหลือ เขาบริจาคให้องค์การการกุศลที่นอร์เวย์ และสวิสเซอร์แลนด์

แต่ความจริง อองรี ดูนังต์ ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวหรอก เขามีคนทั่วโลกเป็นครอบครัว หนึ่งร้อยปีที่เขาจากไปยังไม่มีใครลืมเขา ผลงานของเขายังคงช่วยเหลือคนเจ็บป่วย ทุกข์ยากอีกนับล้าน

วันเกิด 8 พฤษภาคม ของอองรี ถือเป็นวันฉลองประจำปีของคณะกรรมการกาชาดสากลของทุกปี และวันที่ 30 ตุลาคม 2010 จะเป็นวันฉลองครบรอบ 100 ปี ที่เขาจากไป

โดย ชาตรี เพ่งกสิณ
18 ธค. 2009







This is the book that prompted the creation of what is now a worldwide movement with millions of members and made the name of Henry Dunant known everywhere. The account has moved many people and still does today. "One finishes this book cursing war", wrote the Goncourt brothers in the nineteenth century. Since it was first published in 1862, the book has been translated into so many languages and reprinted so many times that it is difficult to know how many versions exist throughout the world.
ICRC, Geneva, 1986, 147 pp., illus., photos, map, 12 x 18 cm, English, French, Spanish, Arabic / ref. 0361



Adobe Acrobat PDF Download PDF
 (769 Kb)

Labels: , , , ,


1 Comments:

  • At 02 February, 2010 09:21 , Blogger 15853 said...

    เรียน คุณชาตรี เพ่งกสิณ
    ต้องขออภัยที่นำเรื่องของท่านมาลงให้ล่าช้าไปมาก เหตุหนึ่งนั้นเนื่องจากต้นฉบับที่ท่านส่งมาทางจดหมายไปรษณีย์ เขียนมาเป็นลายมืออย่างดี คลาสสิคมาก 11 หน้ากระดาษ A4 ครับท่าน ผมก็เลยต้องมาพิมพ์มันโดยใช้เวลา พิมพ์ไปวันละเล็ก วันละน้อย เล่นเข้าไปเป็นเดือน เพราะไม่สามารถหาเวลาว่างต่อเนื่อง ที่จะทำได้รวดเดียวจบ
    อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ติดตามมากครับ มีทั้งสาระและบันเทิง ดังนั้นถ้าท่านมีเวลากรุณาหาเรื่องส่งมาให้เราเผยแพร่ให้ พี่ ๆ เพื่อน ๆ ได้อ่าน กันอีกนะครับ
    และก็น่าจะเป็นไปได้ว่า เราจะรวมกลุ่มกันไปเที่ยวสักครั้งและจะติดต่อ ให้ 'เพ่ง' เป็นผู้นำ ทัวร์ของเรา ด้วยนะเพราะเคยเห็นถึงผลงานที่ผ่านมาแล้วก็ติดใจกัน
    ขอบคุณมากครับ
    เกษมศักดิ์

     

Post a Comment

Subscribe to Post Comments [Atom]

Links to this post:

Create a Link

<< Home